6 วิธีรับมือเมื่อลูกแพ้อาหาร รู้ทันอันตรายก็ไม่เกิด

01_44เลี้ยงลูก 6 วิธีรับมือเมื่อรู้ว่าลูกแพ้อาหาร รู้ทันอันตรายก็ไม่เกิด คุณพ่อคุณแม่คนไหนกำลังเจอกับปัญหานี้อยู่ มาดูวิธีดูแลลูกแพ้อาหารแบบง่าย ๆ กันค่ะ

เมื่อไรก็ตามที่คุณแม่พบว่าลูกแพ้อาหารบางชนิด นั่นหมายความว่าการใส่ใจดูแลก็จะต้องเพิ่มมากขึ้นแล้ว เพราะการแพ้อาหารไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ บางทีอาจจะทำให้ถึงกับเจ็บป่วยไม่สบายหรืออาจเกิดอันตรายถึงชีวิตเลยก็เป็นได้ ฉะนั้นเมื่อสังเกตเห็นว่าลูกรักของคุณเกิดอาการแพ้อาหารขึ้นมาละก็ กระปุกดอทคอมขอแนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ควรรับมือตาม 6 วิธีนี้ให้ไวเลยค่ะ เมื่อรู้ทันแล้วอันตรายก็ไม่เกิดแน่นอน

1. พาไปพบหมอเด็ก

หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มสงสัยว่าลูกแพ้อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่ แต่ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไร ลองพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า เผื่อแพทย์จะได้ให้คำแนะนำที่ดีและเหมาะสม คุณพ่อคุณแม่จะได้เตรียมพร้อมรับมือได้ถูกวิธียังไงล่ะ

2. เข้าครัวทำอาหารเอง

ถ้าเป็นกังวลว่าอาหารที่ลูกกินนอกบ้าน หรืออาหารที่ซื้อมาให้เขาจะมีส่วนผสมที่ทำให้แพ้หรือไม่ บอกเลยว่าแทนที่จะมานั่งเครียดอยู่ คุณพ่อคุณแม่ก็ทำอาหารให้ลูกเองเลยค่ะ เพราะคุณเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าเขาแพ้อาหารชนิดไหนบ้าง แถมการทำด้วยความรักให้เขา ยังไงเขาก็ต้องกินอย่างมีความสุขกว่าการซื้ออาหารข้างนอกมาให้กินแน่นอน ที่สำคัญคือปลอดภัยไร้กังวลด้วย

3. เตรียมข้าวกล่องสำหรับวันไปเรียน

ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะไปแจ้งกับทางโรงเรียนเกี่ยวกับการแพ้อาหารของลูกไว้แล้ว แต่ก็อย่าเพิ่งไว้วางใจค่ะ ทางที่ดีให้เตรียมข้าวกล่องสำหรับกินตอนกลางวันไปให้เขาเองดีกว่า และอาจจะมีพวกขนมติดไปด้วยก็ยิ่งดี เพราะบางทีเด็กอาจจะลืมตัวไปกินขนมหรืออาหารที่อาจจะมีส่วนผสมที่แพ้อยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้

4. บอกลูกรักให้เข้าใจ

นี่แหละคือสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าคุณไม่อธิบายให้ลูกเข้าใจถึงอาการแพ้อาหาร หรือไม่บอกว่าเขาไม่ควรกินอาหารชนิดไหนบ้าง เขาก็อาจจะไปเผลอกินโดยไม่รู้ตัว หากลูกของคุณโตพอที่จะอ่านหนังสือออกแล้ว ก็ควรบอกให้เขาอ่านรายละเอียดบนแพ็กเกจก่อนหยิบมากิน เพราะลูกไม่ได้อยู่ในสายตาของคุณตลอดเวลา ฉะนั้นอธิบายให้เขาเข้าใจก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำค่ะ

5. อธิบายเรื่องนี้กับญาติพี่น้อง

หากที่บ้านของคุณไม่ได้อยู่กันแค่พ่อแม่ลูก แต่มีพี่ป้าน้าอาอาศัยอยู่ร่วมชายคาด้วย คุณก็ควรบอกเรื่องเกี่ยวกับการแพ้อาหารของลูกให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน ไม่อย่างนั้นถ้าพวกเขาไม่รู้ ก็อาจจะหยิบยื่นอะไรไปเรื่อยให้ลูกคุณกินในเวลาที่คุณไม่อยู่ก็ได้ พูดง่าย ๆ คือกันไว้ก่อนดีกว่าแก้นะคะ

6. ปรึกษากับบรรดาคุณพ่อคุณแม่คนอื่น

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปไกลกว่าที่คิด การที่คุณจะได้พูดคุยปรึกษาเรื่องราวของลูกตัวเองกับคุณพ่อคุณแม่คนอื่น ถือว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ เลยล่ะค่ะ ลองเข้าไปแชร์เรื่องราวของตัวคุณ หรือหาอ่านเรื่องราวประสบการณ์ของพ่อแม่ที่เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องลูกแพ้อาหารไว้บ้างก็ได้ เผื่อคุณจะได้นำไปปรับใช้กับตัวเอง เผลอ ๆ อาจจะได้คำแนะนำดี ๆ เพิ่มเติมด้วยนะ

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่หากรับมือให้เป็นด้วย 6 วิธีนี้ไว้ก่อน บอกเลยว่าอันตรายทั้งหลายก็จะไม่เกิดกับลูกของคุณ ยอมเสียเวลาและยอมเหนื่อยหน่อย แต่ได้ความปลอดภัยและความสบายใจก็ดีเว่อร์ ๆ แล้วค่ะ ^_^

ใส่ความเห็น