ทำได้ดี !! โค้ชแบนพอใจเมืองทองทำได้ตามเป้าหมาย

26410-news-1694“โค้ชแบน” ธชตวัน ศรีปาน ยอมรับว่าตนเองพอใจผลงานของลูกทีม เมืองทอง ยูไนเต็ด มาก ๆ ที่สามารถแชร์แต้มจาก อุลซาน ฮุนได กลับมาบ้านได้สำเร็จ พร้อมกับชี้ว่าเป้าหมายจริง ๆ ของทีมคือการเข้ารอบน็อคเอาท์ให้ได้

เมืองทอง ยูไนเต็ด บุกไปยันเสมอกับ อุลซาน ฮุนได ได้สำเร็จ 0-0 ในการแข่งขันเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวานนี้ โดยในเกมดังกล่าว เมืองทอง ต้องเสีย ธีราทร บุญมาทัน ไปตั้งแต่ต้นเกม เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าเล่นต่อไม่ไหว ทว่าสุดท้ายแล้วทีมก็มี 1 แต้มกลับมาบ้านได้ตามเป้า
ธชตวัน ศรีปาน กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อคเอาท์ให้ได้ และที่ผ่านมา 3 เกม เราบุกไปเสมอกับบริสเบน เราชนะคาชิม่าในบ้านของเรา และเรามาแชร์แต้มจากอุลซานได้อีก ผมว่ามันคือผลงานที่เกินความคาดหมายแล้ว”

“แน่นอนว่าเรามีอีก 2 เกมในบ้าน ซึ่งหากว่าเราเอาชนะได้ทั้งสองเกม เราก็จะการันตีการเข้ารอบได้แบบ 100% เลยทีเดียว ซึ่งผมเองหวังว่าเราจะสามารถทำได้ และเกมนี้ต้องขอบคุณลูกทีมทุกคนที่ช่วยกันเล่นจนเรามีแต้มกลับไปฝากแฟน ๆ ที่เมืองไทย”

สุดยอด !! บิ๊กอ๊อด ยืนยัน เอคโคโน คือคำตอบที่ถูกต้อง

26359-news-6245“บิ๊กอ๊อด” พ.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอล ยืนยันว่าการที่ทางสมาคมฯ เลือก บ.เอคโคโน จากสเปนเข้ามาดูแลเรื่องการวางรากฐานฟุตบอลไทยนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และดีที่สุดแล้ว

หลังจากที่ พ.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้มีการเปิดตัว เอคโคโน บริษัทที่จะเข้ามาดูแลเรื่องการวางรากฐานฟุตบอลให้กับทีมชาติไทยไปแล้ว ก็มีหลายเสียงมากที่ถามเข้ามาว่า เอคโคโน มีดีอะไรทำไมถึงเลือก ซึ่งทาง บิ๊กอ๊อด เองก็ได้ออกมาตอบคำถามเหล่านั้นเรียบร้อย

“จากการหาข้อมูล เอคโคโน เป็นบริษัท ของประเทศสเปน โค้ชเป็นสเปน ผมมองว่าคนไทย สรีระนักฟุตบอลไทยใกล้เคียงกับนักฟุตบอลสเปน ถ้าเราใช้สไตล์การเล่น, วิธีการเล่น และระบบการเล่น ที่เข้ากับสรีระ เราจะได้ประโยชน์มากขึ้น นี่คือเหตุผลที่หนึ่ง” ประมุขลูกหนังไทย เผย

“เหตุผลที่สอง เอคโคโน ทำสัญญากับสมาคมฟุตบอลประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2015-2020 เป็นเวลา 5 ปี ทีมชาติญี่ปุ่นมีความแข็งแกร่ง ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี เช่นกัน เอคโคโน ดูแลเยาวชนของสโมสรปารีส แชงต์-แชร์กแมง ทีมชุดใหญ่ของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ผู้เล่นเยาวชนมาจากการดูแลของ เอคโคโน”

1(791)

“ผมคิดว่าจากผลงานที่เขามีอยู่ รูปร่างสรีระ แนวความคิดผมอยากให้ทีมชาติไทยทุกรุ่นเล่นเหมือนกัน เพราะว่าการส่งต่อจากรุ่น 14 ปี ไป 16 ปี จาก 16 ปี ไป 19 ปี และจาก 19 ปี ไป 21 ปี ปัจจุบันโค้ช รุ่นอายุ 14 ปี และ 16 ปี อาจเป็นคนไทย แต่รุ่นอายุ 19 ปี ไปเอาโค้ชญี่ปุ่น รุ่นอายุ 21 ปี ไปเอาโค้ชต่างชาติมา รูปแบบมันไม่สอดคล้องกัน”
“ปัญญานักเตะจะงงว่าตัวเองต้องเล่นอย่างไร จะเล่นอย่างไรให้ถูกใจโค้ช ซึ่งมันเป็นเรื่องยาก ถ้ารูปแบบการเล่นเหมือนกัน การส่งต่อ การพัฒนามันเกิดขึ้นมากกว่า และถ้ารูปแบบการฝึกสอน รูปแบบของสเปนเอามาปรับใช้กับคนไทย สรีระคนไทย โดยเอาจุดแข็งของคนไทยไปใช้ในรูปแบบของไทยแลนด์สไตล์ ผมอยากเห็นเวลาทีมชาติไทยลงสนามแล้วมีคนพูดว่า นี่แหละสไตล์ไทยแลนด์เหมือนกับเวลาที่ทีมชาติสเปนเล่นแล้วเราจะรู้ว่านี่แหละฟุตบอลสไตล์สเปน”

“ในสัญญาเงื่อนไข เอคโคโน จะได้จัดโค้ชในรุ่น 14-21 ปี ให้กับสมาคมฟุตบอลฯ แต่สต๊าฟฟ์โค้ชสมาคมฯ มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นคนไทยเราคิดว่าโค้ชคนไทยเหล่านี้จะได้เรียนรู้ได้ไปฝึกฝนจดจำรายละเอียดการฝึกสอนเพื่อพึ่งพาตัวเอง และเป็นการสร้างบุคลากรกีฬาขึ้นมา ซึ่ง เอคโคโน เขาก็ยอมตรงนี้เราก็ต้องคัดคนที่จะไปทำงานร่วมกันกับเอคโคโน”

“ผมพูดว่าทุกคนที่เป็นโค้ช ต้องไปทำงานร่วมกัน เพราะว่าการสร้างทีม เรามองไปถึง 4 ปีข้างหน้า 8 ปี ข้างหน้า ปี 2026 ทวีปเอเชียได้โควต้าฟุตบอลโลกเพิ่มขึ้น ไทยก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น การสร้างทีมต้องเริ่มสร้างนักเตะตั้งแต่รุ่นอายุ 14-15-16 ปี เพื่อสร้างทีมในปี 2026 เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเสียสละทำร่วมกัน เพื่อสร้างทีมฟุตบอล”
“การสร้างมีเดียอะคาเดมีฟุตบอลของตัวเอง ก็คือยุทธศาสตร์ การต้องการให้ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยเล่นมีรูปแบบ ไทยแลนด์สไตล์ นี่ก็เป็นสื่อ ถ้าเห็นว่ายุทธศาสตร์ที่ผมวางไว้ มันเกิดขึ้นแล้ว สมาคมฟุตบอลฯ ก็มีที่ทำงาน แผนก็กำลังจะถูกเขียน การร่วมมือกับ เอคโคโน กำลังจะเกิดขึ้น สิ่งที่ผมทำผมพิสูจน์ด้วยผลงาน มีคนบอกว่าผมไม่ใช่คนในวงการกีฬา จะรู้เรื่องหรอ? ผมจะทำเป็นหรอ? จะบริหารเป็นหรอ? วันนี้ผลงานมันพิสูจน์ว่าผมทำเป็น ผมรู้เรื่องเพราะผมเรียนรู้ ผมใฝ่รู้ ผมต้องการพิสูจน์ตัวผมเองว่าผมเป็นอดีตตำรวจ ถ้าผมตั้งใจทำเพื่อวงการฟุตบอลผมทำได้” บื๊กอ๊อด ร่ายยาว

5 ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกอยู่บ้าน

u90995 สิ่งที่คนทั่วไปมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ไม่ใช่งานที่ง่ายและสบาย มาทำความเข้าใจพวกเธอใหม่กันเถอะ

ในปัจจุบันนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่ออกมาทำงานนอกบ้านกันเสียหมด เพราะมีความรู้ความสามารถเก่งไม่แพ้ผู้ชายเลยทีเดียว แต่ทว่าเมื่อพวกเธอตั้งท้อง อาจทำให้การทำงานนั้นไม่สะดวกและส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ จึงทำให้พวกเธอลาออกจากงาน เพื่ออยู่บ้านพักรักษาตัว เป็นคุณแม่ลูกอ่อนที่เลี้ยงลูกเต็มเวลาและดูแลเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งทำให้หลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิด คิดว่าเป็นงานที่ง่ายและสบาย วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกอยู่บ้านกันเสียใหม่ ว่าพวกเธอนั้นไม่ได้เป็นแบบที่หลาย ๆ คนคิด

1. ไม่มีงาน ไม่มีรายได้

เมื่อพูดถึงสาว ๆ ที่ลาออกจากงานมาเพื่อเลี้ยงลูกอยู่บ้าน หลาย ๆ คนก็คงจะคิดว่าพวกเธอต้องขาดรายได้แน่ ๆ และอาจจะลำบากในอนาคต เพราะเงินคือปัจจัยที่ 5 ยิ่งมีลูกด้วยแล้วค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเยอะตาม ทว่าความจริงแล้วยังมีหนทางหารายได้จากการอยู่บ้าน อย่างคุณแม่ที่มีฝีมือก็อาจประดิษฐ์งานหัตถกรรมต่าง ๆ ออกมาวางขาย หรือจะทำอาหาร ทำขนมออกมาวางขายก็ได้เช่นกันค่ะ

2. ออกไปนั่งชิลดื่มกาแฟกับเพื่อน ๆ

อันที่จริงแล้วงานภายในบ้านนั้นมีอะไรตั้งเยอะแยะ ทั้งกวาดบ้าน ซักผ้า เตรียมกับข้าว ไหนจะต้องดูแลเจ้าตัวน้อยโดยการเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนข้าว ป้อนนม ดังนั้นกาแฟที่คุณแม่ดื่มมีเพียงแค่ตอนเช้าเท่านั้น แถมไม่ได้ออกไปนั่งชิลคุยกับเพื่อน ๆ แบบที่ใครหลาย ๆ คนเข้าใจผิดอีกด้วย
3. ไม่ดูแลตนเอง

ภาพลักษณ์ของสาว ๆ ที่ออกจากงานเพื่อมาอยู่บ้านเลี้ยงลูกแบบที่ใครหลาย ๆ คนเข้าใจคือหน้าสด ผมฟู เสื้อผ้าตัวใหญ่โคร่ง เพราะคิดว่าพวกเธอคงไม่ดูแลตัวเอง เลยทำให้มีภาพลักษณ์แบบนั้น แต่จริง ๆ แล้วหากพวกเธอมีเหตุจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ไปงานเลี้ยงที่เป็นทางการ พวกเธอก็พร้อมที่จะแต่งหน้า ทำผม ให้สวยสง่าจนทำเอาหลาย ๆ คนอึ้งไปเลยล่ะ
4. ภายในบ้านดูสะอาดเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลา

อีกหนึ่งสิ่งที่คนทั่ว ๆ ไปมักจะเข้าใจผิด คิดว่าภายในบ้านที่คุณแม่อยู่นั้นต้องสะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ เพราะคิดว่าพวกเธออยู่บ้านก็น่าจะทำความไว้สะอาดไว้อย่างดี แต่ความจริงแล้วนั้นไม่ใช่เลย เหล่าคุณแม่ทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูแล้วก็จริง แต่เจ้าตัวเล็กสุดแสนซนเนี่ยสิ ที่จะมาทำให้ภายในบ้านรกและวุ่นวายเหมือนเดิม
5. อยู่บ้านว่าง ๆ น่าเบื่อแน่ ๆ

มาถึงความเข้าใจผิดข้อสุดท้าย ที่หลาย ๆ คนคิดว่าเหล่าคุณแม่เลี้ยงลูกอยู่บ้าน วัน ๆ คงไม่มีอะไรทำ แต่ความจริงแล้วนั้นพวกเธอมีอะไรให้ทำเยอะแยะเลยค่ะ นอกจากงานบ้านเลี้ยงคอยดูแลทารกน้อยแล้ว พวกเธอยังคอยเฝ้ามองการเจริญเติบโต พัฒนาการของลูกน้อย ค้นหาหนังสือ รายการ เพลง ที่มีประโยชน์ต่อเจ้าตัวเล็ก และเล่นสนุกไปด้วยกันอย่างมีความสุข

รู้แบบนี้แล้วก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาว ๆ ลาออกจากงานมาเพื่อเลี้ยงลูกอยู่บ้านใหม่กันนะคะ เพราะถึงแม้จะออกจากงาน แต่ก็ไม่ได้ความว่าจะอยู่บ้านว่างงานเฉย ๆ ยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องทำ เช่น งานบ้านทั้งหลาย ป้อนข้าวป้อนนม เตรีบมทำอาหาร และอีกสารพัดที่หากได้ลองมาทำเองจะรู้เลยล่ะว่ามันเหนื่อยแค่ไหน

7 สิ่งที่คุณแม่ใกล้คลอดควรทำ เพื่อเตรียมรับมือกับเจ้าตัวเล็ก

u6257 สิ่งที่คุณแม่ใกล้คลอดควรทำ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะออกมาลืมตาดูโลก

สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งในชีวิตของผู้หญิงอย่างเรา ๆ ก็คือการได้เป็นแม่คน ซึ่งสาว ๆ ต้องอดทนและเสียสละเป็นระยะเวลา 9 เดือน ยิ่งในช่วงเดือนที่ 7-9 หรือไตรมาสที่สาม เป็นช่วงสุดท้ายที่สำคัญที่สุดเลยล่ะค่ะ เพราะใกล้ที่จะให้กำเนิดอีกหนึ่งชีวิตแล้ว แต่ก่อนที่เจ้าตัวน้อยในครรภ์จะออกมาลืมตาดูโลก กระปุกดอทคอมจะขอพาไปดู 10 สิ่งที่คุณแม่ใกล้คลอดควรทำ เพื่อที่จะได้คลอดลูกน้อยออกมาอย่างสบายใจหายห่วง
1. เตรียมตั้งชื่อเจ้าตัวเล็ก

คุณพ่อและคุณแม่ควรจะปรึกษากันเรื่องชื่อของลูกน้อยเอาไว้ก่อน เพราะถ้าหากถึงเวลาคลอดแล้วยังตัดสินใจกันไม่ได้ ทางโรงพยาบาลจะตั้งให้ก่อนทันที และต้องมาวุ่นวายทีหลังถ้าหากต้องการเปลี่ยนชื่อ ทางที่ดีทั้งคู่ควรจะปรึกษากันให้เรียบร้อย หาชื่อความหมายดี ๆ เพื่อที่จะได้บอกกับเจ้าหน้าที่ทางโรงพยาบาลได้เลยค่ะ

2. กำหนดวันเวลาที่คลอด

ข้อนี้คุณแม่จะต้องปรึกษาคุณหมอที่ดูแลให้ดีว่ากำหนดคลอดนั้นช่วงเวลาวันไหนถึงจะดีที่สุดต่อตัวคุณแม่และคุณลูก ถ้าหากไม่ได้มีปัญหาทางด้านสุขภาพที่จำเป็นจะต้องผ่าคลอดก็ควรคลอดแบบธรรมชาติ เพื่อที่ลูกน้อยจะได้ออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ และมีเวลาเตรียมตัวก่อนถึงวันกำหนดคลอดจริง ๆ ค่ะ

3. ถ่ายรูปในช่วงที่ท้องกำลังโต

เพื่อเป็นการเก็บภาพความทรงจำ คุณแม่อาจจะถ่ายรูปตัวเองท้องป่องในอิริยาบถต่าง ๆ ถ่ายร่วมกับคุณพ่อ ญาติ ๆ หรือเพื่อน ๆ เพราะเมื่อในวันที่เจ้าตัวน้อยเติบโต คุณแม่ก็สามารถเอารูปเหล่านี้ให้พวกเขาดูได้และบอกกับเด็ก ๆ ว่าครั้งหนึ่งหนู ๆ เคยอยู่ในท้องป่อง ๆ ของแม่นะ ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณแม่กับลูกน้อยด้วยค่ะ

4. เตรียมของใช้สำหรับลูกน้อย

แน่นอนว่าอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าก็จะมีอีกหนึ่งชีวิตเข้ามาร่วมอาศัยในบ้าน ดังนั้นคุณแม่จึงควรหาข้าวของต่าง ๆ สำหรับเด็กแรกเกิด เพื่อเตรียมไว้ให้พร้อม อย่างเช่น ผ้าอ้อม ถุงมือ ถุงเท้า แผ่นเช็ดทำความสะอาด อุปกรณ์อาบน้ำและรถเข็นเด็กไว้สำหรับมีเหตุจำเป็นต้องเดินทางออกไปนอกบ้านค่ะ
5. หาแม่บ้านทำความสะอาด

ในช่วงไตรมาสที่สามนี้ คุณแม่อาจจะทำงานบ้านเองไม่สะดวกนัก และหากสามีต้องทำงานไม่ว่างที่จะทำงานบ้าน คุณแม่ก็อาจจะจ้างหรือหาแม่บ้านมาเป็นผู้ช่วยไว้สักคน อีกทั้งเผื่อเวลาที่คุณแม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจจะทำให้บ้านสกปรกมีฝุ่นละออง ซึ่งนั่นไม่ดีกับทารกแน่ ๆ ค่ะ ดังนั้นถ้าหากไม่มีคนช่วยทำงานบ้านจริง ๆ ก็อาจจะจ้างแม่บ้านเป็นครั้งคราวแทนได้ค่ะ

6. เตรียมข้าวของเครื่องใช้ไว้ให้พร้อม

ว่าที่คุณแม่คงจะไม่อยากวุ่นวายในสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่จะคลอดน้องใช่ไหมคะ ดังนั้นคุณแม่จึงต้องเตรียมข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดไว้ให้พร้อม ซึ่งในกระเป๋าของคุณแม่นี้ควรมีเอกสารทางราชการส่วนตัว สมุดฝากครรภ์ ของใช้ส่วนตัว และชุดชั้นใน เพื่อที่มีอาการเจ็บท้องคุณแม่จะได้ไปโรงพยาบาลได้ทันท่วงทีค่ะ

7. ผ่อนคลายทำใจให้สบาย

เชื่อว่าคุณแม่ส่วนใหญ่ต้องเกิดอาการกังวลกับการคลอดที่กำลังใกล้เข้ามา และเพื่อเป็นการผ่อนคลาย คุณแม่อาจจะออกไปดูหนัง ทานข้าว เดินเล่นในสวนสาธารณะ นัดคุยกับเพื่อน ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดสะสม แต่ทั้งนี้หากออกนอกบ้านควรระมัดระวังในการเคลื่อนไหวด้วยนะคะ

คุณแม่ใกล้คลอดที่อยู่ในช่วงไตรมาสที่สามควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยใกล้ลืมตาออกมาดูโลก อีกทั้งควรเตรียมตัวรับมือไว้ให้พร้อมแบบ 7 ข้อข้างต้น เพื่อที่ถึงเวลาเจ็บท้องคุณแม่จะได้ไม่ต้องฉุกละหุกวุ่นวายและคลอดน้องได้อย่างสบายใจปลอดภัยทั้งแม่และลูกค่ะ

6 วิธีรับมือเมื่อลูกแพ้อาหาร รู้ทันอันตรายก็ไม่เกิด

01_44เลี้ยงลูก 6 วิธีรับมือเมื่อรู้ว่าลูกแพ้อาหาร รู้ทันอันตรายก็ไม่เกิด คุณพ่อคุณแม่คนไหนกำลังเจอกับปัญหานี้อยู่ มาดูวิธีดูแลลูกแพ้อาหารแบบง่าย ๆ กันค่ะ

เมื่อไรก็ตามที่คุณแม่พบว่าลูกแพ้อาหารบางชนิด นั่นหมายความว่าการใส่ใจดูแลก็จะต้องเพิ่มมากขึ้นแล้ว เพราะการแพ้อาหารไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ บางทีอาจจะทำให้ถึงกับเจ็บป่วยไม่สบายหรืออาจเกิดอันตรายถึงชีวิตเลยก็เป็นได้ ฉะนั้นเมื่อสังเกตเห็นว่าลูกรักของคุณเกิดอาการแพ้อาหารขึ้นมาละก็ กระปุกดอทคอมขอแนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ควรรับมือตาม 6 วิธีนี้ให้ไวเลยค่ะ เมื่อรู้ทันแล้วอันตรายก็ไม่เกิดแน่นอน

1. พาไปพบหมอเด็ก

หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มสงสัยว่าลูกแพ้อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่ แต่ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไร ลองพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า เผื่อแพทย์จะได้ให้คำแนะนำที่ดีและเหมาะสม คุณพ่อคุณแม่จะได้เตรียมพร้อมรับมือได้ถูกวิธียังไงล่ะ

2. เข้าครัวทำอาหารเอง

ถ้าเป็นกังวลว่าอาหารที่ลูกกินนอกบ้าน หรืออาหารที่ซื้อมาให้เขาจะมีส่วนผสมที่ทำให้แพ้หรือไม่ บอกเลยว่าแทนที่จะมานั่งเครียดอยู่ คุณพ่อคุณแม่ก็ทำอาหารให้ลูกเองเลยค่ะ เพราะคุณเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าเขาแพ้อาหารชนิดไหนบ้าง แถมการทำด้วยความรักให้เขา ยังไงเขาก็ต้องกินอย่างมีความสุขกว่าการซื้ออาหารข้างนอกมาให้กินแน่นอน ที่สำคัญคือปลอดภัยไร้กังวลด้วย

3. เตรียมข้าวกล่องสำหรับวันไปเรียน

ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะไปแจ้งกับทางโรงเรียนเกี่ยวกับการแพ้อาหารของลูกไว้แล้ว แต่ก็อย่าเพิ่งไว้วางใจค่ะ ทางที่ดีให้เตรียมข้าวกล่องสำหรับกินตอนกลางวันไปให้เขาเองดีกว่า และอาจจะมีพวกขนมติดไปด้วยก็ยิ่งดี เพราะบางทีเด็กอาจจะลืมตัวไปกินขนมหรืออาหารที่อาจจะมีส่วนผสมที่แพ้อยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้

4. บอกลูกรักให้เข้าใจ

นี่แหละคือสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าคุณไม่อธิบายให้ลูกเข้าใจถึงอาการแพ้อาหาร หรือไม่บอกว่าเขาไม่ควรกินอาหารชนิดไหนบ้าง เขาก็อาจจะไปเผลอกินโดยไม่รู้ตัว หากลูกของคุณโตพอที่จะอ่านหนังสือออกแล้ว ก็ควรบอกให้เขาอ่านรายละเอียดบนแพ็กเกจก่อนหยิบมากิน เพราะลูกไม่ได้อยู่ในสายตาของคุณตลอดเวลา ฉะนั้นอธิบายให้เขาเข้าใจก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำค่ะ

5. อธิบายเรื่องนี้กับญาติพี่น้อง

หากที่บ้านของคุณไม่ได้อยู่กันแค่พ่อแม่ลูก แต่มีพี่ป้าน้าอาอาศัยอยู่ร่วมชายคาด้วย คุณก็ควรบอกเรื่องเกี่ยวกับการแพ้อาหารของลูกให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน ไม่อย่างนั้นถ้าพวกเขาไม่รู้ ก็อาจจะหยิบยื่นอะไรไปเรื่อยให้ลูกคุณกินในเวลาที่คุณไม่อยู่ก็ได้ พูดง่าย ๆ คือกันไว้ก่อนดีกว่าแก้นะคะ

6. ปรึกษากับบรรดาคุณพ่อคุณแม่คนอื่น

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปไกลกว่าที่คิด การที่คุณจะได้พูดคุยปรึกษาเรื่องราวของลูกตัวเองกับคุณพ่อคุณแม่คนอื่น ถือว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ เลยล่ะค่ะ ลองเข้าไปแชร์เรื่องราวของตัวคุณ หรือหาอ่านเรื่องราวประสบการณ์ของพ่อแม่ที่เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องลูกแพ้อาหารไว้บ้างก็ได้ เผื่อคุณจะได้นำไปปรับใช้กับตัวเอง เผลอ ๆ อาจจะได้คำแนะนำดี ๆ เพิ่มเติมด้วยนะ

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่หากรับมือให้เป็นด้วย 6 วิธีนี้ไว้ก่อน บอกเลยว่าอันตรายทั้งหลายก็จะไม่เกิดกับลูกของคุณ ยอมเสียเวลาและยอมเหนื่อยหน่อย แต่ได้ความปลอดภัยและความสบายใจก็ดีเว่อร์ ๆ แล้วค่ะ ^_^

วิธีทำความสะอาดจมูกเบบี๋ คุณแม่มือใหม่ห้ามพลาด !

b250อะไรคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาที่ต้องทำความสะอาดจมูกลูกกันได้แล้ว ลูกน้อยร้องโยเย เสียงหายใจแปลก ๆ มีน้ำมูกหรือขี้มูกอยู่ในจมูก อาการแบบนี้แหละค่ะ ถึงเวลาแล้วที่คุณแม่มือใหม่ควรเรียนรู้วิธีการทำความสะอาดจมูกของเบบี๋กัน

อาการคัดจมูกในเด็กนั้นอาจเกิดจากสภาพอากาศที่แห้ง มีสิ่งสกปรกหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอยู่ในจมูก เช่น ฝุ่นควัน ขนสัตว์ ละอองเกสร น้ำหอม แป้งฝุ่น เป็นต้น เมื่อลูกน้อยเกิดอาการนี้แล้ว แน่นอนว่าคุณแม่มือใหม่อาจเกิดความกังวลใจไม่น้อย เมื่อเห็นเบบี๋มีอาการไม่สบายตัวเนื่องจากหายใจไม่ออก เพราะจมูกเล็ก ๆ น่ารัก ๆ ของเบบี๋นี่แหละค่ะทำให้คุณแม่หลายคนเกิดอาการประหม่าทุกครั้งที่คิดจะทำความสะอาดจมูกลูกด้วยตัวเอง ทั้งกลัวลูกจะเจ็บ กลัวจะทำให้ลูกเลือดตกยางออก กลัวว่าจะทำไม่ถูกวิธี วันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีการทำความสะอาดจมูกให้เจ้าตัวน้อยที่ถูกต้องมาฝากกันค่ะ รับรองทำตามนี้แล้วจะช่วยคลายความกังวลและสร้างความมั่นใจของคุณแม่ได้ด้วยค่ะ

1. คอตตอนบัดชุบน้ำเกลือ

ใช้คอตตอนบัดที่มีขนาดเล็กชุบน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ เช็ดทำความสะอาด ถ้าไม่มีคอตตอนบัดให้ใช้สำลีพันปลายไม้ที่ไม่แหลมแทน ระวังเวลาเช็ดทำความสะอาดอย่านำปลายคอตตอนบัดเข้าไปลึกมาก เพราะอาจจะทำลายเยื่อบุโพรงจมูก และเบบี๋จะรู้สึกเจ็บแน่นอนค่ะ

2. ลูกยางดูดน้ำมูก

อุปกรณ์ที่ใช้ก็มีแค่ลูกยางดูดน้ำมูกและน้ำเกลือซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไปค่ะ เพียงแค่จัดท่าให้เบบี๋นอนหงายโดยให้ศีรษะยกสูงเพื่อป้องกันการสำลัก หยดน้ำเกลือในรูจมูกข้างละ 2-3 หยด รอสักครู่ จากนั้นบีบลูกยางดูดน้ำมูกเพื่อให้ลมออก(อย่าเพิ่งปล่อยมือ) นำลูกยางใส่ในรูจมูกแล้วปล่อยมือเพื่อให้แรงลมดูดน้ำมูกออกมา บีบน้ำมูกในลูกยางทิ้งและทำซ้ำกันจนกว่าน้ำมูกจะหมด

3. เครื่องดูดน้ำมูกอัตโนมัติ

หากลูกมีขี้มูกที่ค่อนข้างแห้ง ให้หยดน้ำเกลือในรูจมูกประมาณ 2-3 หยดก่อนนะคะ จากนั้นนำปลายหัวดูดใส่ในรูจมูก กดปุ่ม เครื่องก็ทำการดูดน้ำมูกออกมาค่ะ วิธีนี้ก็สะดวกและใช้งานง่ายค่ะ

4. ใช้ปากคุณแม่ดูดน้ำมูก

ไม่ต้องแปลกใจค่ะ วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นแม่รุ่นยายกันแล้วค่ะ คุณแม่เพียงแค่ใช้ปากดูดน้ำมูกออกมา แต่ต้องระวังเรื่องความสะอาดและเชื้อโรคกันเป็นพิเศษนะคะ

ทั้งนี้การหนุนหัวลูกให้สูงขึ้นเวลานอนก็เป็นอีกวิธีการนึงที่จะทำให้ลูกน้อยหายใจได้สะดวกขึ้น ไม่ควรนอนหงายในลักษณะที่ระดับศีรษะกับลำตัวเท่ากัน

เวลาผู้ใหญ่อย่างเราป่วยไม่สบาย คัดจมูกหรือมีขี้มูก เรายังสามารถสั่งน้ำมูกหรือทำความสะอาดจมูกเองได้ แต่เด็กแรกเกิดหรือเด็กอ่อนนั้นยังไม่สามารถทำได้ ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือหมั่นสังเกตอาการหรือสิ่งผิดปกติของลูกน้อยอยู่เสมอ และนำวิธีที่นำเสนอไปลองใช้กันนะคะ แค่นี้ก็จะช่วยให้คุณเป็นซุปเปอร์มัมเลี้ยงลูกได้อย่างมั่นใจหายห่วงแล้วค่ะ

ดอกอัญชันทาคิ้วทารก ช่วยให้คิ้วลูกน้อยดกดำจริงหรือ ?

600_8ดอกอัญชันทาคิ้วทารก ตามความเชื่อของคนไทยว่ากันว่าจะช่วยทำให้คิ้วดกดำ เรียงตัวสวย เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ มาไขข้อสงสัยกันเลยค่ะ

ตั้งแต่โบร่ำโบราณมา ตามความเชื่อของคนไทยว่ากันว่า ทารกแรกเกิดหากอยากให้โตมามีคิ้วดกดำเรียงตัวสวย ให้นำ “ดอกอัญชัน” มาบดแล้วทาที่คิ้ว ซึ่งความเชื่อนี้ปัจจุบันก็ยังคงมีการปฏิบัติสืบต่อกันมา จึงทำให้หลายคนเกิดความสงสัยในใจว่าเรื่องนี้จริงแท้แค่ไหน อันตรายหรือเปล่า ทำแล้วช่วยให้คิ้วดกดำได้จริงหรือไม่ ? วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปไขข้อสงสัยกันค่ะ
สำหรับดอกอัญชัน จัดเป็นสมุนไพรไทยพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ได้มีการพิสูจน์แล้วว่า ในดอกอัญชัญนั้นมี “สารแอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการงอกใหม่ของเซลล์รากผม ช่วยบำรุงหนังศีรษะ และป้องกันผมหงอกก่อนวัย ดังนั้นจากข้อพิสูจน์นี้จึงสรุปความเชื่อของคนโบราณได้ว่า การใช้ดอกอัญชันทาคิ้วทารก หรือทาผมจะช่วยให้คิ้วและผมของลูกน้อยดกดำขึ้นได้นั้นเป็น “เรื่องจริง” ค่ะ

ทั้งนี้สำหรับคุณแม่คนไหนที่อยากจะใช้ดอกอัญชัญมาเป็นตัวช่วย ทำให้คิ้วและผมของลูกน้อยดกดำ วิธีการทำก็ง่าย ๆ เลยค่ะ เพียงแค่นำดอกอัญชันประมาณ 6-7 ดอก มาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำมาบด (คั้นเอาแต่น้ำ) แล้วนำมาทาที่คิ้วหรือโคนผม ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วล้างออกให้สะอาด หากทำบ่อย ๆ ประมาณ 4-5 ครั้ง รับรองว่าโตมาลูกน้อยของคุณจะมีคิ้วและผมดกดำอย่างแน่นอน

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อที่คุณแม่ควรระมัดระวังด้วยนะคะ เนื่องจากผิวของลูกน้อยนั้นยังมีความบอบบาง ซึ่งอาจเกิดอาการแพ้และมีผื่นคันได้ ดังนั้นทางที่ดี แนะนำให้เริ่มทำตอนอายุ 1 เดือนเป็นต้นไปจะปลอดภัยกว่าค่ะ

เอ้า ! คราวนี้ก็คงหมดข้อสงสัยกันแล้วใช่ไหมคะ เพราะสรุปก็คือดอกอัญชันสามารถช่วยทำให้คิ้วดกดำขึ้นได้จริง หากคุณแม่คนไหนที่อยากจะเอาดอกอัญชันมาทาคิ้วให้เจ้าตัวน้อยละก็ ทีนี้ก็คงมั่นใจ หมดกังวลกันได้แล้วเนอะ ^^

อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ กับ 14 สัญญาณบ่งบอกว่าคุณกำลังจะเป็นคุณแม่

90_2อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ จะเป็นอย่างไร สำหรับคุณสาว ๆ คนไหนที่กำลังสงสัยว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์หรือเปล่า ? มาเช็กสัญญาณต่อไปนี้กันเลยค่ะ

อาการของคนท้องระยะแรก ๆ เราจะสามารถรู้ได้อย่างไรว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่หรือเปล่า ซึ่งในช่วงระยะ 1 สัปดาห์แรกนั้นถือเป็นช่วงที่จะไม่ค่อยแสดงอาการออกมาให้รู้สักเท่าไร แล้วทีนี้คุณสาว ๆ จะรู้และแน่ใจได้อย่างไร ? คำถามนี้ถือเป็นคำถามที่หลายคนอยากจะรู้เอามาก ๆ ซึ่งกระปุกดอทคอมก็ได้นำคำตอบมาให้กันแล้วค่ะ เพื่อที่จะได้เป็นประโยชน์ และเพื่อให้คุณสาว ๆ ได้เตรียมพร้อมรับมือกับการเป็นคุณแม่มือใหม่ ถ้าพร้อมแล้วก็มาเช็กสัญญาณอาการของคนท้อง 1 สัปดาห์ต่อไปนี้กันเลยค่ะ แล้วมาดูกันซิว่าคุณกำลังมีอาการเหล่านี้อยู่หรือเปล่า

1. ประจำเดือนมาช้า หรือประจำเดือนขาด อันเนื่องมาจากร่างกายเกิดการปฏิสนธิแล้วนั่นเอง

2. ตกขาวมากกว่าปกติ เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้มีน้ำไหลออกมาจากช่องคลอดมากขึ้น และหลุดออกมาเป็นตกขาว

3. มีเลือดออกมาแบบกะปริบกะปรอย คล้าย ๆ กับเวลาใกล้หมดประจำเดือน ซึ่งอาจจะเกิดจากตัวอ่อนที่ไปฝังตัวอยู่บนผนังมดลูก

4. รู้สึกคัดเต้านม เนื่องจากเต้านมจะเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจจะรู้สึกคัดตึงคล้าย ๆ ก่อนมีประจำเดือนหรือเสียวจี๊ด ๆ ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นได้หลังจากที่ประจำเดือนเริ่มขาดประมาณ 1 สัปดาห์

5. หายใจถี่ขึ้น การหายใจเร็วหรือถี่ขึ้น เกิดขึ้นจากตัวอ่อนในครรภ์ต้องการออกซิเจน จึงทำให้ร่างกายต้องหายใจบ่อยขึ้นเป็นสองเท่านั่นเอง

6. เวียนหัว หน้ามืด เนื่องจากฮอร์โมนและความดันในร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง อาจจะส่งผลให้คุณรู้สึกวิงเวียนศีรษะ และหน้ามืดตาลายได้บ่อย ๆ

7. รู้สึกตัวร้อนรุม ๆ คล้าย ๆ จะเป็นไข้ เนื่องจากร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น

8. ปวดปัสสาวะบ่อย การปวดปัสสาวะบ่อย ๆ เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ เพราะการตั้งครรภ์ร่างกายจะต้องใช้ไตทำงานหนัก เนื่องจากร่างกายต้องผลิตเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ มากขึ้น

9. ง่วงนอนบ่อย คนที่กำลังเริ่มตั้งครรภ์ร่างกายจะรู้สึกอ่อนเพลียและง่วงนอนบ่อย และอยากนอนนาน ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

10. ปวดเมื่อยตามตัว จะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวตลอดเวลา เนื่องจากร่างกายจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมรับมือสำหรับการตั้งครรภ์นั่นเอง

11. ท้องผูก เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงจะมีผลกระทบต่อกระบวนการขับถ่าย ทำให้ทำงานได้ช้าลง จึงเป็นสาเหตุของการท้องผูกนั่นเอง

12. รู้สึกหงุดหงิดง่าย หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ อารมณ์จะแปรปรวนง่าย เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมีการเปลี่ยนแปลง

13. จมูกไว ไม่ว่ากลิ่นอะไรที่อยู่รอบตัว คนที่กำลังตั้งครรภ์จะสามารถรับรู้ได้ไวกว่าคนทั่วไป อันเป็นผลมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

14. ลักษณะการกินเปลี่ยนแปลงไป บางคนอาจจะอยากกินของแปลก ๆ ที่ไม่เคยกิน หรือบางคนก็อาจจะเบื่ออาหารที่เคยชอบ หรือบางทีก็อาจจะอยากรับประทานของเปรี้ยว ๆ เป็นต้น

และทั้งหมดนี้ก็คือลักษณะอาการทั่วไปที่กำลังบอกคุณเป็นนัย ๆ ว่ากำลังจะได้เป็นคุณแม่มือใหม่ โดยอาการเหล่านี้แต่ละคนอาจจะมีอาการที่แสดงออกมาไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะมีมากกว่า 10 ข้อ หรือบางคนอาจจะมีเพียงแค่ 2-3 ข้อเท่านั้น ซึ่งทางที่ดีหากคุณเริ่มที่จะมีลักษณะอาการตามที่บอกไปและสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์หรือเปล่า กระปุกดอทคอมขอแนะนำให้ไปซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจหรือไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจจะดีที่สุดค่ะ

ผมเหม็นง่าย มีกลิ่นไม่หาย อาจป่วย Smelly Hair Syndrome !

 

w600 (1)แม้สภาวะแวดล้อมตอนนี้อาจมีหลายปัจจัยที่ทำให้เราหัวเหม็นกันง่ายขึ้น ทว่าหากสระผมก็แล้ว ทำวิธีไหน ๆ ก็แล้ว อาการผมเหม็นก็ยังอยู่แบบนี้อาจไม่ใช่ภาวะปกติแล้วล่ะ

เคยไหมคะที่สระผมเสร็จใหม่ ๆ ยังไม่ทันได้ออกจากห้องไปไหน แต่จมูกกลับได้กลิ่นไม่ค่อยน่าอภิรมย์บนศีรษะเราซะก่อน จนบางทีก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าผมจะรีบเหม็นไปไหน นี่ยังไม่ได้ออกไปเจอสภาวะอากาศภายนอกเลยนะเนี่ย เฮ้อ…ใครกำลังประสบปัญหาอย่างนี้คงหมดความมั่นใจกันตั้งแต่ยังไม่พ้นจากประตูบ้านใช่ไหมล่ะ ทว่ายังมีประเด็นที่น่าห่อเหี่ยวใจไปมากกว่านั้นอีก เพราะเรากำลังจะบอกกับทุกคนว่า ภาวะผมเหม็นง่ายกว่าปกติ สระผมก็เหมือนยังไม่หาย แบบนี้อาจเข้าข่ายอาการ Smelly Hair Syndrome ก็เป็นได้
ผมเหม็นง่าย (Smelly Hair Syndrome) เกิดจากอะไร

ต้องบอกก่อนว่าภาวะ Smelly Hair Syndrome (SHS) ไม่ถึงกับเรียกว่าเป็นโรค แค่เป็นภาวะผิดปกติของร่างกายที่ทำให้ผมและหนังศีรษะเกิดกลิ่นเหม็นได้ง่าย ซึ่งสาเหตุของอาการผมเหม็นก็จำแนกได้ดังนี้

1. ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป

Glenn Lyons ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะจาก Philip Kingsley Trichological Clinic เผยว่า ภาวะผมเหม็นง่ายในบางคนอาจเกิดจากต่อมไขมันที่อยู่ติดกับรากผมผลิตไขมันออกมามากจนเกินไป ทำให้หนังศีรษะมันและดูดกลิ่นในอากาศเอาไว้ จึงเป็นสาเหตุให้ผมมีกลิ่นเหม็นง่ายกว่าคนอื่น ๆ

2. หนังศีรษะผลิตต่อมเหงื่อมากเกินไป

สำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาผมมัน แต่กลับมีกลิ่นติดผมได้ง่ายมาก ๆ นั่นอาจเป็นเพราะต่อมเหงื่อบนหนังศีรษะผลิตเหงื่อออกมามากเกินไปก็ได้ค่ะ ทำให้เกิดภาวะอับชื้นบนหนังศีรษะ เป็นต้นเหตุของกลิ่นเหม็น ๆ ได้เช่นกัน

3. ผมเส้นเล็กเกินไป

กับคนที่มีผมเส้นเล็ก เล็กมาก ๆ จนใกล้กับคำว่าเส้นผมเรียงตัวละเอียด ก็อาจมีแนวโน้มสูงที่ผมและหนังศีรษะจะมันกว่าปกติด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าอาจตามมาด้วยกลิ่นไม่พึงประสงค์บนผมเราด้วย

4. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

สำหรับคนที่ไม่เคยเกิดอาการผมเหม็นมาก่อนเลยในชีวิต แต่เพิ่งจะมาเป็นเมื่อไม่นานมานี้ ก็เป็นไปได้ว่าช่วงนี้ฮอร์โมนในร่างกายของคุณไม่ปกติ ซึ่งอาจเกิดได้จากความเครียดหรือยาบางชนิด ที่ส่งผลให้เกิดภาวะผมมัน และเกิดกลิ่นเหม็นบนผมได้ ทั้งนี้อาจมีอาการขนดก หรือสิวขึ้นมากกว่าปกติร่วมด้วย

5. ผลข้างเคียงจากโรคเซ็บเดิร์ม

โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic dermatitis) หรือโรคผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะผมเหม็นได้ด้วยนะคะ เพราะผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการอักเสบของหนังศีรษะซึ่งถ้าเผลอไปแกะหรือเกาอาจมีน้ำเหลืองเยิ้ม หรือถ้าทิ้งไว้นาน ๆ ไม่รักษา สะเก็ดจะหนามากขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงและเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้
อาการของภาวะผมเหม็น เช็กซิใช่เราไหม

โดยปกติแล้วเมื่อเราไปยืนอยู่ใกล้ ๆ ร้านปิ้งย่าง หรือใกล้บริเวณที่ทำอาหาร ผมของเราอาจติดกลิ่นอาหาร กลิ่นควัน หรือกลิ่นมลพิษตามท้องถนนมาบ้าง ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป (ไม่เกิน 1 วัน) กลิ่นเหม็นเหล่านั้นจะค่อย ๆ จางลงไปได้เอง หรือเมื่อสระผมกลิ่นเหม็นก็จะหายไป ทว่าหากคุณเป็นเคสที่ต่างออกไป และมีอาการตามบรรทัดด้านล่างนี้ ก็อาจสันนิษฐานได้ว่าอาจกำลังมีภาวะผมเหม็นหรือ Smelly Hair Syndrome อยู่

– สระผมไม่ทันไรผมเหม็นอับอีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่ก็เป่าผมจนแห้งสนิททุกครั้ง

– กลิ่นของผมเหมือนกลิ่นอับของฟองน้ำเก่า ๆ หรือบางครั้งก็อับเหมือนกลิ่นสุนัขตอนขนเปียก

– สระผมแล้วกลิ่นเหม็นของผมไม่หายไป แม้จะสระผมหลาย ๆ ครั้งและใส่ผลิตภัณฑ์บำรุงผมกลิ่นหอม ๆ ก็ตาม

– กลิ่นเหม็นของผมจะติดทนนาน ไปสระผมที่ร้านเสริมสวยก็ไม่หาย

– กลิ่นเหม็นของผมไม่สามารถดับได้ด้วยกลิ่นสมุนไพร เช่น หมักมะกรูดแล้วกลิ่นจะดีขึ้นเพียงชั่วคราว แต่ก็กลับมาหัวเหม็นอีกในไม่นาน
วิธีแก้ผมเหม็น

แม้ยังไม่มียารักษาภาวะผมเหม็น (Smelly Hair Syndrome) ที่แน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผมและหนังศีรษะก็แนะนำวิธีแก้ผมเหม็นมาดังนี้

1. สระผมให้บ่อยขึ้น โดยอาจจะต้องสระผมอย่างน้อยวันละครั้ง ด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยน หรือแชมพูที่มีค่า PH อ่อน ๆ เพื่อทำความสะอาดผมโดยที่ไม่ทำร้ายผมหรือหนังศีรษะ

2. ไม่ควรใช้แชมพูที่เข้มข้นจนเกินไป เพราะอาจทำให้หนังศีรษะมีการผลิตไขมันออกมามากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ผมเหม็นมากขึ้นไปอีก

3. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมนวดผมบริเวณใกล้กับรากผมด้วย เพื่อลดการกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน

4. อย่าลืมเป่าผมและหนังศีรษะให้แห้งสนิททุกครั้งหลังสระผม หรือทุกครั้งที่ผมเปียกชื้น เพราะถ้าหากปล่อยให้ผมชื้นนาน ๆ อาจทำให้แบคทีเรียแพร่กระจายมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้เกิดปัญหาผมอับชื้นและส่งกลิ่นเหม็นได้ง่าย

5. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนจัด เพราะความร้อนจะกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันให้ผลิตไขมันออกมามาก

6. หลีกเลี่ยงการทำสีผม การดัด และการยืดผม เพราะสารเคมีที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีผลต่อการอักเสบของต่อมน้ำมัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผมเหม็นได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง

7. พยายามลดการใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จำพวกออยล์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้ผมและหนังศีรษะมันมากขึ้นได้

8. งดอาหารที่มีเครื่องเทศกลิ่นฉุน

9. ควรเปลี่ยนปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน รวมทั้งผ้าเช็ดผมบ่อย ๆ เพื่อลดการอับชื้น

10. พยายามตัดผมให้สั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศได้ดี ลดการขับเหงื่อจากต่อมเหงื่อให้น้อยลงและง่ายต่อการทำความสะอาด

นอกจากนี้เราก็มีสมุนไพรแก้ผมเหม็นมาบอกต่อกันด้วยนะคะ ตามนี้เลย

สมุนไพรแก้ผมเหม็น

1. มะกรูด
ใช้มะกรูดประมาณ 3-4 ลูก มาบีบเอาน้ำออกและนำไปชโลมบนหนังศีรษะให้ทั่ว จากนั้นคลุมด้วยหมวกอาบน้ำทิ้งไว้ราว ๆ 20 นาที จึงสระผมด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยนและเป่าผมให้แห้งสนิท ทำเป็นประจำสักสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งอาการผมเหม็นก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ

2. ขิง
ใช้ขิงสดมาเผาไฟแล้วบดให้ละเอียด จากนั้นนำมาผสมน้ำแล้วชโลมให้ทั่วศีรษะทุกวัน ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง สูตรนี้นอกจากช่วยดับกลิ่นผมเหม็นได้แล้ว ยังช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมด้วยนะคะ

3. ว่านหางจระเข้

วุ้นในว่านหางจระเข้มีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ให้นำว่านหางจระเข้ที่แก่จัดปอกเปลือกแล้วนำเนื้อมาปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาสระผม ทิ้งไว้ 3-5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จากนั้นเป่าผมให้แห้งสนิท

4. ทองพันชั่ง

สูตรนี้สำหรับคนที่มีปัญหาเชื้อราบนหนังศีรษะ ให้นำรากหรือใบทองพันชั่งมาโขลกให้ละเอียด ชโลมหนังศีรษะแล้วหมักทิ้งไว้ 1 คืนแล้วล้างออก ทำทุกวันประมาณ 1 เดือน เชื้อราบนหนังศีรษะจะค่อย ๆ หายไปเอง

5. เปลือกส้ม
ในเปลือกส้มมีน้ำมันหอมระเหยอยู่หลายชนิด ทั้งซิตรัล (citral) เจอรานิออล (geraniol) และไลนาโลออล (linalool) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการทำความสะอาด ซึ่งหากต้องการนำมาสระผมเพื่อกำจัดกลิ่นเหม็น ให้ล้างเปลือกส้มให้สะอาด จากนั้นนำเปลือกส้มไปบดละเอียด ผสมน้ำต้มสุกเล็กน้อยแล้วนำมาชโลมหนังศีรษะ หมักไว้นาน 20-30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เสร็จแล้วอย่าลืมเป่าผมให้แห้งสนิทด้วย

อีกสูตรสำหรับสาวผมมัน ให้คุณใช้ไข่ขาวผสมกับน้ำอุ่นดูค่ะ โดยผสมไข่ขาว 1 ฟองกับน้ำอุ่นในปริมาณที่เท่ากัน หลังจากนั้นนำไปชโลมให้ทั่วศีรษะ แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นให้สระผมด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยน ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ความมันบนเส้นผมและหนังศีรษะจะค่อย ๆ ดีขึ้นค่ะ

10 อาหารที่คนนอนดึกควรทาน ถ้าไม่อยากร่างพัง !

e600จำเป็นต้องนอนดึก พักผ่อนไม่ค่อยจะเพียงพอเป็นประจำ ถ้างั้นเราก็ควรต้องบำรุงร่างกายให้ดีสักหน่อย ด้วยอาหารที่คนนอนดึกควรทานตามนี้ก็ไม่เลว

ด้วยภาระหน้าที่และความจำเป็นบางอย่างที่อาจทำให้เราต้องนอนดึกติด ๆ กันหลายคืน หรือบางคนต้องปรับชีวิตเป็นคนกลางคืนเลยก็มี ซึ่งการนอนดึก นอนน้อย แบบนี้บ่อย ๆ เราก็มักจะกังวลกันใช่ไหมคะว่าร่างกายจะทรุดโทรม สุขภาพจะแย่เอาหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นคนนอนดึกมาทางนี้กันดีกว่าค่ะ เพราะเรามีอาหารบำรุงคนนอนดึก นอนน้อยมาฝาก ถ้าไม่อยากร่างพัง สุขภาพแย่ ลองกินอาหารเพื่อสุขภาพตามนี้เลย
1. น้ำเปล่า
น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย โดยเฉพาะการทำงานของสมอง ดังนั้นหากต้องนอนดึกก็ควรดื่มน้ำให้ได้ 1.5-2 ลิตรต่อวัน เพื่อป้องกันอาการร้อนใน และควรดื่มน้ำแบบจิบบ่อย ๆ แทนการดื่มรวดเดียวเยอะ ๆ

2. อาหารโปรตีนสูง
ควรเลือกกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น โยเกิร์ต แครกเกอร์โฮลวีททาเนยถั่ว ถั่วอบแห้งไม่เติมเกลือ เพื่อให้โปรตีนช่วยเติมพลังงานแก่ร่างกาย ลดความรู้สึกอ่อนเพลียระหว่างคืนได้

3. ผัก-ผลไม้
เน้นกินผัก-ผลไม้ เช่น ฝรั่ง ส้มโอ แอปเปิล ชมพู่ เพื่อให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยบำรุงร่างกาย และการกินผัก-ผลไม้ยังช่วยให้ความสดชื่น ที่สำคัญไม่ทำให้อ้วนด้วยนะคะ อ้อ ! และหากนอนดึกจนมีอาการท้องผูก ระหว่างคืนอาจรับประทานผลไม้แก้ท้องผูกอย่างกล้วย ลูกพรุน สับปะรด แอปเปิลเขียว กีวี เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วยก็ได้

4. น้ำผลไม้คั้นสด

การอดนอนอาจทำให้รู้สึกเพลียได้ง่าย ดังนั้นควรจะเติมน้ำตาลให้เลือดสักหน่อย โดยเลือกดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ไม่เติมน้ำตาล เพื่อช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ทันที อีกทั้งการดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ๆ ยังเป็นการเติมวิตามินที่ร่างกายควรได้รับอีกทางหนึ่งด้วย

5. โจ๊กไก่ หรือน้ำเต้าหู้ใส่เครื่อง
หากรู้สึกหิวตอนดึก ควรเลือกรับประทานอาหารย่อยง่าย ที่ไม่ให้พลังงานสูงเท่าไร แต่ให้ความสดชื่นแก่ร่างกายได้ เช่น โจ๊กข้าวกล้อง โจ๊กไก่ หรือน้ำเต้าหู้ใส่เครื่องไม่หวาน ซึ่งก็จะได้ทั้งโปรตีนและสารอาหารจากธัญพืชอย่างข้าวกล้อง ลูกเดือย เม็ดแมงลัก แปะก๊วย มีประโยชน์ต่อร่างกายและการทำงานของสมองเน้น ๆ

6. อาหารบำรุงสมอง
เลือกกินอาหารบำรุงสมอง เช่น ถั่วเหลือง ไข่แดง เต้าหู้ เนื้อปลา อกไก่ หรือพวกธัญพืชอบแห้งไม่เติมเกลือ เพราะอาหารเหล่านี้ช่วยบำรุงการทำงานของสมองให้ตื่นตัว และช่วยสร้างเคมีสมองที่จำเป็นต่อการทำงานของคนนอนดึกด้วย

7. วิตามินบี

ควรทานอาหารที่มีวิตามินบีสูง จำพวกข้าวกล้อง ผัก-ผลไม้สด หรืออาจเลือกกินวิตามินบีรวม วันละ 1-2 เม็ด เพื่อเป็นการชดเชยวิตามินที่ร่างกายสูญเสียไปเพราะพักผ่อนไม่เต็มที่ และวิตามินบีก็มีส่วนช่วยลดความตึงเครียดของสมองด้วยนะคะ

8. วิตามินซี
วิตามินซีก็สำคัญต่อร่างกายของคนนอนดึกเป็นประจำด้วยเช่นกัน เพราะวิตามินซีจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้เราไม่ป่วยได้ง่าย ๆ ดังนั้นควรกินวิตามินซีให้ได้วันละ 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งจะเลือกกินวิตามินซีชนิดสำเร็จรูป หรือจะกินวิตามินซีจากผลไม้ดังต่อไปนี้ก็ได้

– 10 ผลไม้ให้วิตามินซีสูงปรี๊ด สกัดหวัด เสริมภูมิคุ้มกัน

9. กาแฟ
หากรู้ตัวว่าต้องอยู่ต่อจนดึก ไม่ได้นอนตามเวลาปกติ ควรดื่มกาแฟในตอนกลางวันประมาณ 1-2 แก้ว เพื่อให้คาเฟอีนช่วยกระตุ้นความตื่นตัวในตอนกลางคืน ทว่าไม่ควรดื่มกาแฟในระหว่างที่อยู่ดึกเด็ดขาด เพราะเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอาจทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความรู้สึกกระสับกระส่าย ถึงเวลาที่ต้องนอนอาจนอนไม่หลับเลยก็ได้

10. อาหารบำรุงร่างกายหลังได้พักผ่อน

หลังตื่นนอนควรรับประทานอาหารที่ให้ความสดชื่นแก่ร่างกาย เช่น นมวัว ไก่ ไข่ ซุปไก่ งาดำ ธัญพืชชนิดต่าง ๆ เพราะมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและระบบประสาท ใครไม่อยากตื่นมาพร้อมกับร่างพัง ๆ และอาการเพลียจัด ก็อย่าพลาดอาหารเหล่านี้นะคะ

นอกจากนี้คนนอนดึกควรงดรับประทานอาหารไขมันสูง อาหารประเภททอด ๆ มัน ๆ เพราะอาจทำให้ท้องอืดได้ง่าย อีกอย่างก็ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะคะ เพราะแอลกอฮอล์อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ปกติได้ ดังนั้นถ้าไม่อยากซ้ำเติมความเหนื่อยล้าให้ร่างกาย ก็พยายามเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจะดีกว่า อ้อ ! และอย่าลืมหาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำด้วยล่ะ