โรคหวาดกลัวการเข้าสังคม

โรคหวาดกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia) เป็นโรควิตกกังวลกลัวชนิดหนึ่งที่เกิดจากความหวาดกลัวว่าจะถูกประเมินในแง่ลบจากผู้อื่น กลัวว่าตนเองจะทำอะไรที่น่าอายต่อหน้าผู้อื่น วิตกกังวลว่าตัวเองจะเผลอทำอะไรเปิ่นๆ เชยๆ หรือทำพลาดให้ต้องอับอาย กลัวต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง ซึ่งดูเหมือนอาการตื่นเต้นทั่วไปในคนปกติ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคมจะประหม่ามากและไม่สามารถบังคับตัวเองให้ไม่ขลาดกลัวการเข้าสังคมได้ และมักจะพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมและมีความกลัวถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

สาเหตุ
อาจเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง พันธุกรรม การประมวลผลในการกระทำของตัวเองและการตอบสนองของบุคคลอื่น พฤติกรรมฝังใจตั้งแต่เด็ก บุคลิกภาพ วิธีการเลี้ยงดู

อาการสำคัญ
อาการในเด็กที่เข้าข่ายเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมจะมีความขี้อายเกินเด็กปกติทั่วไป ซึ่งเด็กเหล่านี้จะไม่กล้าแม้แต่จะเล่นกับเด็กคนอื่น อายถึงขั้นหวาดกลัวการพูดกับผู้ใหญ่ ไม่สบตาใครขณะพูด และมักจะไม่ยอมไปโรงเรียน
อาการในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคม มักจะมีอาการสืบเนื่องมาตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น โดยที่ไม่ได้รับการรักษาเยียวยาให้หายหวาดกลัวการเข้าสังคม

อาการที่บ่งถึงโรคหวาดกลัวสังคม
1. ความผิดปกติที่แสดงออกทางอารมณ์และความคิด
รู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ต้องพูดคุยกับบุคคลอื่น หรือพูดไม่ออกเมื่ออยู่ต่อหน้าคน
วิตกกังวลเป็นอย่างมากว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร หวาดกลัวบุคคลอื่นจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองไปต่าง ๆ นานา
เครียดล่วงหน้าเป็นวัน หรือเป็นสัปดาห์ เมื่อรู้ว่าต้องปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน หรือต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่เจอคนเยอะ ๆ
กลัวว่าตัวเองจะแสดงอาการหน้าขายหน้าอะไรออกไปสักอย่าง
กลัวคนอื่นจะจับสังเกตได้ว่ากำลังรู้สึกประหม่าอยู่

2. ความผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย
ตัวอย่างเช่น อาย หน้าแดง เขินจนบิด ไม่กล้าสบตา หายใจหอบถี่ปั่นป่วนในท้อง บางรายถึงกับอาเจียน เสียงสั่น พูดตะกุกตะกัก ใจเต้นแรง แน่นหน้าอก เหงื่อแตก หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ

3. ความผิดปกติที่แสดงออกทางพฤติกรรม
ชอบปลีกตัวไปหลบอยู่คนเดียวบ่อย ๆ เพราะกลัวการเผชิญหน้ากับบุคคลอื่น
มนุษย์สัมพันธ์ค่อนข้างต่ำ สานสัมพันธ์ไม่เก่ง และรักษาความเป็นเพื่อนไว้ได้ยาก
ไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเองแบบเดี่ยว ๆ จำเป็นต้องมีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม
ไม่กล้าแสดงออกขั้นรุนแรง
ในผู้ใหญ่บางรายอาจดื่มแอลกอฮอล์ย้อมใจทุกครั้ง ก่อนออกไปเผชิญหน้ากับคนหมู่มาก

4. ส่งผลกระทบต่อชีวิตในด้านต่างๆ
การเรียน การงาน เช่น ไม่กล้าแสดงออกในที่ประชุม หรือหน้าชั้นเรียน ไม่กล้าไปสัมภาษณ์งาน ลังเลที่จะตัดสินใจรับตำแหน่ง หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีปัญหากับการติดต่อประสานงานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน ไม่มีความสุขกับการเรียน และการทำงาน
สัมพันธภาพ เช่น มีปัญหาในการสานสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเพื่อน หรือคนรักทำให้คบกับใครไม่ได้นาน ไม่กล้าเปิดใจรับใครเข้ามา ไม่กล้าแชร์ความคิดเห็นร่วมกับบุคคลอื่น
เสียโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คนใหม่ ๆ ทำให้ไม่ได้พัฒนาตนเองอย่างที่ควรจะเป็น รวมทั้งพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิต

การรักษา
สิ่งสำคัญของการรักษาคือผู้ป่วยต้องตระหนักถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นกับตนและพร้อมที่จะเข้ารับบำบัด ซึ่งโรคนี้สามารถบำบัดรักษาให้หายได้

1. การรักษาด้วยยา
โดยส่วนมากจิตแพทย์จะสั่งยาลดอาการซึมเศร้า (Antidepressants) และยาระงับความวิตกกังวล (Anti-Anxiety) ซึ่งระดับความรุนแรงของยา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยแต่ละราย การใช้ยารักษาโรคนี้ จิตแพทย์จะใช้เป็นแนวทางการรักษารอง เนื่องจากการใช้ยาอาจส่งผลให้เกิดภาวะติดยาและเมื่อหยุดยาอาการอาจกลับเป็นซ้ำได้

2. การรักษาด้วยจิตบำบัด
เป็นแนวทางการรักษาหลัก ซึ่ง เทคนิคที่นิยมใช้ และได้ผลมากคือ การบำบัดแบบปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy หรือ CBT) เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการรับรู้ (ความคิด) กับอาการวิตกกังวลเข้ากับพฤติกรรม หรือการกระทำของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถระบุ และเรียนรู้ที่จะแก้ไขและปรับเปลี่ยนความคิดและการการกระทำที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลนั้นได้

3. การฝึกทักษะอื่นๆ ที่จำเป็น
เช่น ทักษะการสร้างสัมพันธภาพ ทักษะการผ่อนคลายความเครียดความวิตกกังวล ทักษะการพูดต่อหน้าสาธารณะ ทักษะการเผชิญกับสิ่งใหม่ เป็นต้น.

Related Posts