Category: การสร้างความมั่นใจ

เสริมสร้างความมั่นใจในการปรับตัวสู่วัยรุ่น

     การสร้างเสริมความมั่นใจของเด็กในแง่ของสังคมออนไลน์ เด็กจะเกิดความมั่นใจ พอใจ เมื่อมีคนมากดไลค์กดแชร์ หรือคอมเม้นต์นั่นคือรูปแบบที่เด็กคิดว่าคือการยอมรับจากสังคม ซึ่งสามารถสร้างได้จากการเลี้ยงดูในครอบครัว      ความมั่นใจในตัวเอง คือการที่วัยรุ่นสามารถตัดสินใจจะทำสิ่งใดได้ด้วยตัวเองเพื่อผลที่ได้รับคือความภูมิใจและพอใจกับสิ่งที่ตนเองได้ทำ ความมั่นใจนั้นจะแตกต่างจากความกล้าโดยที่ไม่ฟังใครหรือกล้าโดยที่ไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาเด็กวัยรุ่นจะมีความมั่นใจในตัวเองได้นั้น Self Esteem หรือการรับรู้ถึงคุณค่า ความสามารถของตนเองเป็นสิ่งที่เด็กควรได้รับการส่งเสริมไปในทางที่ดี      Self Esteem จะช่วยให้เด็กเกิดความมั่นใจและกล้าที่จะเผชิญกับอุปสรรคปัญหาที่อยู่ตรงหน้า และใช้ความพยายามแก้ปัญหานั้นอย่างไม่ท้อถอย นอกจากนี้ เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นความมั่นใจจะแสดงออกได้จากการมี Self-image หรือการสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองการหาเอกลักษณ์ของตนเองที่จะทำให้แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ทั้งจากการแต่งกาย บุคลิกท่าทาง การพูด ความสามารถ เป็นต้น และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้าง สังคมออนไลน์กับความมั่นใจของวัยรุ่น        ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์คมีผลต่อวัยรุ่นเป็นอย่างมาก วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการการยอมรับจากเพื่อนและผู้คนในสังคม สำหรับเด็กที่มีพื้นฐานของความมั่นใจในตนเอง หรือ Self Esteem ที่ดี เด็กจะรู้ว่าตนเองมีดีอย่างไร และสามารถทำให้คนในสังคมยอมรับในตัวของเขาได้ Self Esteem จึงเสมือนเป็นภูมิคุ้มกันที่ทำให้เด็กอยู่ในโลกโซเชียลได้โดยไม่สั่นคลอน แต่สำหรับเด็กที่มีปัญหาด้าน Self Esteemต้องการให้คนยอมรับเห็นคุณค่าในตัวเองหรือมีปัญหาการปรับตัวทางสังคม ในแง่ของสังคมออนไลน์ เด็กจะเกิดความมั่นใจ พอใจ เมื่อมีคนมากดไลค์ กดแชร์ หรือ คอมเมนท์นั่นคือรูปแบบที่เด็กคิดว่าคือการยอมรับจากสังคม หรือมีตัวตนในสังคม หรือบางครั้งเวลาที่เด็กมีปัญหา การได้แชร์ลงในสื่อออนไลน์แล้วมีคนให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจ เด็กก็รู้สึกดีได้ แต่ในแง่ลบนั้น เมื่อมีการคอมเมนต์ด้วยข้อความรุนแรง มีการต่อว่า ตำหนิ ติเตียนกันเป็นลูกโซ่ จะยิ่งทำให้เด็กเกิดความเครียด ความวิตกกังวล และยิ่งไม่มั่นใจในตัวเองมากขึ้นอีกด้วย พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมความมั่นใจที่ดีให้แก่ลูกได้       การสร้างเสริมความมั่นใจของเด็ก ซึ่งสามารถสร้างได้จากการเลี้ยงดูในครอบครัว และเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงชั้นอนุบาลตรงนี้หัวใจสำคัญของการเสริมความมั่นคือ “ครอบครัว” แบบอย่างที่พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมความมั่นใจให้กับลูกได้ 1. การแสดงออกให้เห็นถึงความรักและความอบอุ่นที่มีต่อลูก คำว่ารักอย่างเดียวอาจไม่พอ พ่อแม่สามารถแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำ พยายามหาโอกาสที่จะใช้เวลาร่วมกันกับลูก มองหาและชื่นชมความสามารถของลูก เป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เด็กเกิดความมั่นคงในตนเอง และได้รับการยอมรับจากครอบครัว 2. การชมเชยหรือชื่นชมเมื่อเด็กทำได้ดีจะเป็นกระจกที่สะท้อนให้มองเห็นถึงคุณค่าในตนเองได้เป็นอย่างมาก 3. การสั่งสอน เรียนรู้จากความผิดพลาด การเลี้ยงลูกที่จะทำให้เด็กรู้สึกมั่นใจในตนเองคือ พ่อแม่ควรสอนให้เด็กเรียนรู้จากความผิดพลาด สอนให้รู้จักแก้ปัญหาได้จากความผิดพลาดนั้น ซึ่งจะเป็นผลดีมากกว่าการตำหนิอย่างรุนแรงเมื่อลูกทำผิด 4. การสอนให้เด็กได้มีประสบการณ์ชีวิตที่ดี ส่งเสริมให้ลูกได้เข้าสังคมหรือทำกิจกรรมร่วมกัน กิจกรรมที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความสามารถในตัวลูก โดยพ่อแม่อาจมีส่วนร่วมหรือคอยสังเกตอยู่ห่างๆ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งเสริมได้จากประสบการณ์ในบ้าน เช่น ในครอบครัวที่มีลูก 2 คน ส่วนใหญ่เมื่อลูกทะเลาะกันพ่อแม่มักเข้าไปแก้ปัญหาโดยตัดสินว่าคนไหนถูกหรือผิด ซึ่งเป็นสิ่งไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งเพราะจะทำให้เด็กไม่เกิดการเรียนรู้จากการแก้ปัญหา ในทางกลับกัน หากพ่อแม่ตั้งกฎไว้กว้างๆ ปล่อยให้ลูกรู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง และจะเข้าไปช่วยต่อเมื่อลูกทะเลาะขั้นรุนแรงขึ้นกันตีกันเพราะถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไปได้ จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การแก้ปัญหามากขึ้น 5. สร้างปมเด่นให้กับลูกเพราะการสร้างปมเด่นง่ายกว่า ประสบผลสำเร็จกว่าการพัฒนาปมด้อย ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่จะไม่ค่อยมองเห็นปมเด่นของลูกเนื่องจากสังเกตลูกไม่พอ หรือกิจกรรมที่จะช่วยเสริมปมเด่นของลูกยังทำได้ยาก ข้อดีของลูกส่วนใหญ่พ่อแม่มักจะมุ่งไปที่เรื่องเรียนอย่างเดียว จากที่พบในเด็กสมาธิสั้น เด็กแอลดี ความสามารถของเด็กจะไม่ได้มีแค่เรื่องเรียนเรื่องเดียว แต่จะมีความสามารถหลากหลายทั้งเรื่องดนตรี ศิลปะ กีฬา หรือการช่วยเหลือผู้อื่น เพียงแต่ว่าพ่อแม่จะไปสนใจที่การเรียน ทำให้ด้านอื่นๆ ที่เป็นปมเด่นไม่ได้รับการพัฒนา อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน 1. พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ลักษณะของพ่อแม่ที่ทุกอย่างให้ลูกตั้งแต่เล็กจนโตมีการช่วยเหลือในชีวิตประจำวันมากจนเกินไป เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว ป้อนข้าว จนเป็นกระจกสะท้อนให้เด็กรู้สึกว่าฉันยังทำอะไรไม่เป็น 2. พ่อแม่ที่ตำหนิลูกมากเกินไป การตำหนิติเตียนเมื่อเด็กไม่สามารถทำได้อย่างที่พ่อแม่คาดหวัง จะเหมือนกับการสร้างภาพสะท้อนด้านลบให้กับลูก ความรู้สึกเวลาที่เค้ามองตัวเองในกระจกจะเห็นว่าตัวเองเล็กๆ ไม่มีคุณค่า 3. พ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นจะทำให้ความภาคภูมิใจในตัวเองของเด็กลดลง อาจรู้สึกว่าต่อให้ทำได้ดีเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเทียบกับคนอื่นๆ ได้ 4. พ่อแม่ที่แก้ปัญหาไม่เป็นบางครั้งพ่อแม่ก็เป็นแบบอย่างให้กับลูกในการแก้ปัญหา ดังนั้น การใช้วิธีหลีกหนีปัญหาหรืออุปสรรค จะเป็นแบบอย่างให้เด็กเลือกใช้วิธีที่ไม่เหมาะสมเป็นเยี่ยงอย่าง 5.พ่อแม่ที่ชื่นชมลูกไม่เป็น ไม่รู้จักการชมเชยหรือชื่นชมเมื่อลูกทำสิ่งที่ถูกต้อง จะทำให้เด็กไม่รู้สึกภาคภูมิใจและไม่สามารถแยกได้ว่าสิ่งไหนที่ควรปฏิบัติให้ถูกใจพ่อแม่ได้

12 สิ่งที่ผู้มีความมั่นใจสูงจะทำแตกต่างจากคนอื่น

     ความมั่นใจมีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ความหยิ่งยโสของฟลอยด์ เมย์เวเธอร์ไปจนถึงความเชื่อมั่นในตนเองแบบเงียบๆของเจน กูดดอลล์ การเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตนเองถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างชัดเจน ว่าแต่อะไรล่ะคือความแตกต่างระหว่างผู้ที่มีความมั่นใจสูงกับคนอื่นๆ? และนี่คือ 12 นิสัยสำคัญของผู้ที่มีความเชื่อมั่นสูงเพื่อให้คุณสามารถเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ได้ 1. มีความสุขจากภายใน ความสุขเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของความเชื่อมั่น เนื่องจากการมีความมั่นใจในสิ่งที่ทำได้นั้นคุณจะต้องมีความสุขกับตัวตนของตัวเองก่อน ไม่สำคัญว่าคนอื่นจะพูดว่าอย่างไร แต่คุณก็ไม่เคยดีหรือเลวอย่างที่คนอื่นพูด 2. ไม่ตัดสินคนอื่น ผู้ที่มีความมั่นใจจะไม่ตัดสินคนอื่นเนื่องจากพวกเขารู้ว่าทุกคนมีข้อดีแตกต่างกันและพวกเขาไม่จำเป็นต้องกดคนอื่นลงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ที่สำคัญผู้ที่มีความมั่นใจจะไม่เสียเวลาเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นหรอก 3. ไม่ตอบตกลงเว้นแต่ว่าพวกเขาต้องการจริงๆ มีงานวิจัยหนึ่งชี้ว่ายิ่งคุณไม่กล้ากล่าวคำปฏิเสธก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าคุณจะพบกับความเครียด ความเหนื่อยล้า และแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้า แต่ผู้ที่มีความมั่นใจสูงจะรู้ว่าการปฏิเสธเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ พวกเขาจะหลีกเลี่ยงวลีอย่าง “ฉันไม่คิดว่าฉันทำได้” หรือ “ฉันไม่แน่ใจ” แต่พวกเขาจะกล่าวคำปฏิเสธออกไปอย่างมั่นใจ 4. ฟังมากกว่าพูด ผู้ที่มีความมั่นใจจะฟังมากกว่าพูดเนื่องจากพวกเขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร พวกเขามีแนวโน้มที่จะเรียนรู้และเติบโตสูง นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการปฏิสัมพันธ์แทนที่จะมองว่ามันเป็นเพียงโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองกับผู้อื่น 5. พูดด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้ยินผู้ที่มีความมั่นใจสูงพูดคำว่า “เอ่อ” “ฉันไม่แน่ใจ” และ “ฉันคิดว่า” ออกมา เนื่องจากพวกเขาจะพูดด้วยความแน่วแน่และรู้ว่าผู้คนคงไม่รับฟังหากไม่สามารถถ่ายทอดความคิดที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นได้ 6. แสวงหาชัยชนะเล็กๆ ผู้ที่มีความมั่นใจจะชอบท้าทายและแข่งขันกับตัวเอง ชัยชนะเล็กๆจะสร้างตัวรับแอนโดรเจนใหม่ในพื้นที่ต่างๆของสมองซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการให้รางวัลและแรงจูงใจ ดังนั้นเมื่อคุณมีชัยชนะเล็กๆ ความมั่นใจของคุณก็จะเพิ่มขึ้นและสามารถอยู่ได้นานหลายเดือน 7. ออกกำลังกาย ผู้ที่ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 ครั้งนานติดต่อกัน 10 เดือนจะรู้สึกมีอำนาจในทางสังคม ทางวิชาการ และทางกีฬามากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์และความนับถือในตนเองให้สูงขึ้นตามไปด้วย 8. ไม่เรียกร้องความสนใจ ผู้ที่มีความมั่นใจจะรู้ว่าการเป็นตัวเองนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าการพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองคือคนสำคัญ ผู้คนจะเข้าใจทัศนคติของคุณอย่างรวดเร็วและสนใจในทัศนคติที่ถูกต้องมากกว่าคนที่คุณรู้จักหรือจำนวนของคนที่คุณรู้จัก 9. ไม่กลัวที่จะทำผิดพลาด เนื่องจากพวกเขาจะเรียนรู้ทุกอย่างจากการลองผิดลองถูก ผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองจะรู้ว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง และมองว่าการทำผิดพลาดเป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆที่สามารถแก้ไขกันได้ 10. ยอมรับความเสี่ยง เมื่อผู้ที่มีความมั่นใจมองเห็นโอกาส พวกเขาจะฉกฉวยมัน และแทนที่จะกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่อาจผิดพลาด พวกเขาจะถามตัวเองว่า “อะไรคืออุปสรรค?” “ทำไมฉันทำไม่ได้?” จากนั้นพวกเขาก็จะลงมือทำ ความกลัวไม่สามารถยับยั้งพวกเขาได้เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่าหากไม่ลองก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ 11. ยกย่องผู้อื่น ผู้ที่ขาดความมั่นใจมักจะสงสัยในความสัมพันธ์ของตัวเอง พวกเขาจึงพยายามที่จะขโมยจุดสนใจและวิจารณ์คนอื่นเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง ในทางกลับกันผู้ที่มีความมั่นใจจะไม่กังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์เนื่องจากพวกเขาสามารถดึงคุณค่าของตัวเองจากภายในออกมาได้ 12. ไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ ผู้ที่มีความมั่นใจจะรู้ว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นไม่ทำให้พวกเขาดูอ่อนแอหรือโง่ พวกเขารู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง พวกเขารู้จักสังเกตคนอื่นเพื่อเติมเต็มช่องว่าง ที่สำคัญพวกเขารู้ดีว่าการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจะสามารถพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้

7 วิธี สร้างความมั่นใจให้ตัวเองอย่างได้ผล

      ผู้หญิงบางคนก็ช่างโชคดีซะเหลือเกินที่เกิดมาพร้อมความมั่นใจทะลุติดเพดานมาตั้งแต่เด็ก แต่เรานี่ซิ ทำอะไรก็ติดๆ ขัดๆ ไม่กล้าพูดไม่กล้าแสดงความคิดเห็นกับใครเขาหรอก จะคุยกับใครทำไมมันถึงได้ยากเย็นซะขนาดนี้ ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องงาน หรือต้องเข้าสังคมด้วยแล้ว อูยยยย เหงื่อแตกผลัก มือสั่นเป็นจ้าวเข้า ชาตินี้คงจะสำเร็จยากแล้วล่ะ แต่ก็นะ จะมัวแต่คอยหลบตาคนอื่นแบบนี้คงไม่ไหวแน่ งั้นมาดูสารพัดวิธีสร้างความมั่นใจขั้นเทพแล้วลองไปเปลี่ยนตัวเองดูกันดีกว่า 1. หยุดมองตัวเองว่าไม่ดี ไม่เก่ง ไม่เอาไหน ถ้าเรามัวแต่บอกตัวเองทุกวันว่าเราไม่เก่ง เราไม่สวย พูดแล้วคงไม่มีใครฟังแน่นอน แบบนี้มันจะไปเหลือความมั่นใจที่ไหนอีกล่ะ ก่อนอื่นเลยต้องเลิกคิดกับตัวเองในแง่ลบก่อน เพราะความคิดพวกนี้แหละที่จะทำให้เราเกิดอาการไม่มั่นใจ ไม่รักตัวเอง แล้วของแบบนี้บอกเลยว่าคนรอบข้างเขาก็รู้สึกได้นะว่าคุณไม่มั่นใจ คุณต้องหันมามองตัวเองและยอมรับในความเป็นตัวตนของคุณที่ไม่เหมือนใคร บอกตัวเองว่าเรามีค่า เราก็ทำได้ 2. ทำท่าทางให้ดูมั่นใจเข้าไว้ บุคลิกต้องดูดี อกผายไหล่ผึ่ง แต่งตัวเหมาะสมกับโอกาสและสถานที่ ยิ้มแย้ม มองตาคนฟังเวลาต้องพูด อย่าอ้อมแอ้มพูด ต้องพูดให้เสียงดังฟังชัด และมีการแสดงออกว่าเราเปิดรับความคิดเห็นของคนอื่น แค่นี้คนอื่นก็จะมองว่าคุณเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง แล้วตัวคุณเองจะรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ 3. ถามคำถามเยอะๆ เข้าไว้ ถ้าเราได้เตรียมความพร้อมมาก่อน เราก็จะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น วิธีสร้างความมั่นใจทางหนึ่งที่จะช่วยลดความประหม่าลงได้เมื่อต้องเข้าสังคมกับคนกลุ่มใหม่ๆ หรือเพื่อนใหม่ๆ ก็คือเตรียมคำถามปลายเปิดไว้สักสองสามข้อเพื่อชวนคุย (อะไร ที่ไหร่ เมื่อไหร่ อย่างไร ทำไม) โดยส่วนมากแล้วคนส่วนใหญ่มักจะกลัวเมื่อต้องเข้าสังคมใหม่ว่าไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร ไม่มีอะไรจะคุย แต่จริงๆ แล้วมันอยู่ที่การตั้งคำถามให้เหมาะสมเพื่อหาเรื่องคุยกับคนที่เราเพิ่งรู้จัก บางทีอาจพบว่าคุณมีความสนใจหรือมีอะไรที่คล้ายๆ กันก็ได้ เจอแบบนี้คุยถูกคอแน่นอน 4. แต่งตัวอย่างมีสไตล์ เสื้อผ้าทำให้คนดูดีขึ้น ซึ่งเป็นความจริงที่สุดสำหรับวิธีสร้างความมั่นใจ เพราะเสื้อผ้านั้นช่วยสร้างความประทับใจในตัวคุณได้ตั้งแต่แรกเห็น คุณลองสังเกตดูก็ได้นะ ว่าวันไหนที่คุณแต่งตัวดูดี ดูมีระดับ วันนั้นคุณจะรู้สึกได้ถึงความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นมา คุณจะเดินยืดและมีออร่าของความมั่นใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 5. พูดก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจ ถ้าต้องเข้าประชุมแล้วคุณไม่มีอะไรจะพูด ให้คุณพยายามพูดตั้งแต่เนิ่นๆ จะทักทายเพื่อนๆ ร่วมทีมหรือจะชวนคุยเรื่องงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ พอคุณได้พูดออกไปบ้าง แสดงความคิดเห็นออกไปบ้าง ทีนี้มันจะง่ายขึ้นเมื่อคุณต้องร่วมออกความเห็นในที่ประชุม หรือไม่ก็ลองดูวาระการประชุมก่อนเข้าห้อง แล้วเตรียมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณเข้าไปแชร์ ฝึกพูดมาก่อนก็จะช่วยได้เยอะ นี่ก็เป็นวิธีสร้างความมั่นใจก่อนเข้าห้องประชุมจริงนั่นเอง 6. ฝึกฝนตัวเอง ฝึกให้เก่ง ฝึกให้คุ้นเคยจนชำนาญ วิธีสร้างความมั่นใจอย่างง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณลดอาการประหม่า แล้วต้องฝึกยังไง ต้องทำยังไงล่ะ เอาง่ายๆ ถ้าคุณต้องพรีเซ็นต์งานหรือต้องพูดหน้าชั้น ให้คุณร่างประเด็นที่จะพูดออกมาคร่าวๆ เป็นข้อๆ ก่อนแล้วค่อยฝึกพูดหลายๆ ครั้งจนพูดได้โดยไม่ติดขัด คุณอาจจะฝึกพูดหน้ากระจกตอนอาบน้ำ ลากแฟนมานั่งฟัง หรือจะฝึกพรีเซ็นต์งานกับเจ้าหมาน้อยหรือเจ้าเหมียวที่บ้านก็ยังได้ การฝึกบ่อยๆ ว่าจะพูดอะไรบ้าง และพูดตามลำดับขั้นตอนจะช่วยให้คุณรู้จักเนื้อหาที่จะต้องพูดได้ดีขึ้น เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพูดจริงๆ ก็จะคล่องและมั่นใจไปเอง เพราะคุณฝึกมาเป็นร้อยๆ พันๆ รอบแล้วนั่นเอง 7. คิดถึงตอนจบเอาไว้ก่อนเลย มีมั้ยสักนิดที่อยากมีความมั่นใจอย่างพวกพิธีกรในรายการทีวีทั้งหลาย จริงๆ ก็ทำได้ไม่อยากเลยนะ แค่คุณต้องโฟกัสกับผลสำเร็จที่กำลังจะตามมาก็เท่านั้นเอง อย่างเช่นพวกพิธีกรรายการต่างๆ นั้นเขาจะมีสคริปต์ที่เตรียมมาก่อนแล้ว ว่าจะต้องพูดอะไรตอนไหนบ้าง เขาจะรู้ว่าเขาจะต้องสื่ออะไรให้กับคนดูและอยากให้คนดูมีอารมณ์ร่วมแบบไหน คุณก็แค่ลองเอาไปปรับใช้บ้าง ลองดูซิ คุณก็ทำอย่างนั้นได้เหมือนกันนะ

การนึกถึงความมั่นใจในสถานการณ์ที่ลำบาก

การนึกถึงความมั่นใจในสถานการณ์ที่ลำบาก 1.รับมือกับการถูกปฏิเสธ. เข้าใจก่อนว่าการปฏิเสธเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถึงแม้ว่าจะเจ็บปวด แต่คุณยังสามารถที่จะใช้ชีวิตต่อไปได้ เรียนรู้ที่จะรับมือกับมันด้วยความมีมารยาท เช่น ตอบอย่างคนมีวัฒนธรรมและยอมรับว่าคุณถูกปฏิเสธ เคารพการตัดสินใจของผู้อื่นแล้วคุณก็จะพบความมั่นใจในตัวเอง *อย่าล้มเลิก เพราะคุณอาจจะพลาดโอกาสได้รับมิตรภาพ การเสนองาน หรือเลื่อนตำแหน่ง คุณไม่ควรหยุดพยายาม เรียนรู้จากการถูกปฏิเสธและใช้ชีวิตต่อไป[ 2.รับมือกับพวกระราน. ช่วยเหลือตัวคุณเอง พวกระรานจะตามติดไปกับคุณถ้าคุณปล่อยให้พวกเค้าทำอยู่ฝ่ายเดียวๆ ให้หยุดยืนสู้กับพวกเขาและหาการสนับสนุนหรือคนที่เราสามารถพึ่งพาได้จัดการกับพวกระรานด้วยความมั่นใจและความกล้าหาญ บอกพวกระรานอย่างชัดเจนว่าให้หยุด *อย่ายอมรับว่าพวกระรานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พวกระรานเป็นสิ่งผิดและคุณมีสิทธิที่จะอยู่ได้โดยไม่มีมัน ถึงแม้ว่าจะต้องพูดกับหัวหน้าของหัวหน้า หรือผู้อำนวยการโรงเรียนของคุณเพื่อที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ของคุณก็ตาม 3.รับมือกับการสัมภาษณ์งาน. ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญในการสัมภาษณ์งาน นายจ้างจะมองหาคนที่มีความสามารถและความมั่นใจเสมอ ขณะที่มันง่ายที่จะรู้สึกกระกระวายใจเวลาอยู่ในเหตุการณ์สำคัญ หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดคือคุณสามารถทำได้คือแกล้งมีความมั่นใจ ขณะที่คุณมีความมั่นใจ คุณจะรู้สึกว่าตัวคุณผ่อนคลายและมีความมั่นใจจริงๆ *ฟังและปรับตัวคุณเองระหว่างการสัมภาษณ์ อย่าเข้าไปนั่งและตอบคำถามแบบง่ายๆ คุณควรพยายามที่จะมีส่วนร่วมไปกับผู้สัมภาษณ์และทำให้เขารู้เป้าหมายของคุณ วิธีนี้จะทำให้คุณมีใจจดจ่อและความมั่นใจ 4.รับมือกับการพูดในที่สาธารณะ. มีหนังสือหลายเล่มที่เขียนเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมและส่งต่อคำพูดที่มีประสิทธิภาพ แต่ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ส่วนใหญ่ องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อให้การพูดในที่สาธารณะเกิดผลสำเร็จก็คือความมั่นใจ ลองทำตามคำแนะนำหลายๆ อย่างเพื่อที่จะสร้างความมั่นใจ: *ทำตัวตลก อารมณ์ขันสามารถทำให้คุณและผู้ฟังผ่อนคลายและคลายความตึงเครียด ผู้ฟังจะมีใจจดจ่อและเชื่อคุณในที่สุด *แสดงความมั่นใจ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่รู้สึกมั่นใจ แต่สามารถใช้น้ำเสียงและท่าทางที่มั่นใจได้ เสียงดัง ชัดเจน และใช้แขนของคุณเวลาจะกล่าวถึงประเด็นใหญ่ๆ หลีกเลี่ยงการนั่งหลังค่อม การพูดไม่ชัดถ้อยชัดคำ และการกอดอก *สบตากัน วิธีนี้จะช่วยดึงความสนใจของผู้ฟังและทำให้คุณมั่นใจ ลองหาสักสองสามคนที่ดูเหมือนจะมีใจจดจ่ออยู่กับการพูดของคุณ แล้วให้ใส่ใจไปที่พวกเขา อย่าไปสนใจกับคนที่ไม่ใส่ใจฟังคุณ

การตั้งเป้าหมายและกล้าที่จะเสี่ยง

1.ตั้งเป้าหมายเล็กๆ และบรรลุเป้าหมายนั้น. [26] บ่อยครั้งที่คนเราตั้งเป้าหมายที่ไม่คำนึงถึงความเป็นจริงหรือไม่อาจทำสำเร็จได้เลย แล้วเราก็จะรู้สึกว่ามันท้าทายเกินไป หรือไม่เราก็ไม่เริ่มทำอะไรเลย [27] สถานการณ์แบบนี้ทำให้ความมั่นใจเราถดถอยได้ *ค่อยๆ ปรับเป้าหมายเล็กๆ ให้กลายเป็นเป้าหมายใหญ่ที่คุณสามารถทำสำเร็จได้ *ลองจินตนาการว่าคุณอยากไปวิ่งมาราธอน แต่คุณกลัวว่าคุณจะทำไม่สำเร็จ อย่าออกไปวิ่ง 40 กิโลเมตรตั้งแต่วันแรก ค่อยๆ เริ่มจากจุดที่คุณทำไหว ถ้าคุณไม่ใช่นักวิ่งเลยสักนิด ก็ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2 กิโลเมตรก็พอ ถ้าคุณวิ่ง 8 กิโลเมตรได้อย่างถนัดแล้ว ก็เริ่มที่ 10 *ตัวอย่างเช่น ถ้าโต๊ะคุณรก แค่คิดว่าต้องทำความสะอาดทั้งโต๊ะก็เหนื่อยแล้ว ฉะนั้นก็เริ่มด้วยการนำหนังสือที่กองบนโต๊ะกลับไปเก็บบนชั้นหนังสือ นำกระดาษทั้งหมดมาเรียงเป็นกองให้เรียบร้อย เพื่อไว้แยกเป็นกองเล็กกองน้อยทีหลัง เท่านี้ก็เท่ากับว่ามีความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายแล้ว 2.อ้าแขนรับและลองสิ่งที่คุณไม่รู้. คนที่ขาดความมั่นใจมักกังวลว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในสถานการณ์ที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่คุณหยุดคิดว่าคุณทำไม่ได้ แล้วลองทำสิ่งที่แปลกใหม่และแตกต่างที่คุณไม่เคยทำมาก่อน ไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวต่างประเทศกับเพื่อน หรือให้ญาติคุณนัดเดทให้ การเผชิญหน้ากับสิ่งที่คุณไม่อาจรู้มาก่อนได้จนเป็นสิ่งเคยชินนั้นสามารถช่วยให้คุณไม่รู้สึกอึดอัดกับตัวเองและไม่รู้สึกอึดอัดที่คุณไม่สามารถควบคุมชะตาชีวิตตัวเองได้ ถ้าคุณค้นพบว่าคุณสามารถประสบความสำเร็จใจสถานการณ์ที่คุณไม่อาจแม้แต่คาดการณ์ได้ รับรองว่าความมั่นใจของคุณจะพุ่งขึ้นสูงเสียดฟ้าแน่ๆ *ใช้เวลามากขึ้นอยู่กับคนที่ชอบผจญภัยและชอบตัดสินใจอะไรรวดเร็ว พวกเขาจะพาให้คุณได้ทำสิ่งที่คุณไม่คาดฝันมาก่อน และคุณจะรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นที่คุณได้ทำสิ่งเหล่านั้น 3.ดการแก้จุดที่คุณเห็นว่าด้อย. ร่างกายคุณอาจมีบางอย่างที่คุณไม่ชอบแต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นความสูง หรือลักษณะเส้นผม แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่คุณเห็นว่าเป็นจุดด้อยที่คุณสามารถจัดการแก้ได้ ถ้าคุณพร้อมที่จะทุ่มเทและพยายามสักหน่อย *ไม่ว่าคุณจะต้องการเข้าสังคมมากขึ้น หรือเรียนเก่งขึ้น คุณสามารถวางแผนที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในด้านนั้นๆ ได้ และเริ่มทำตามแผนนั้น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่กลายเป็นคนที่เข้าสังคมเก่งที่สุดในโรงเรียนหรือไม่ได้เป็นผู้แทนนักเรียนในชั้นปีที่ได้กล่าวสุนทรพจน์ในวันสำเร็จการศึกษา แต่การเริ่มวางแผนเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นนั้นจะช่วยสร้างความมั่นใจในตนเองให้คุณในระยะยาว *อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป อย่าพยายามเปลี่ยนไปหมดเสียทุกอย่าง เริ่มด้วยการเปลี่ยนแปลงสักหนึ่งหรือสองอย่าง แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากจุดนั้น *การมีสมุดไว้บันทึกความคืบหน้าการบรรลุเป้าหมายสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มาก มันจะช่วยให้คุณเห็นว่าแผนของคุณเดินหน้าไปได้ดีเพียงใด และจะช่วยให้คุณรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่คุณได้ทำไปเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นๆ 4.พยายามช่วยเหลือผู้อื่น. เมื่อคุณรู้ว่าคุณมีมิตรไมตรีกับคนรอบกายคุณ ว่าคุณกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในชีวิตของคนอื่น (แม้ว่าคุณแค่สุภาพกับพนักงานเสิร์ฟกาแฟตอนเช้ามากขึ้นก็เถอะ) คุณก็จะรู้ได้ว่าคุณเป็นพลังทางบวกของโลก ซึ่งรู้อย่างนี้ก็จะทำให้ความมั่นใจในตนเองสูงขึ้น หาวิธีทำให้การช่วยเหลือคนอื่นเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำสัปดาห์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครที่ห้องสมุดแถวบ้าน หรือช่วยน้องสาวหัดอ่านหนังสือ การที่ได้ช่วยคนอื่นไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อ*คนที่คุณช่วย แต่จะส่งผลให้ความมั่นใจในตนเองของคุณเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะคุณจะเห็นว่าตัวคุณเองก็มีดีเยอะอยู่เหมือนกัน คุณไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือคนในชุมชนก็สามารถรับรู้ได้ว่าการช่วยเหลือคนอื่นส่งผลดีอย่างไร บางครั้งคนใกล้ตัวคุณ เช่นแม่หรือเพื่อนสนิท ก็ต้องการความช่วยเหลือของคุณมากเช่นกัน

10 วิธีง่ายๆ ในการ “เพิ่มความมั่นใจ” ของคุณกลับมาอีกครั้ง

วิธีสร้างความมั่นใจมีอยู่มากมาย และคุณสามารถเริ่มทำสิ่งเหล่านั้นเมื่อใหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นช่วงที่เริ่มต้นอาทิตย์ใหม่หรือเดือนใหม่ ลองฝึกด้วยการหัดมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้นอีกหน่อย พูดแสดงจุดยืนในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และกล้ารับความเสี่ยงที่จะผลักดันตัวเองไปให้ไกลกว่าคนทั่วไปดูสิ และ 10 วิธีต่อไปนี้เอง ที่จะช่วยให้คุณสามารถเสริมสร้างความความมั่นใจให้มากขี้นได้อย่างแน่นอน 1. ฝึกพูดให้เก่ง หากคุณกัลวลว่าจะพูดอะไรไม่ออกระหว่างถูกสัมภาษณ์ล่ะก็ ลองจำลองการสัมภาษณ์กับเพื่อนของคุณสิ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง และเตรียมตัวให้พร้อมกับคำถามที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย 2. หมั่นคิดทบทวนให้ดี ครั้งหน้าเวลาที่คุณกำลังรีบขับรถไปทำงาน แล้วโดนปาดหน้า หรือโดนขับรถจี้ท้ายล่ะก็ อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ด่วนตัดสินคู่กรณี เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราก็ไม่มีทางรู้ว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น 3. พากเพียรให้มากขึ้นจงลงมือทำให้ความฝันของคุณเป็นรูปเป็นร่าง แต่อย่าให้ความล้มเหลวทำให้คุณล้มเลิกความฝันเด็ดขาด เพราะมันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว 4. เป็นฝ่ายขอบ้าง คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าการต่อรองก็เป็นวิธีสร้างความมั่นใจที่ดีเช่นกัน ลองกล้าเป็นฝ่ายขอเองบ้างสิ การถามหาเครื่องดื่มฟรีระหว่างมื้อกลางวัน หรือ จะลองขอให้ร้านประจำของคุณลดราคาให้บ้าง ก็ไม่ได้ทำให้คุณดูแย่หรอกนะ 5. ฝึกเป็นคน “ใจเย็น” และ “พึ่งพาได้” ผู้นำที่ดีรู้ว่าอาจต้องเผชิญกับวิกฤตได้เสมอ ดังนั้น จงอย่าตื่นตระหนก แล้วพยายามเตรียมตัวหาวิธีรับมือสถานการณ์หลายๆ แบบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้ 6. หมั่นเช็ค “อีโก้” ตัวเอง อย่าให้มากเกินไป ความมั่นใจในตนเองกับความอวดดีนั้นต่างกันเพียงเส้นบางๆ ที่กั้นอยู่ จงทบทวนตัวเองดูเสมอว่าคุณควรลดอีโก้ตัวเองลงบ้างหรือเปล่า 7. ยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบเสียบ้าง การพยายามทำให้งานออกมาสมบูรณ์แบบเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ถ้ามันทำให้งานของคุณไม่เสร็จเสียทีเพราะมัวติดใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คุณก็ควรหยุดนึกถึงความสมบูรณ์แบบสักพัก และยอมรับว่าบางที แค่คำว่า “ดี” มันก็เพียงพอแล้ว 8. ยอมรับความเสี่ยงบ้าง การเตรียมตัวให้ดีก็เป็นหนึ่งในวิธีทำให้มั่นใจกับการมุ่งไปหาเป้าหมายได้มากขึ้น แต่อย่ามัวแต่เตรียมตัวจนไม่ได้เริ่มทำอะไรสักที ยอมรับว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด และเริ่มเดินหมากของคุณได้แล้ว 9. เห็นคุณค่าในตัวเอง คำพูดสามารถทำร้ายคนได้มากกว่าที่คิด และบ่อยครั้งคุณอาจจะถูกทำร้ายด้วยคำพูดจนสูญเสียความมั่นใจ จงเตือนตัวเองไว้ว่าคุณเองก็มีคุณค่าและข้อดีมากมายในตัวเอง เพื่อจะได้ไม่จมปลักกับคำพูดเหล่านั้น 10. ผลักดันตัวเองเสมอ การจะพัฒนาตัวเองไปไกลๆ นั้น เราต้องฝึกลองท้าทายลิมิตร่างกายและจิตใจตัวเองด้วยสิ่งที่ยากๆ ดูบ้าง และเมื่อไหร่ถ้าคุณรู้สึกว่ามันยากจนท้อล่ะก็ จงเตือนตัวเองไว้ว่าระยะเวลาและการทุ่มเทนี่แหละที่เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเราเองได้สำเร็จ

5 วิธีสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองที่ ง่ายและเร็ว

1) ระมัดระวังความคิดที่เราบอกกับตัวเอง ลองคิดดูว่าเราเจออะไรยากๆแล้วเนี่ย เราบอกกับตัวเองว่าอย่าง ความคิด A: มันยากมาเลย ชั้นทำไม่ได้หรอก คราวที่แล้วทำแล้ว Fail Failตลอด ชั้นคงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ความคิด B: เป็นไงเป็นกัน ชั้นจะทำให้ได้ ชั้นจะสำเร็จ ชั้นภูมิใจตัวเองจริงๆ มิน่าชั้นถึงมาได้ไกลขนาดนี้ ระหว่าง ความคิด A กับ B เห็นได้ชัดเจนเลยว่าความคิดแบบไหนที่จะพาให้เราไปถึงที่ตั้งไว้ การที่สร้างความคิดที่ Positive กับตัวเองมันก้อจะส่งผลให้เรามองเห็นโอกาสแทนปัญหา Action: หยุดการมองโลกในแง่ร้าย และแทนมันด้วย positive thinking และเป็นกำลังใจให้กับตัวเอง จำไว้ว่ายิ่งให้กำลังใจตัวเองมากเท่าไหร่ เราก้อจะเริ่มมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น 2) หยุดเปรียบเทียบตัวเอง บางทีเราก้อพยายามทำตัวให้เป็นเหมือนคนอื่นไป โดยไม่ได้ตระหนักถึงว่าคนเรามันไม่เหมือนกัน ความเป็นมาก้อต่างกัน ร่างกายก้อต่างกัน และก้อไม่มีอะไรเหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเสียเวลาเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นเลย มันจะทำให้เรารู้สึกไม่ดีและเสียเซลฟ์ป่าวๆ Action: หยุดสนใจคนอื่น แต่หันมาสนใจตัวเองและเป้าหมายของเราเองดีกว่า เมื่อเราใส่ใจในตัวเราแล้วความมั่นใจในตัวเองมันจะเพิ่มขึ้นเอง 3) กล้าออกไปนอก Comfort Zone ลองมาคิดดูซิว่าเราไม่กล้า หรือ พยายามหลีกเลี่ยงการทำอะไรนอก Comfort Zone เราบ้าง เช่น ถ้าเรารู้ว่าเราไม่มีความมั่นใจในการพูดต่อหน้าผู้อื่นในที่ประชุม เรายิ่งต้องเริ่มฝึกพูดต่อหน้าที่ประชุม และแทนที่เราจะพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าในที่ประชุมนั้น เราก้อสามารถเตรียมแพลนไว้ก่อนได้ พอได้โอกาสเราจะได้รู้ว่าจะพูดอะไร ยิ่งเราฝึกทำในสิ่งที่ไม่กล้าทำมากเท่าไหร่ เราจะมีโอกาสได้ฝึกเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองมากเท่านั้น Action: แต่ละอาทิตย์ ให้ฝึกทำสิ่งที่มันอยู่นอก Comfort Zone เราทั้งหมด 3 อย่าง ยิ่งเริ่มเร็ว ความมั่นใจก้อจะเพิ่มเร็วนะ แถมโอกาสดีๆในชีวิตอาจมาแบบไม่รู้ตัวด้วย 4) ออกกำลังกาย อยากมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นใช่มั๊ย งั้นต้อง “ออกกำลังกาย” เพราะว่าการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลังสาร Ensorphins ซึ่งเป็นสารในสมองที่ทำให้เรารู้สึกดี เมื่อเรารู้สึกดีจากภายในแล้ว ภายนอกเราก้อจะดูดีไปด้วย และความมั่นใจมันก้อมาจากตรงนี้แหละ 5) กินให้ถูกหลัก รู้จักสารที่ชื่อ Serotonin มั๊ย มันเป็นสารที่ผลิตจากไตของเราที่ทำให้เรามีความสุด เพราะฉะนั้นการทำงานของไตจึงขึ้นอยู่กับอาหารการกินของเรา ถ้าใคร Diet ไม่ดีก้ออาจทำให้เค้ารู้สึกหดหู่ ไม่สดใสได้ และไอความรู้สึกพวกนี้แหละตัวการที่จะทำให้ความมั่นใจของเราลดลงสุดๆเลย เพราะฉนะนั้นเราควรพยายามหลีกเลี่ยงอาหารแปรกระบวน อาหารที่น้ำตาลสูงและแป้งเยอะ จำไว้นะว่าถ้าเรากินอาหารเพื่อสุขภาพ มันก้อจะทำให้สุขภาพจิตดีไปด้วย

การตั้งเป้าหมาย

เขียนจุดแข็งของคุณ มันเป็นงานที่ง่ายที่จะช่วยให้คุณมีความคิดหรือมุมมองแง่บวกในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยรักษาความมั่นใจไว้ แน่นอนว่าคุณมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพัฒนา ทุกคนก็เช่นกัน แต่บ่อยครั้ง การขาดความมั่นใจก็มาจากการขาดการเคารพตัวเอง การจดจุดแข็งในชีวิตของคุณสามารถช่วยให้คุณผ่านจุดด้อยไปได้ 3 สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณควรมี ทักษะหรือพรสวรรค์: มันไม่จำเป็นต้องเป็นทักษะการแข่งขัน แค่หมายความว่าคุณรู้ทักษะหรือพรสวรรค์ของตัวคุณเองหรือยัง เช่น ด้านกีฬา ศิลปะ ธุรกิจ การสร้างสรรค์ บุคลิกลักษณะเฉพาะตัว: จดว่าคุณมีบุคลิกลักษณะอะไรที่ภูมิใจบ้าง เช่น คุณคิดว่าคุณเป็นคนชอบทำงานหนัก ห่วงใยผู้อื่น มีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ ผลสัมฤทธิ์: สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณทำสำเร็จและภูมิใจ บางทีอาจจะเป็นการแสดงคอนเสิร์ต พูดในที่สาธารณะ ทำเค้กวันเกิด หรือวิ่งแข่ง

รับมือกับอารมณ์ความรู้สึก

ความมั่นใจในตนเอง เป็นผลลัพธ์ของการผสมกันระหว่างความสามารถของตนเองและความภาคภูมิใจในตนเอง และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ ความสามารถของตนเองเป็นความรู้สึกจากภายใน หรือเป็นความเชื่อที่ว่าตลอดชีวิตของเรา เราสามารถทำภารกิจหรือบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้สำเร็จมากมาย ความภาคภูมิใจในตนเองก็คล้ายๆ กัน แต่จะเป็นเรื่องของการที่เราเชื่อว่าเรามีความสามารถที่จะทำอะไรก็ตามและเราสมควรได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยทั่วไปแล้ว คนที่มีความมั่นใจในตนเองนั้นพอใจกับการเป็นตัวเอง พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายด้านการงาน และมองอนาคตในแง่บวก อย่างไรก็ตาม คนที่ขาดความมั่นใจในตนเองนั้นมักคิดว่าเขาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของตนเองได้ และมักจะมองตัวเองและความใฝ่ฝันของตนในแง่ลบ แต่ว่าเรามีข่าวดีมาบอก ความมั่นใจในตนเองนั้นเป็นสิ่งที่คุณสามารถสร้างขึ้นมาเองได้! 1.ทำตัวให้คุ้นเคยกับความกลัว คุณอาจคิดว่าคนที่มีความมั่นใจในตนเองนั้นไม่เคยรู้สึกกลัว แต่นั่นไม่ใช่ความจริงเลย ความจริงก็คือคนที่มีความมั่นใจในตนเองไม่ยอมปล่อยให้ความกลัวมาขัดขวางพวกเขาต่างหาก บางทีความกลัวของคุณคือการพูดหน้าชั้น แนะนำตัวเองกับคนที่ไม่รู้จัก หรือขอเจ้านายขึ้นเงินเดือน 2.อดทนกับตัวเอง บางครั้งคุณต้องเดินถอยหลังเพื่อจะเดินหน้าต่อไป ความมั่นใจในตนเองนั้นไม่ได้สร้างกันง่ายๆ ชั่วข้ามคืน คุณอาจลองสิ่งใหม่ๆ แต่ไม่บรรลุจุดมุ่งหมายก็ได้ แต่ก็ลองคิดดูว่าคุณได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง การที่คุณไม่บรรลุจุดมุ่งหมายทันทีครั้งแรกที่พยายามนั้นเปิดโอกาสให้คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น ความมั่นใจในตนเองเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการทะนุบำรุงเอาใจใส่ให้ค่อยๆ เติบโต 3.สร้างจุดสมดุล เช่นเดียวกับทุกอย่างในชีวิตของเรา การสร้างความมั่นใจในตนเองนั้นอาศัยการรักษาความสมดุล ความมั่นใจที่น้อยเกินไปสามารถขัดขวางไม่ให้คุณบรรลุจุดมุ่งหมายของคุณได้และยังทำให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเองอีกด้วย คนที่มีความมั่นใจมากเกินไปก็ประสบปัญหาเดียวกัน เพราะพวกเขาประเมินเวลาและความพยายามที่ต้องใช้ในการบรรลุจุดมุ่งหมายต่ำเกินไป 4.หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ถ้าคุณต้องการสร้างความมั่นใจให้ตนเอง คุณจะต้องตั้งใจพัฒนาชีวิตของคุณให้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้ชีวิตคุณเหมือนกับชีวิตเพื่อนสนิทคุณ เหมือนชีวิตพี่ชายคุณ หรือเหมือนชีวิตเหล่าดาราที่คุณเห็นในโทรทัศน์ ถ้าคุณต้องการสร้างความมั่นใจให้ตนเอง คุณจำเป็นต้องระลึกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า โลกนี้มีคนที่หน้าตาดีกว่า ฉลาดกว่า ร่ำรวยกว่าคุณเสมอ ก็เหมือนกับการที่โลกนี้มีคนที่หน้าตาแย่กว่า ฉลาดน้อยกว่า และร่ำรวยน้อยกว่าคุณเสมอ ทั้งหมดนี่ไม่สำคัญเลย สิ่งที่คุณต้องใส่ใจคือการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายและความฝันของคุณ 5.ระบุชี้สิ่งที่ทำให้คุณไม่มั่นใจ เสียงในหัวของคุณพูดอะไรกับคุณ? อะไรทำให้คุณไม่สบายใจหรืออับอาย? นี่อาจเป็นได้ทุกอย่าง ตั้งแต่สิว ไปจนถึงความเสียใจต่อสิ่งในอดีต เพื่อนที่โรงเรียน หรือประสบการณ์ในอดีตที่เลวร้ายหรือทำให้บอบช้ำทางจิตใจ อะไรก็ตามแต่ที่ทำให้คุณรู้สึกไม่มีค่า อับอาย ด้อยกว่าคนอื่น จงระบุชี้มัน แล้วเขียนมันใส่กระดาษ จากนั้นคุณอาจฉีกหรือเผากระดาษนี้ทิ้ง คุณจะได้รู้สึกดีขึ้น 6.ไม่จมอยู่กับความผิดพลาด จำไว้ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบในทุกๆ เรื่อง แม้แต่คนที่มีความมั่นใจสูงยังมีเรื่องที่ตนไม่มั่นใจ ในบางช่วงของชีวิตเรา เราอาจรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่าง นี่คือความจริงของชีวิต คุณควรเรียนรู้ว่าชีวิตนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค และสิ่งเหล่านี้ที่ทำให้คุณไม่มั่นใจก็จะมาๆ ไปๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ที่จุดไหนของชีวิต อยู่กับใคร อารมณ์ของเราในตอนนั้นเป็นอย่างไร และเรารู้สึกอย่างไร พูดง่ายๆ ก็คือมันไม่คงอยู่เสมอไป ถ้าคุณทำผิดพลาด สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะทำได้ก็คือยอมรับว่าคุณทำพลาด กล่าวคำขอโทษ และพยายามไม่ทำพลาดซ้ำอีกในอนาคต 7.เลิกแสวงหาความสมบูรณ์แบบ การแสวงหาความสมบูรณ์แบบเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายของคุณ ถ้าคุณรู้สึกว่าทุกอย่างที่คุณทำต้องสมบูรณ์แบบ คุณจะไม่มีวันพอใจกับตนเองและสภาวะแวดล้อมของคุณ แทนที่จะแสวงหาความสมบูรณ์แบบในทุกสิ่งที่คุณทำ คุณควรเรียนรู้ที่จะภูมิใจในสิ่งที่คุณทำได้ ถ้าคุณมีความคิดยึดความสมบูรณ์แบบ สิ่งที่จะขัดขวางคุณไม่ให้พัฒนาเป็นคนที่มีความมั่นใจมากขึ้นก็คือตัวคุณเอง 8.พอใจในสิ่งที่คุณมี บ่อยครั้งที่ต้นตอของความไม่มั่นใจคือความรู้สึกว่าคุณมีบางอย่าง ไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เข้าใจคุณ สิ่งของนอกกาย โชคลาภ หรือเงินทอง แต่คุณสามารถต่อสู้กับความรู้สึกนี้ได้ด้วยการรับรู้ว่าคุณ มี อะไรบ้างและเห็นคุณค่าสิ่งที่คุณมี การค้นพบความสงบภายในใจที่มาพร้อมกับความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างแท้จริงในสิ่งที่ตนมี นั้นจะส่งผลดีอย่างมากต่อความมั่นใจของคุณ ลองนั่งคิดทบทวนสิ่งดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตคุณดูสิ ตั้งแต่เพื่อนที่ดี ไปจนถึงสุขภาพที่ดี

ปลูกฝังทัศนคติที่ดี

ความมั่นใจในตนเอง เป็นผลลัพธ์ของการผสมกันระหว่างความสามารถของตนเองและความภาคภูมิใจในตนเอง และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ ความสามารถของตนเองเป็นความรู้สึกจากภายใน หรือเป็นความเชื่อที่ว่าตลอดชีวิตของเรา เราสามารถทำภารกิจหรือบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้สำเร็จมากมาย ความภาคภูมิใจในตนเองก็คล้ายๆ กัน แต่จะเป็นเรื่องของการที่เราเชื่อว่าเรามีความสามารถที่จะทำอะไรก็ตามและเราสมควรได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยทั่วไปแล้ว คนที่มีความมั่นใจในตนเองนั้นพอใจกับการเป็นตัวเอง พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายด้านการงาน และมองอนาคตในแง่บวก อย่างไรก็ตาม คนที่ขาดความมั่นใจในตนเองนั้นมักคิดว่าเขาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของตนเองได้ และมักจะมองตัวเองและความใฝ่ฝันของตนในแง่ลบ แต่ว่าเรามีข่าวดีมาบอก ความมั่นใจในตนเองนั้นเป็นสิ่งที่คุณสามารถสร้างขึ้นมาเองได้! 1.ระบุชี้ความคิดเชิงลบของคุณ ความคิดเชิงลบของคุณอาจเป็นความคิดประมาณว่า “ฉันทำไม่ได้” “ฉันจะต้องล้มเหลวแน่นอน” หรือ “ไม่มีใครอยากฟังความคิดฉันหรอก” ถ้าเสียงในหัวของคุณพูดอะไรเช่นนี้ รู้ไว้ว่าการมองโลกในแง่ร้ายจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น และจะห้ามไม่ให้คุณมีความภาคภูมิในใจและความมั่นใจในตนเองอีกด้วย 2.แทนที่ความคิดเชิงลบด้วยความคิดเชิงบวก ในขณะที่คุณกำลังมีความคิดเชิงลบ พยายามเปลี่ยนมันเป็นความคิดเชิงบวกเสีย โดยอาจทำได้ด้วยการพูดความคิดเชิงบวกกับตัวเอง เช่น “ฉันจะลองทำดู” “ฉันจะประสบความสำเร็จถ้าฉันมุ่งมั่น” หรือ “คนอื่นจะฟังฉัน” เริ่มต้นด้วยการคิดบวกสักสามถึงสี่ครั้งในแต่ละวัน 3.ไม่ยอมให้ความคิดเชิงลบเกิดขึ้นในหัวมากกว่าความคิดเชิงบวก ท้ายที่สุดแล้ว ความคิดเชิงบวกควรจะครอบครอง “เนื้อที่สมอง” ของคุณมากกว่าความคิดเชิงลบ ยิ่งคุณพยายามตอบโต้ความคิดเชิงลบด้วยความคิดเชิงบวกมากเท่าใด คุณก็จะมีนิสัยคิดเชิงบวกมากขึ้นเท่านั้น 4.มีกลุ่มคนที่คอยสนับสนุนคุณ ติดต่อกับคนที่คุณใกล้ชิดสนิทสนมด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อน เพื่อที่คุณจะได้คงทัศนคติที่ดีเอาไว้ นอกเหนือจากนี้ อยู่ห่างๆ จากคนหรือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกแย่ 5.กำจัดสิ่งนอกกายที่ทำให้คุณนึกถึงความคิดเชิงลบ  เก่าๆ ของคุณ หลีกเลี่ยงการใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเองแบบเดิมๆ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเครื่องเตือนใจจากอดีต เสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้แล้ว หรือสถานที่ที่ขัดกับเป้าหมายของคุณที่จะสร้างความมั่นใจให้ตนเอง แม้ว่าคุณจะไม่สามารถกำจัดแหล่งที่มาของความคิดเชิงลบในชีวิตของคุณได้หมด แต่คุณสามารถหาวิธีหยุดรับความคิดเชิงลบไว้เพียงเท่านี้ได้ การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นใจให้ตนเอง 6.ระบุชี้ความสามารถพิเศษของคุณ ทุกคนมีความเก่ง แต่อาจเก่งในเรื่องที่ต่างกัน ฉะนั้นลองหาดูว่า คุณ เก่งในด้านใด แล้วมุ่งความสนใจไปที่ความสามารถพิเศษนั้นๆ ของคุณ ยอมให้ตัวเองภูมิใจกับความสามารถเหล่านั้น แสดงความเป็นตัวเองออกมา ไม่ว่าจะผ่านศิลปะ ดนตรี งานเขียน หรือการเต้น หาสิ่งที่คุณทำแล้วมีความสุข และฝึกฝนจนเกิดความสามารถพิเศษ 7.ภูมิใจในตนเอง คุณไม่ควรแต่ภูมิใจในพรรสวรรค์หรือความสามารถของคุณ แต่คุณควรคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ลักษณะเฉพาะตัวของคุณโดดเด่นด้วย อาจเป็นอารมณ์ขัน ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การเป็นผู้ฟังที่ดี หรือความสามารถที่จะรับมือกับความเครียด คุณอาจคิดว่าลักษณะเฉพาะตัวของคุณนั้นไม่มีอะไรน่าชื่นชมเลย แต่ถ้าคุณมองให้ลึกลงไป คุณจะพบว่าคุณมีลักษณะเฉพาะตัวที่น่ายกย่องอยู่มาก เขียนใส่กระดาษไว้เพื่อที่คุณจะได้ให้ความสนใจกับมันในภายหลัง 8.รับคำชมอย่างสง่างาม คนจำนวนมากที่ขาดความภูมิใจในตนเองมักประสบปัญหาเวลารับคำชม พวกเขาทึกทักเอาว่าคนที่ชมนั้นไม่คิดผิดก็โกหก ถ้าคุณเป็นคนที่ตอบรับคำชมโดยการเหลือกตาแล้วพูดว่า “ก็แย่ละ” หรือยักไหล่เพื่อแสดงความไม่สนใจ คุณควรหาวิธีตอบรับคำชมของคุณเสียใหม่ 9.มองกระจกแล้วยิ้ม งานวิจัยมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “facial feedback theory” เสนอว่าการแสดงออกทางสีหน้าของเราสามารถกระตุ้นให้สมองรับรู้อารมณ์ของเราหรือทำให้อารมณ์นั้นรุนแรงมากขึ้นได้ ดังนั้นถ้าคุณมองกระจกแล้วยิ้มทุกวัน คุณอาจมีความสุขมากขึ้นและมีความมั่นใจมากขึ้นในระยะยาว นี่จะทำให้คุณรู้สึกพอใจกับรูปร่างหน้าตาของคุณมากขึ้นด้วย และช่วยให้คุณยอมรับภาพลักษณ์ภายนอกของคุณ