Category: การสร้างความมั่นใจ

10 วิธีง่ายๆ ในการ “เพิ่มความมั่นใจ” ของคุณกลับมาอีกครั้ง

วิธีสร้างความมั่นใจมีอยู่มากมาย และคุณสามารถเริ่มทำสิ่งเหล่านั้นเมื่อใหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นช่วงที่เริ่มต้นอาทิตย์ใหม่หรือเดือนใหม่ ลองฝึกด้วยการหัดมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้นอีกหน่อย พูดแสดงจุดยืนในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และกล้ารับความเสี่ยงที่จะผลักดันตัวเองไปให้ไกลกว่าคนทั่วไปดูสิ และ 10 วิธีต่อไปนี้เอง ที่จะช่วยให้คุณสามารถเสริมสร้างความความมั่นใจให้มากขี้นได้อย่างแน่นอน 1. ฝึกพูดให้เก่ง หากคุณกัลวลว่าจะพูดอะไรไม่ออกระหว่างถูกสัมภาษณ์ล่ะก็ ลองจำลองการสัมภาษณ์กับเพื่อนของคุณสิ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง และเตรียมตัวให้พร้อมกับคำถามที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย 2. หมั่นคิดทบทวนให้ดี ครั้งหน้าเวลาที่คุณกำลังรีบขับรถไปทำงาน แล้วโดนปาดหน้า หรือโดนขับรถจี้ท้ายล่ะก็ อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ด่วนตัดสินคู่กรณี เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราก็ไม่มีทางรู้ว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น 3. พากเพียรให้มากขึ้นจงลงมือทำให้ความฝันของคุณเป็นรูปเป็นร่าง แต่อย่าให้ความล้มเหลวทำให้คุณล้มเลิกความฝันเด็ดขาด เพราะมันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว 4. เป็นฝ่ายขอบ้าง คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าการต่อรองก็เป็นวิธีสร้างความมั่นใจที่ดีเช่นกัน ลองกล้าเป็นฝ่ายขอเองบ้างสิ การถามหาเครื่องดื่มฟรีระหว่างมื้อกลางวัน หรือ จะลองขอให้ร้านประจำของคุณลดราคาให้บ้าง ก็ไม่ได้ทำให้คุณดูแย่หรอกนะ 5. ฝึกเป็นคน “ใจเย็น” และ “พึ่งพาได้” ผู้นำที่ดีรู้ว่าอาจต้องเผชิญกับวิกฤตได้เสมอ ดังนั้น จงอย่าตื่นตระหนก แล้วพยายามเตรียมตัวหาวิธีรับมือสถานการณ์หลายๆ แบบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้ 6. หมั่นเช็ค “อีโก้” ตัวเอง อย่าให้มากเกินไป ความมั่นใจในตนเองกับความอวดดีนั้นต่างกันเพียงเส้นบางๆ ที่กั้นอยู่ จงทบทวนตัวเองดูเสมอว่าคุณควรลดอีโก้ตัวเองลงบ้างหรือเปล่า 7. ยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบเสียบ้าง การพยายามทำให้งานออกมาสมบูรณ์แบบเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ถ้ามันทำให้งานของคุณไม่เสร็จเสียทีเพราะมัวติดใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คุณก็ควรหยุดนึกถึงความสมบูรณ์แบบสักพัก และยอมรับว่าบางที แค่คำว่า “ดี” มันก็เพียงพอแล้ว 8. ยอมรับความเสี่ยงบ้าง การเตรียมตัวให้ดีก็เป็นหนึ่งในวิธีทำให้มั่นใจกับการมุ่งไปหาเป้าหมายได้มากขึ้น แต่อย่ามัวแต่เตรียมตัวจนไม่ได้เริ่มทำอะไรสักที ยอมรับว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด และเริ่มเดินหมากของคุณได้แล้ว 9. เห็นคุณค่าในตัวเอง คำพูดสามารถทำร้ายคนได้มากกว่าที่คิด และบ่อยครั้งคุณอาจจะถูกทำร้ายด้วยคำพูดจนสูญเสียความมั่นใจ จงเตือนตัวเองไว้ว่าคุณเองก็มีคุณค่าและข้อดีมากมายในตัวเอง เพื่อจะได้ไม่จมปลักกับคำพูดเหล่านั้น 10. ผลักดันตัวเองเสมอ การจะพัฒนาตัวเองไปไกลๆ นั้น เราต้องฝึกลองท้าทายลิมิตร่างกายและจิตใจตัวเองด้วยสิ่งที่ยากๆ ดูบ้าง และเมื่อไหร่ถ้าคุณรู้สึกว่ามันยากจนท้อล่ะก็ จงเตือนตัวเองไว้ว่าระยะเวลาและการทุ่มเทนี่แหละที่เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเราเองได้สำเร็จ

5 วิธีสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองที่ ง่ายและเร็ว

1) ระมัดระวังความคิดที่เราบอกกับตัวเอง ลองคิดดูว่าเราเจออะไรยากๆแล้วเนี่ย เราบอกกับตัวเองว่าอย่าง ความคิด A: มันยากมาเลย ชั้นทำไม่ได้หรอก คราวที่แล้วทำแล้ว Fail Failตลอด ชั้นคงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ความคิด B: เป็นไงเป็นกัน ชั้นจะทำให้ได้ ชั้นจะสำเร็จ ชั้นภูมิใจตัวเองจริงๆ มิน่าชั้นถึงมาได้ไกลขนาดนี้ ระหว่าง ความคิด A กับ B เห็นได้ชัดเจนเลยว่าความคิดแบบไหนที่จะพาให้เราไปถึงที่ตั้งไว้ การที่สร้างความคิดที่ Positive กับตัวเองมันก้อจะส่งผลให้เรามองเห็นโอกาสแทนปัญหา Action: หยุดการมองโลกในแง่ร้าย และแทนมันด้วย positive thinking และเป็นกำลังใจให้กับตัวเอง จำไว้ว่ายิ่งให้กำลังใจตัวเองมากเท่าไหร่ เราก้อจะเริ่มมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น 2) หยุดเปรียบเทียบตัวเอง บางทีเราก้อพยายามทำตัวให้เป็นเหมือนคนอื่นไป โดยไม่ได้ตระหนักถึงว่าคนเรามันไม่เหมือนกัน ความเป็นมาก้อต่างกัน ร่างกายก้อต่างกัน และก้อไม่มีอะไรเหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเสียเวลาเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นเลย มันจะทำให้เรารู้สึกไม่ดีและเสียเซลฟ์ป่าวๆ Action: หยุดสนใจคนอื่น แต่หันมาสนใจตัวเองและเป้าหมายของเราเองดีกว่า เมื่อเราใส่ใจในตัวเราแล้วความมั่นใจในตัวเองมันจะเพิ่มขึ้นเอง 3) กล้าออกไปนอก Comfort Zone ลองมาคิดดูซิว่าเราไม่กล้า หรือ พยายามหลีกเลี่ยงการทำอะไรนอก Comfort Zone เราบ้าง เช่น ถ้าเรารู้ว่าเราไม่มีความมั่นใจในการพูดต่อหน้าผู้อื่นในที่ประชุม เรายิ่งต้องเริ่มฝึกพูดต่อหน้าที่ประชุม และแทนที่เราจะพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าในที่ประชุมนั้น เราก้อสามารถเตรียมแพลนไว้ก่อนได้ พอได้โอกาสเราจะได้รู้ว่าจะพูดอะไร ยิ่งเราฝึกทำในสิ่งที่ไม่กล้าทำมากเท่าไหร่ เราจะมีโอกาสได้ฝึกเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองมากเท่านั้น Action: แต่ละอาทิตย์ ให้ฝึกทำสิ่งที่มันอยู่นอก Comfort Zone เราทั้งหมด 3 อย่าง ยิ่งเริ่มเร็ว ความมั่นใจก้อจะเพิ่มเร็วนะ แถมโอกาสดีๆในชีวิตอาจมาแบบไม่รู้ตัวด้วย 4) ออกกำลังกาย อยากมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นใช่มั๊ย งั้นต้อง “ออกกำลังกาย” เพราะว่าการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลังสาร Ensorphins ซึ่งเป็นสารในสมองที่ทำให้เรารู้สึกดี เมื่อเรารู้สึกดีจากภายในแล้ว ภายนอกเราก้อจะดูดีไปด้วย และความมั่นใจมันก้อมาจากตรงนี้แหละ 5) กินให้ถูกหลัก รู้จักสารที่ชื่อ Serotonin มั๊ย มันเป็นสารที่ผลิตจากไตของเราที่ทำให้เรามีความสุด เพราะฉะนั้นการทำงานของไตจึงขึ้นอยู่กับอาหารการกินของเรา ถ้าใคร Diet ไม่ดีก้ออาจทำให้เค้ารู้สึกหดหู่ ไม่สดใสได้ และไอความรู้สึกพวกนี้แหละตัวการที่จะทำให้ความมั่นใจของเราลดลงสุดๆเลย เพราะฉนะนั้นเราควรพยายามหลีกเลี่ยงอาหารแปรกระบวน อาหารที่น้ำตาลสูงและแป้งเยอะ จำไว้นะว่าถ้าเรากินอาหารเพื่อสุขภาพ มันก้อจะทำให้สุขภาพจิตดีไปด้วย

การตั้งเป้าหมาย

เขียนจุดแข็งของคุณ มันเป็นงานที่ง่ายที่จะช่วยให้คุณมีความคิดหรือมุมมองแง่บวกในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยรักษาความมั่นใจไว้ แน่นอนว่าคุณมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพัฒนา ทุกคนก็เช่นกัน แต่บ่อยครั้ง การขาดความมั่นใจก็มาจากการขาดการเคารพตัวเอง การจดจุดแข็งในชีวิตของคุณสามารถช่วยให้คุณผ่านจุดด้อยไปได้ 3 สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณควรมี ทักษะหรือพรสวรรค์: มันไม่จำเป็นต้องเป็นทักษะการแข่งขัน แค่หมายความว่าคุณรู้ทักษะหรือพรสวรรค์ของตัวคุณเองหรือยัง เช่น ด้านกีฬา ศิลปะ ธุรกิจ การสร้างสรรค์ บุคลิกลักษณะเฉพาะตัว: จดว่าคุณมีบุคลิกลักษณะอะไรที่ภูมิใจบ้าง เช่น คุณคิดว่าคุณเป็นคนชอบทำงานหนัก ห่วงใยผู้อื่น มีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ ผลสัมฤทธิ์: สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณทำสำเร็จและภูมิใจ บางทีอาจจะเป็นการแสดงคอนเสิร์ต พูดในที่สาธารณะ ทำเค้กวันเกิด หรือวิ่งแข่ง

รับมือกับอารมณ์ความรู้สึก

ความมั่นใจในตนเอง เป็นผลลัพธ์ของการผสมกันระหว่างความสามารถของตนเองและความภาคภูมิใจในตนเอง และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ ความสามารถของตนเองเป็นความรู้สึกจากภายใน หรือเป็นความเชื่อที่ว่าตลอดชีวิตของเรา เราสามารถทำภารกิจหรือบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้สำเร็จมากมาย ความภาคภูมิใจในตนเองก็คล้ายๆ กัน แต่จะเป็นเรื่องของการที่เราเชื่อว่าเรามีความสามารถที่จะทำอะไรก็ตามและเราสมควรได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยทั่วไปแล้ว คนที่มีความมั่นใจในตนเองนั้นพอใจกับการเป็นตัวเอง พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายด้านการงาน และมองอนาคตในแง่บวก อย่างไรก็ตาม คนที่ขาดความมั่นใจในตนเองนั้นมักคิดว่าเขาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของตนเองได้ และมักจะมองตัวเองและความใฝ่ฝันของตนในแง่ลบ แต่ว่าเรามีข่าวดีมาบอก ความมั่นใจในตนเองนั้นเป็นสิ่งที่คุณสามารถสร้างขึ้นมาเองได้! 1.ทำตัวให้คุ้นเคยกับความกลัว คุณอาจคิดว่าคนที่มีความมั่นใจในตนเองนั้นไม่เคยรู้สึกกลัว แต่นั่นไม่ใช่ความจริงเลย ความจริงก็คือคนที่มีความมั่นใจในตนเองไม่ยอมปล่อยให้ความกลัวมาขัดขวางพวกเขาต่างหาก บางทีความกลัวของคุณคือการพูดหน้าชั้น แนะนำตัวเองกับคนที่ไม่รู้จัก หรือขอเจ้านายขึ้นเงินเดือน 2.อดทนกับตัวเอง บางครั้งคุณต้องเดินถอยหลังเพื่อจะเดินหน้าต่อไป ความมั่นใจในตนเองนั้นไม่ได้สร้างกันง่ายๆ ชั่วข้ามคืน คุณอาจลองสิ่งใหม่ๆ แต่ไม่บรรลุจุดมุ่งหมายก็ได้ แต่ก็ลองคิดดูว่าคุณได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง การที่คุณไม่บรรลุจุดมุ่งหมายทันทีครั้งแรกที่พยายามนั้นเปิดโอกาสให้คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น ความมั่นใจในตนเองเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการทะนุบำรุงเอาใจใส่ให้ค่อยๆ เติบโต 3.สร้างจุดสมดุล เช่นเดียวกับทุกอย่างในชีวิตของเรา การสร้างความมั่นใจในตนเองนั้นอาศัยการรักษาความสมดุล ความมั่นใจที่น้อยเกินไปสามารถขัดขวางไม่ให้คุณบรรลุจุดมุ่งหมายของคุณได้และยังทำให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเองอีกด้วย คนที่มีความมั่นใจมากเกินไปก็ประสบปัญหาเดียวกัน เพราะพวกเขาประเมินเวลาและความพยายามที่ต้องใช้ในการบรรลุจุดมุ่งหมายต่ำเกินไป 4.หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ถ้าคุณต้องการสร้างความมั่นใจให้ตนเอง คุณจะต้องตั้งใจพัฒนาชีวิตของคุณให้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้ชีวิตคุณเหมือนกับชีวิตเพื่อนสนิทคุณ เหมือนชีวิตพี่ชายคุณ หรือเหมือนชีวิตเหล่าดาราที่คุณเห็นในโทรทัศน์ ถ้าคุณต้องการสร้างความมั่นใจให้ตนเอง คุณจำเป็นต้องระลึกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า โลกนี้มีคนที่หน้าตาดีกว่า ฉลาดกว่า ร่ำรวยกว่าคุณเสมอ ก็เหมือนกับการที่โลกนี้มีคนที่หน้าตาแย่กว่า ฉลาดน้อยกว่า และร่ำรวยน้อยกว่าคุณเสมอ ทั้งหมดนี่ไม่สำคัญเลย สิ่งที่คุณต้องใส่ใจคือการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายและความฝันของคุณ 5.ระบุชี้สิ่งที่ทำให้คุณไม่มั่นใจ เสียงในหัวของคุณพูดอะไรกับคุณ? อะไรทำให้คุณไม่สบายใจหรืออับอาย? นี่อาจเป็นได้ทุกอย่าง ตั้งแต่สิว ไปจนถึงความเสียใจต่อสิ่งในอดีต เพื่อนที่โรงเรียน หรือประสบการณ์ในอดีตที่เลวร้ายหรือทำให้บอบช้ำทางจิตใจ อะไรก็ตามแต่ที่ทำให้คุณรู้สึกไม่มีค่า อับอาย ด้อยกว่าคนอื่น จงระบุชี้มัน แล้วเขียนมันใส่กระดาษ จากนั้นคุณอาจฉีกหรือเผากระดาษนี้ทิ้ง คุณจะได้รู้สึกดีขึ้น 6.ไม่จมอยู่กับความผิดพลาด จำไว้ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบในทุกๆ เรื่อง แม้แต่คนที่มีความมั่นใจสูงยังมีเรื่องที่ตนไม่มั่นใจ ในบางช่วงของชีวิตเรา เราอาจรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่าง นี่คือความจริงของชีวิต คุณควรเรียนรู้ว่าชีวิตนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค และสิ่งเหล่านี้ที่ทำให้คุณไม่มั่นใจก็จะมาๆ ไปๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ที่จุดไหนของชีวิต อยู่กับใคร อารมณ์ของเราในตอนนั้นเป็นอย่างไร และเรารู้สึกอย่างไร พูดง่ายๆ ก็คือมันไม่คงอยู่เสมอไป ถ้าคุณทำผิดพลาด สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะทำได้ก็คือยอมรับว่าคุณทำพลาด กล่าวคำขอโทษ และพยายามไม่ทำพลาดซ้ำอีกในอนาคต 7.เลิกแสวงหาความสมบูรณ์แบบ การแสวงหาความสมบูรณ์แบบเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายของคุณ ถ้าคุณรู้สึกว่าทุกอย่างที่คุณทำต้องสมบูรณ์แบบ คุณจะไม่มีวันพอใจกับตนเองและสภาวะแวดล้อมของคุณ แทนที่จะแสวงหาความสมบูรณ์แบบในทุกสิ่งที่คุณทำ คุณควรเรียนรู้ที่จะภูมิใจในสิ่งที่คุณทำได้ ถ้าคุณมีความคิดยึดความสมบูรณ์แบบ สิ่งที่จะขัดขวางคุณไม่ให้พัฒนาเป็นคนที่มีความมั่นใจมากขึ้นก็คือตัวคุณเอง 8.พอใจในสิ่งที่คุณมี บ่อยครั้งที่ต้นตอของความไม่มั่นใจคือความรู้สึกว่าคุณมีบางอย่าง ไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เข้าใจคุณ สิ่งของนอกกาย โชคลาภ หรือเงินทอง แต่คุณสามารถต่อสู้กับความรู้สึกนี้ได้ด้วยการรับรู้ว่าคุณ มี อะไรบ้างและเห็นคุณค่าสิ่งที่คุณมี การค้นพบความสงบภายในใจที่มาพร้อมกับความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างแท้จริงในสิ่งที่ตนมี นั้นจะส่งผลดีอย่างมากต่อความมั่นใจของคุณ ลองนั่งคิดทบทวนสิ่งดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตคุณดูสิ ตั้งแต่เพื่อนที่ดี ไปจนถึงสุขภาพที่ดี

ปลูกฝังทัศนคติที่ดี

ความมั่นใจในตนเอง เป็นผลลัพธ์ของการผสมกันระหว่างความสามารถของตนเองและความภาคภูมิใจในตนเอง และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ ความสามารถของตนเองเป็นความรู้สึกจากภายใน หรือเป็นความเชื่อที่ว่าตลอดชีวิตของเรา เราสามารถทำภารกิจหรือบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้สำเร็จมากมาย ความภาคภูมิใจในตนเองก็คล้ายๆ กัน แต่จะเป็นเรื่องของการที่เราเชื่อว่าเรามีความสามารถที่จะทำอะไรก็ตามและเราสมควรได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยทั่วไปแล้ว คนที่มีความมั่นใจในตนเองนั้นพอใจกับการเป็นตัวเอง พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายด้านการงาน และมองอนาคตในแง่บวก อย่างไรก็ตาม คนที่ขาดความมั่นใจในตนเองนั้นมักคิดว่าเขาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของตนเองได้ และมักจะมองตัวเองและความใฝ่ฝันของตนในแง่ลบ แต่ว่าเรามีข่าวดีมาบอก ความมั่นใจในตนเองนั้นเป็นสิ่งที่คุณสามารถสร้างขึ้นมาเองได้! 1.ระบุชี้ความคิดเชิงลบของคุณ ความคิดเชิงลบของคุณอาจเป็นความคิดประมาณว่า “ฉันทำไม่ได้” “ฉันจะต้องล้มเหลวแน่นอน” หรือ “ไม่มีใครอยากฟังความคิดฉันหรอก” ถ้าเสียงในหัวของคุณพูดอะไรเช่นนี้ รู้ไว้ว่าการมองโลกในแง่ร้ายจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น และจะห้ามไม่ให้คุณมีความภาคภูมิในใจและความมั่นใจในตนเองอีกด้วย 2.แทนที่ความคิดเชิงลบด้วยความคิดเชิงบวก ในขณะที่คุณกำลังมีความคิดเชิงลบ พยายามเปลี่ยนมันเป็นความคิดเชิงบวกเสีย โดยอาจทำได้ด้วยการพูดความคิดเชิงบวกกับตัวเอง เช่น “ฉันจะลองทำดู” “ฉันจะประสบความสำเร็จถ้าฉันมุ่งมั่น” หรือ “คนอื่นจะฟังฉัน” เริ่มต้นด้วยการคิดบวกสักสามถึงสี่ครั้งในแต่ละวัน 3.ไม่ยอมให้ความคิดเชิงลบเกิดขึ้นในหัวมากกว่าความคิดเชิงบวก ท้ายที่สุดแล้ว ความคิดเชิงบวกควรจะครอบครอง “เนื้อที่สมอง” ของคุณมากกว่าความคิดเชิงลบ ยิ่งคุณพยายามตอบโต้ความคิดเชิงลบด้วยความคิดเชิงบวกมากเท่าใด คุณก็จะมีนิสัยคิดเชิงบวกมากขึ้นเท่านั้น 4.มีกลุ่มคนที่คอยสนับสนุนคุณ ติดต่อกับคนที่คุณใกล้ชิดสนิทสนมด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อน เพื่อที่คุณจะได้คงทัศนคติที่ดีเอาไว้ นอกเหนือจากนี้ อยู่ห่างๆ จากคนหรือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกแย่ 5.กำจัดสิ่งนอกกายที่ทำให้คุณนึกถึงความคิดเชิงลบ  เก่าๆ ของคุณ หลีกเลี่ยงการใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเองแบบเดิมๆ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเครื่องเตือนใจจากอดีต เสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้แล้ว หรือสถานที่ที่ขัดกับเป้าหมายของคุณที่จะสร้างความมั่นใจให้ตนเอง แม้ว่าคุณจะไม่สามารถกำจัดแหล่งที่มาของความคิดเชิงลบในชีวิตของคุณได้หมด แต่คุณสามารถหาวิธีหยุดรับความคิดเชิงลบไว้เพียงเท่านี้ได้ การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นใจให้ตนเอง 6.ระบุชี้ความสามารถพิเศษของคุณ ทุกคนมีความเก่ง แต่อาจเก่งในเรื่องที่ต่างกัน ฉะนั้นลองหาดูว่า คุณ เก่งในด้านใด แล้วมุ่งความสนใจไปที่ความสามารถพิเศษนั้นๆ ของคุณ ยอมให้ตัวเองภูมิใจกับความสามารถเหล่านั้น แสดงความเป็นตัวเองออกมา ไม่ว่าจะผ่านศิลปะ ดนตรี งานเขียน หรือการเต้น หาสิ่งที่คุณทำแล้วมีความสุข และฝึกฝนจนเกิดความสามารถพิเศษ 7.ภูมิใจในตนเอง คุณไม่ควรแต่ภูมิใจในพรรสวรรค์หรือความสามารถของคุณ แต่คุณควรคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ลักษณะเฉพาะตัวของคุณโดดเด่นด้วย อาจเป็นอารมณ์ขัน ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การเป็นผู้ฟังที่ดี หรือความสามารถที่จะรับมือกับความเครียด คุณอาจคิดว่าลักษณะเฉพาะตัวของคุณนั้นไม่มีอะไรน่าชื่นชมเลย แต่ถ้าคุณมองให้ลึกลงไป คุณจะพบว่าคุณมีลักษณะเฉพาะตัวที่น่ายกย่องอยู่มาก เขียนใส่กระดาษไว้เพื่อที่คุณจะได้ให้ความสนใจกับมันในภายหลัง 8.รับคำชมอย่างสง่างาม คนจำนวนมากที่ขาดความภูมิใจในตนเองมักประสบปัญหาเวลารับคำชม พวกเขาทึกทักเอาว่าคนที่ชมนั้นไม่คิดผิดก็โกหก ถ้าคุณเป็นคนที่ตอบรับคำชมโดยการเหลือกตาแล้วพูดว่า “ก็แย่ละ” หรือยักไหล่เพื่อแสดงความไม่สนใจ คุณควรหาวิธีตอบรับคำชมของคุณเสียใหม่ 9.มองกระจกแล้วยิ้ม งานวิจัยมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “facial feedback theory” เสนอว่าการแสดงออกทางสีหน้าของเราสามารถกระตุ้นให้สมองรับรู้อารมณ์ของเราหรือทำให้อารมณ์นั้นรุนแรงมากขึ้นได้ ดังนั้นถ้าคุณมองกระจกแล้วยิ้มทุกวัน คุณอาจมีความสุขมากขึ้นและมีความมั่นใจมากขึ้นในระยะยาว นี่จะทำให้คุณรู้สึกพอใจกับรูปร่างหน้าตาของคุณมากขึ้นด้วย และช่วยให้คุณยอมรับภาพลักษณ์ภายนอกของคุณ

วิธีสอนลูกให้เชื่อมั่นในตนเอง

17 วิธีสอนลูกให้เชื่อมั่นในตนเอง

เด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเองมักไม่กล้าเผชิญกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ หรือทำสิ่งใดๆ ที่ท้าทาย เพราะกลัวความล้มเหลวหรือกลัวทำให้คนอื่นผิดหวัง สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวถ่วงในการประสบความสำเร็จในอนาคตของลูกต่อไป ศัตรูของความเชื่อมั่นคือความท้อใจและความกลัว ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะคอยช่วยเสริมแรงและให้กำลังใจลูกสามารถก้าวผ่านสิ่งที่ยากๆ ในอนาคตได้ ซึ่ง นาตาเรีย วอเธอร์ ได้เขียนแนะนำไว้มี 17 วิธีดังนี้ 1. ชื่นชมกับความพยายามของลูก ไม่ว่าลูกจะแพ้หรือชนะ เมื่อเราโตมากขึ้นเราจะพบว่าระหว่างการเดินทางมีค่ามากกว่าจุดหมายปลายทาง เมื่อลูกตั้งเป้าหมายเพื่อที่จะชนะในการทำกิจกรรมบางอย่าง แต่ต้องสะดุดล้มหรือพลาดพลั้งไม่ไปถึงเส้นชัย ให้เราให้กำลังใจกับความพยายามของลูกนั้น อย่าทำให้ลูกรู้สึกอายเมื่อเขากำลังพยายาม ผลดีในระยะยาวคือลูกจะเรียนรู้ว่าความพยายามช่วยสร้างความมั่นใจได้อย่างมากทีเดียว 2. ฝึกการให้กำลังใจเพื่อสร้างความสามารถ ควรให้กำลังใจและเสริมแรงให้ลูกทำในสิ่งที่ลูกสนใจ เพราะจะทำให้ลูกไม่รู้สึกกดดันมมากจนเกินไป ฮาโมนี ชู นักเปียโนระดับโลกบอกในรายการทอล์กโชว์ของเอลเลน ว่า เธอฝึกเล่นเปียโนตั้งแต่ 3 ขวบ และเล่นได้ดีเพราะได้รับกำลังใจจากครอบครัว การฝึกความพยายามจะสร้างความเชื่อมั่นในการพัฒนาตนเองตามมา 3. ให้ลูกฝึกแก้ปัญหาด้วยตนเอง ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกเสมอ ลูกจะขาดทักษะในการพัฒนาด้านความเชื่อมั่นในการคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง เมื่อผู้ปกครองคอยช่วยเหลือตลอดเวลาลูกจะขาดวิธีรู้จักคิดแก้ปัญหาและความเชื่อมั่นในตนเองจะหมดไป นั่นหมายความว่า ยอมให้ลูกได้เกรด B หรือ C บ้างแทนที่จะได้เกรด Aตลอดในขณะที่ลูกกำลังเรียนรู้ในการแก้ปัญหาในการทำงาน 4. ให้ลูกแสดงพฤติกรรมตามวัย ไม่ควรมีความคาดหวังให้ลูกแสดงพฤติกรรมเหมือนผู้ใหญ่ เมื่อลูกรู้สึกว่าต้องแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมและถูกต้องตามที่พ่อแม่กำหนดเท่านั้นจะทำให้เห็นถึงมาตรฐานที่เป็นไปไม่ได้และจะไปลดความพยายามที่ลูกทำอยู่ การตั้งมาตรฐานที่ลูกไม่สามารถไปถึงได้จะลดความเชื่อมั่นของลูกลง 5. กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น การตั้งคำถามที่ไม่จบไม่สิ้น อาจทำให้ลูกรู้สึกเหนื่อยและเบื่อหน่าย แต่ความจริงแล้วไม่ควรเป็นอย่างนั้น ผู้ปกครองควรตั้งคำถามเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก เพื่อลูกจะเรียนรู้ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรามองไม่เห็นในโลกนี้อีกมากมายที่เรายังไม่ได้เรียนรู้ สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้ลูกมีความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น เด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่ตั้งคำถามให้เสมอๆ จะเรียนรู้ได้เร็วและดีกว่าเด็กที่พ่อแม่หาคำตอบให้ตลอดเวลา 6. ให้ลูกลองสิ่งท้าทายใหม่ๆ แสดงให้ลูกเห็นเป้าหมายที่เป็นความสำเร็จเล็กๆ เพื่อไปสู่ความสำเร็จของเป้าหมายใหญ่ๆ เช่น ขี่จักรยานโดยไม่ใช้ล้อเล็กฝึกการช่วยขี่ คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างความมั่นใจในตัวลูกเพิ่มขึ้นได้จากความรับผิดชอบตามวัย 7. หลีกเลี่ยงการซิกแซก หรือมีข้อยกเว้นให้ลูกเสมอ การให้สิทธิพิเศษทำให้ลูกขาดความเชื่อมั่น 8. ไม่วิพากษ์วิจารณ์การแสดงออกของลูก ไม่มีสิ่งไหนที่ทำให้ลูกท้อใจเท่ากับการวิพากษ์วิจารณ์ลูกในความพยายามของเขา การให้คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะสามารถทำได้บ้าง แต่อย่าบอกว่าลูกทำกิจกรรมนี้ได้แย่จริงๆ ถ้าลูกกลัวที่จะล้มเหลวเพราะกังวลว่าจะทำให้เราโกรธหรือผิดหวัง ลูกจะไม่กล้าทำสิ่งใหม่ การที่พ่อแม่วิพากษ์วิจารณ์ลูกบ่อยๆ จะทำให้ลูกรู้สึกหมดคุณค่าในตัวเองและหมดแรงจูงใจด้วย 9. ทำความล้มเหลวให้เป็นเกาะที่สร้างฐานการเรียนรู้ การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดช่วยสร้างความมั่นใจ แต่นั่นจะเกิดขึ้นได้เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทำข้อผิดพลาดเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้เติบโตและก้าวไป อย่าปกป้องลูกมากเกินไป ยอมให้ลูกล้มเหลวบ้างบางครั้งบางคราวเพื่อช่วยให้ลูกเกิดความเข้าใจ และมีการวางแผนที่ดีขึ้นในครั้งหน้า คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้จากข้อผิดพลาด 10. เปิดประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ ในฐานะผู้ปกครองเราควรช่วยเปิดโอกาสให้ลูกมีประสบการณ์ในโลกกว้างมากขึ้นเพื่อเปิดโลกทัศน์ในการเรียนรู้ การเปิดประสบการณ์ให้ลูกจะสอนให้ลูกรู้ว่า ไม่ว่าจะเจอประสบการณ์ซึ่งน่ากลัวที่เราไม่เคยเผชิญมาก่อนเราก็จะสามารถฝ่าฟันและเอาชนะมันได้ 11. สอนลูกว่าหากจะทำให้สำเร็จต้องรู้อะไรบ้าง คุณพ่อคุณแม่เป็นฮีโร่ในใจของเด็กๆจนกระทั่งลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ใช้โอกาสนั้นสอนลูกให้รู้จักวิธีการคิด การแสดงและการพูด เป็นตัวอย่างและแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก การที่ลูกเฝ้าดูความสำเร็จของเราแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน 12. อย่าบอกลูกเมื่อเรามีความกังวลใจกับลูก ผู้ปกครองที่กังวลใจมักแปลความหมายได้ว่าไม่เชื่อมั่น การแสดงความมั่นใจของผู้ปกครองจะส่งผลต่อความมั่นใจของเด็กด้วย 13. ให้กำลังใจลูกเมื่อลูกเผชิญความทุกข์ยากลำบาก ในชีวิตนั้นไม่มีความยุติธรรมและไม่มีอะไรที่ง่ายเสมอไปซึ่งลูกต้องเรียนรู้เข้าสักวันใดวันหนึ่ง เมื่อเราเผชิญกับความยากลำบาก คุณพ่อคุณแม่ควรชี้ให้เห็นว่าเมื่อเราทนต่อความยากลำยากได้จะช่วยสร้างให้เราปรับตัวในการรู้จักยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ลูกฟังว่าทุกถนนสู่ความสำเร็จจะต้องเผชิญกับขวากหนามบ้างอะไรบ้าง 14. คุณพ่อคุณแม่เสนอตัวที่จะเข้าช่วยเหลือและสนุบสนุนแต่ต้องไม่มากจนเกินไป การให้ความช่วยเหลือที่มากเกินไปและเร็วเกินไปจะลดความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองของลูก ควรให้ลูกช่วยเหลือตัวเองก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกมากขึ้น 15. ชมเชยในความกล้าหาญเมื่อลูกเริ่มลองสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทีมบาสเกตบอลหรือการลองเล่นโรลเลอร์สเก็ต ผู้ปกครองควรที่จะชมและให้กำลังใจเมื่อลูกทำสิ่งใหม่ๆ โดยพูดคำชมง่ายๆ เช่นเก่งมากที่กล้าลองสิ่งใหม่ๆ ความสบายมาจากการที่เราติดยึดกับสิ่งเก่าๆ แต่ความกล้าหาญมาจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม 16. ฉลองความตื่นเต้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เด็กๆ มองดูและเรียนรู้ว่าพ่อแม่รู้สึกอย่างไรต่อสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับเขา ถ้าเราตื่นเต้นกับวิธีการว่ายน้ำ หรือการพูดภาษาใหม่ๆ เด็กๆ ก็จะรู้สึกตื่นเต้นด้วย การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ยากและหากทำให้ประสบความสำเร็จ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการฉลองความสำเร็จช่วยให้ลูกโตขึ้น 17. เป็นผู้ปกครองแบบเข้าใจลูก ไม่บังคับหรือเข้มงวดจนเกินไป หากเราเข็มงวดกับลูกมากเกินไป จะทำให้ลูกขาดความมั่นใจและลดความเชื่อมั่นลง การทำตามคำสั่งตลอดเวลาจะทำให้ลูกขาดความกล้า การสร้างลูกให้มีความเขื่อมั่นจะทำให้ลูกเป็นคนสร้างสรรค์และกล้าพูดคำว่า “ไม่ได้” ต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้องเช่นกล้าปฏิเสธต่อผู้ที่มาหยิบยื่นสิ่งเสพติดต่างๆให้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องยอมให้ลูกรู้จักลองผิดลองถูกเพื่อสร้างลูกให้เป็นคนดีและคนเก่งในอนาคต เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

8 วิธีเลี้ยงลูก สร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกน้อย

8 วิธีเลี้ยงลูก สร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกน้อย

ความมั่นใจในตัวเอง เป็นสิ่งที่ทำให้คนเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องรู้สึกกังวล หรือกลัวสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามา ซึ่งความมั่นใจในตนเอง รวมไปถึงความภาคภูมิใจในตนเองนั้น เป็นสิ่งที่ต้องมีการสั่งสมมาตั้งแต่ในวัยเด็ก โดยเด็กที่มีความมั่นใจในตนเองจะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ ๆ ในสังคมได้ มีความอดทนต่อความกดดัน ความเครียด และความขัดแย้งในชีวิตได้ดี รู้จักวิธีแก้ไขปัญหา เป็นคนมองโลกในแง่ดี ซึ่งต่างจากเด็กที่ขาดความมั่นใจ มักเป็นเด็กที่ขี้กลัว วิตกกังวล และเกิดความเครียดต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้ง่าย คุณพ่อคุณแม่หลายท่านจึงพยายามที่จะฝึกสอนให้ลูกของตนเองเติบโตเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตนเอง เป็นคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย และสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในชีวิต เพื่อที่เขาจะสามารถใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างมีความสุข สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างง่าย ๆ ซึ่งการที่เด็กจะเกิดความมั่นใจในตนเองได้นั้น เขาต้องรู้สึกว่าตัวเขาดีพอ และเป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ เขาจึงเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเขาเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรส่งเสริมและปลูกฝังลักษณะนิสัย รวมถึงเสริมสร้างความมั่นใจ และความภาคภูมิใจให้กับลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดี สนับสนุนพฤติกรรมด้านบวก และสนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจ โดยมีผู้ใหญ่คอยดูอยู่ห่าง ๆ 1. ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น การยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น รวมถึงการสนับสนุนในสิ่งที่เขาชอบ ถือเป็นการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกได้อีกวิธีหนึ่ง โดยเริ่มจากให้เขาได้ตัดสินใจในกิจวัตรประจำวันที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เช่น การเลือกเสื้อผ้า และกิจกรรมที่เขาอยากทำ เมื่อเขาได้ทำในสิ่งที่ชอบก็จะช่วยให้เขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้เรียนรู้การแก้ไขปัญหาและการเจรจาต่อรองกับเพื่อนฝูง ทั้งยังช่วยให้เขารู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้เลือกทำอีกด้วย นอกจากนี้การถามความเห็นและการตัดสินใจจากลูกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะช่วยให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า ช่วยส่งเสริมความมั่นใจ และช่วยให้เขาได้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา 2. เข้าใจความรู้สึกของลูก การรับรู้และเข้าใจในความรู้สึกของลูก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกใดก็ตาม เช่น เมื่อลูกดีใจที่ขี่จักรยานได้เป็นครั้งแรก หากคุณพ่อคุณแม่แสดงความชื่นชมยินดีไปกับลูกด้วยนั้น ลูกก็จะเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ค่ะ แต่หากลูกมีปัญหาอะไรในใจ ก็ควรพร้อมรับฟังและร่วมแบ่งปันความรู้สึกนั้น ๆ กับลูกด้วย เช่น บางครั้งที่ลูกร้องไห้งอแง กรีดร้องไม่ได้ดั่งใจ คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งดุว่าลูกแรง ๆ แต่ควรพูดคุยและถามไถ่กันด้วยเหตุผล ทำให้เขารู้ว่าเราเข้าใจความรู้สึกหงุดหงิดของเขานะ พร้อมกับสอนให้เขารู้จักรับมือและการแสดงอารมณ์ที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้เขาเข้าใจตัวเอง และเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองขึ้นมาค่ะ 3. แสดงความรักให้ลูกเห็นอยู่เสมอ ความรักคือสิ่งพื้นฐานที่ช่วยทำให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีความสุข ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกิดความมั่นใจในตนเองได้อย่างง่าย ๆ แค่มอบความรักให้แก่กันและกันค่ะ เพียงคุณพ่อคุณแม่ให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก ทำให้เขารู้สึกว่าพ่อแม่รักเขาในแบบที่เขาเป็น รักโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ไม่ว่าลูกจะอยู่ในช่วงเวลาที่ดีหรือไม่ดี หรือ อาจทำเรื่องผิดพลาด พยายามทำให้ลูกรู้สึกว่ายังมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ข้าง ๆ เสมอ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กรู้สึกว่าเป็นที่ต้องการ เป็นที่ยอมรับ และรู้สึกมีค่าสำหรับพ่อแม่ เกิดเป็นความรู้สึกดีต่อตัวเอง รู้สึกมั่นใจในตัวเอง และพอใจตัวเองในแบบที่เป็น 4. สอนลูกให้คิดบวก ความมั่นใจในตัวเองเริ่มต้นได้จากความคิด หากคิดในแง่บวก มองโลกในแง่ดี คิดว่าเราต้องทำได้ ก็จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยคุณพ่อคุณแม่พยายามส่งเสริมให้ลูกเชื่อในตัวเองพร้อมกับให้กำลังใจด้วยการแสดงความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา ช่วยกระตุ้นความคิดในแง่บวกและสร้างความมั่นใจให้กับเขาว่า “ลูกทำได้” หรือ “ลูกทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” ซึ่งเป็นคำพูดที่ช่วยยืนยันว่าเขาทำได้ดี ทำให้เด็กรู้สึกอยากที่จะทำสิ่งนั้นต่อไป ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการวิจารณ์หรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะจะทำให้ลูกหมดกำลังใจและเสียความเชื่อมั่นในตนเองได้ค่ะ 5. ให้ลูกหัดทำอะไรด้วยตัวเอง คุณพ่อคุณแม่อาจหากิจกรรมให้เขาลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง โดยสังเกตจากความชอบและความถนัดของลูก เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ยากเกินความสามารถในช่วงวัยของเขา ไม่ว่าจะเป็นการติดกระดุมเสื้อ การผูกเชือกรองเท้า หรือการทานข้าวเอง เมื่อเขาทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองได้อย่างง่าย ๆ ถึงแม้ว่าการฝึกหัดในช่วงแรก ๆ อาจใช้เวลามากหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ออกมารับรองว่าคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอนค่ะ 6. ให้ลูกช่วยทำงานบ้าน ความมั่นใจในตัวเองของลูก จะถูกกระตุ้นและพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเขารู้ว่ามีคนให้ความเชื่อมั่นในตัวเขา โดยคุณพ่อคุณแม่อาจมอบหมายงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เขาทำ ซึ่งนับเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่เขาต้องทำให้ได้ ทั้งยังถือเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตัวเด็กเอง ทำให้เขารู้สึกภูมิใจและอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เมื่อลูกทำสำเร็จก็ควรชื่นชมลูกตามเหมาะสม ไม่มากจนเกินไป จะช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าเขาเป็นคนดีมีคุณค่า รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง และอยากทำดีอีกต่อไป แต่หากลูกทำงานพลาด คุณพ่อคุณแม่ก็ควรแนะนำให้เขารู้จักหาทางแก้ไขด้วยตัวเองดีกว่าการดุด่า ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองและเป็นการพัฒนาทักษะทางความคิดของลูกได้อย่างดีค่ะ 7. ให้ลูกเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง เมื่อลูกทำผิด หรือทำอะไรที่ไม่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ควรพูดกับเขาด้วยเหตุผล และถามสาเหตุว่าทำไมจึงทำแบบนั้น พร้อมแนะนำให้เขารู้จักแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้เขาได้รับบทเรียนจากการกระทำในครั้งนี้ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรตำหนิลูกด้วยถ้อยคำรุนแรงและบ่อยครั้ง เพราะจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับตัวเอง กลายเป็นคนไม่มั่นใจ ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าได้ 8. เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก การเป็นตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอนเสมอ ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะสั่งสอนลูกมากมายขนาดไหน ก็ไม่เท่ากับการที่คุณปฏิบัติให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่าง เพราะเมื่อลูกเห็นในสิ่งที่คุณทำ เขาก็จะเกิดการเลียนแบบและอยากทำตาม ดังนั้นถ้าอยากให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ก็ควรเป็นตัวอย่างและเป็นแนวทางที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับลูกด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ว่าทุกคำพูด และทุกการกระทำในแต่ละวิธีเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองของลูกที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ล้วนแต่เป็นแนวทางการสร้างคุณค่าในตนเองของลูกทั้งนั้น ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วยตัวเอง ให้เขาได้มีโอกาสลองผิด ลองถูก โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยให้คำแนะนำ และให้กำลังใจอยู่เสมอ เมื่อเขาเติบโตขึ้นก็จะเป็นคนที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มีความมั่นใจในตนเอง และสามารถช่วยเหลือตัวเองในสังคมได้อย่างปกติสุขนั่นเองค่ะ

สร้างความมั่นใจในการพูดสาธารณะ

เทคนิคในการสร้างความมั่นใจในการพูดสาธารณะ

ต้องยอมรับว่าการพูดในที่สาธารณะสำหรับใครหลายๆคนเป็นเรื่องที่ยาก ถึงขั้นกลัวการพูด ต้องมีการหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญสถานการณ์ดังกล่าวเลยทีเดียว ดังนั้นเราจะมาพูดถึงทักษะการพูดในที่สาธารณะ ที่จะช่วยให้เราพูดในที่สาธารณะได้ดีขึ้น ทั้งนี้จะแบ่งเทคนิคออกเป็นสองช่วงคือ ระยะสั้นและระยะยาว 1.ระยะสั้น – เตรียมพร้อมก่อนการนำเสนอ การพูดที่ดี เริ่มมาจากการรู้ในเรื่องที่เราจะพูด ทั้งนี้เมื่อเรามีความรู้ในเรื่องดังกล่าว เราก็จะมีความมั่นใจ ไม่ประหม่า ทำการการพูดเป็นไปได้อย่างง่าย ไม่ติดขัด – วิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง กลุ่มผู้ฟังนับเป็นเรื่องสำคัญ ลองมองภาพถ้าเรากำลังจะบรรยายความรู้ให้กับวัยรุ่น แต่พูดในเชิงเนื้อหาหรือศัพท์เฉพาะมากเกินไป ไม่มีการยกตัวอย่าง หรือ ไม่มีเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเข้าใจได้ง่าย อาจเกิดความน่าเบื่อได้ – สร้างความเป็นกันเองกับผู้ฟัง ดังที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อเราวิเคราะห์ผู้ฟังแล้ว การสร้างความคุ้นเคยกับผู้ฟัง อาทิ มีอารมณ์ขันหรือมุขตลกก็อาจช่วยให้เราลดความตื่นเต้นลงไปได้มาก – สร้างความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ หากสถานที่และบุคลากรเอื้ออำนวย ควรไปถึงสถานที่ก่อนเวลาเพื่อสร้างความคุ้นเคยหรือเตรียมอุปกรณ์ เมื่อถึงเวลาจริงจะได้ไม่ประหม่าหรือติดขัดเวลาที่ทำการพูด – สังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟัง คงเป็นเรื่องไม่ดีแน่ ถ้าหากขณะที่เรากำลังพูด มีผู้ฟังกำลังหลับ ดังนั้นควรสังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟังอยู่เสมอ เพื่อจะได้หาโอกาสแก้ไขสถานการณ์ต่อไป -อย่าท่องจำหรือใช้วิธีอ่านให้คนฟัง ควรทำการเตรียมเรื่องที่จะพูดมาก่อน ทั้งนี้ การที่อ่านหรือว่าท่องจำ เพราะกลัวหลุดเกี่ยวกับเรื่องที่จะพูดนั้นโดยที่ไม่สนใจใคร ไม่เปิดโอกาสให้ซักถาม คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ – ลืมความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หากในขณะที่ทำการพูด เกิดข้อผิดพลาด พยายามอย่าเก็บมาคิดมาใส่ใจ หากมีการกังวลเกี่ยวกับข้อผิดพลาดดังกล่าว อาจทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าที่คิด ให้พูดต่อให้จบ เมื่อพูดเสร็จแล้ว ค่อยมาทบทวนในสิ่งที่ทำพลาด และหาทางแก้ไขในโอกาสหน้า 2.ระยะยาว – การพัฒนาการพูดและการอ่านออกเสียง ก่อนที่จะพูดให้คนอื่นฟังนั้น เราควรพัฒนาการพูดและการอ่านของเราให้ถูกต้องเสียก่อน คนที่พูดออกเสียงได้ดี มีความมั่นใจ มักจะพูดในที่สาธารณะได้ดี เช่น การอ่านออกเสียง ควรหานิยาย นิทาน หรือหนังสือ มาลองอ่านออกเสียง ลองอ่านโดยเน้นจังหวะ เสียงสูง ต่ำ ให้ถูกต้อง การอ่านอย่างถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญ คำบางคำหรือแม้กระทั่งควบกล้ำ ร เรือ ล ลิงต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งนี้จงจำไว้ว่าการพูดในที่สาธารณะคือการพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก หลักภาษาจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก – ฝึกการพูดและท่าทางเวลาพูด เมื่อเราได้ลองพูดตามหลักอย่างถูกต้องแล้ว เรื่องต่อมาคือเรื่องของท่าทางทั้งนี้ ครอบคลุมถึงเรื่องของจังหวะและระดับน้ำเสียง ซึ่งวิธีการฝึกคือ การฝึกหน้ากระจก ทั้งนี้ในขณะที่เราพูด ก็สามารถที่จะสำรวจตัวเองได้ด้วยว่า ท่าทางในการพูดของเราเป็นอย่างไร สร้างความมั่นใจให้กับเราได้มากขึ้นด้วย รวมทั้งการอัดเสียงของตัวเองในขณะที่พูด เพื่อที่จะได้ทราบว่าน้ำเสียงของเราเป็นอย่างไร จังหวะการพูดเป็นอย่างไร ช้า หรือ เร็ว – ฝึกพูดกับคนในครอบครัวและเพื่อนๆ เนื่องจากว่าคนในครอบครัว หรือ เพื่อนๆเป็นคนที่เราคุ้นเคย เค้าสามารถที่จะวิจารณ์เราได้อย่างตรงไปตรงมา – ฝึกพูดในที่ชุมชน หรือ เริ่มจากสถานที่เล็กๆก่อน จะช่วยให้เราทราบถึงข้อดี ข้อเสีย และข้อควรปรับปรุงที่จะต้องแก้ไข เมื่อต้องพูดในสถานที่ ที่ใหญ่มากกว่านี้ได้

สร้างความมั่นใจในการพูด

เคล็ดลับ 5 ข้อเพื่อสร้างความมั่นใจในการพูด

คนที่พูดมาก ไม่ได้แปลว่าพูดเก่งเสมอไป หรือแม้จะมีความหมายใกล้เคียงกันมาก แต่ก็ยังไม่เท่ากับการ “พูดดี” ผู้ที่อยู่ในขั้นพูดดีนั้นคือผู้ที่ใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม พูดถูกกาลเทศะ พูดจาไพเราะน่าฟัง และอาจถึงขั้นพูดได้อย่างมีชั้นเชิงแพรวพราว แต่จะทำ อย่างไรให้พูดได้ดี และขจัดความประหม่าเวลาที่จะต้องพูดในที่สาธารณะ เราจึงมีเคล็ดลับสำคัญ 5 ข้อมาฝากกันค่ะ เคล็ดลับข้อ 1 มั่นใจด้วยการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี ความไม่พร้อม หรือความไม่รู้ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจค่ะ ถ้าไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ไม่เข้าใจเรื่องที่พูด ก็จงทำการบ้านให้หนัก เตรียมข้อมูลให้มากที่สุด มากกว่าที่จะต้องใช้ และทำการบ้านด้วยว่างานที่จะต้องไปพูดนั้นเป็นงานอะไร ใครจัด ใครฟัง และคาดหวังอะไรจากเรา เพื่อจะได้เตรียมตัวให้ถูกกาลเทศะ ไม่ทำให้ผู้เชิญต้องผิดหวัง เคล็ดลับข้อที่ 2 มั่นใจด้วยสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง คงไม่ดีแน่ถ้าท่านใช้ร่างกายอย่างหักโหม อดหลับอดนอนมาก่อนถึงวันที่จะต้องพูดในที่สาธารณะ หน้าตาที่ทรุดโทรม เสียงที่แหบพร่า และพลังงานที่อ่อนล้าจะทำให้ คุณขาดความมั่นใจไปแทบหมด และสิ่งที่สุดวิสัยอย่างยิ่งคือการเจ็บป่วยกะทันหันก่อนถึงวันงาน ดังนั้น หากจะเอาดีด้านการพูด ก็จงดูแลสุขภาพร่างกายให้ดีอย่างสม่ำเสมอค่ะ เคล็ดลับข้อที่ 3 มั่นใจด้วยการแต่งกายดี เนื่องจากการพูดในที่สาธารณะ หรือไปออกรายการโทรทัศน์ เราจะต้องอยู่ท่ามกลางสายตาของคนหมู่มาก ดังนั้น จงให้ความใส่ใจในรายละเอียดของการแต่งกาย ตั้งแต่การแต่งกายแบบไหนที่เจ้าภาพระบุไว้ในบัตรเชิญ หรือผู้จัดงานต้องการให้แต่งกายตามสีหลักของงาน หรือเข้ากับฉากโทรทัศน์อย่างไรหรือไม่ การพูดของท่านต้องยืนหรือนั่ง(ควรรู้แม้กระทั่งนั่งเก้าอี้แบบไหนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะสุภาพสตรี ที่บางทีใส่กระโปรงคลุมเข่าแบบสุภาพแล้ว แต่ไปเจอโซฟาหรือเก้าอี้ที่นั่งแล้วกระโปรงเลิกขึ้นไปถึงขาอ่อน แบบนี้ก็เสียความมั่นใจ ต้องนั่งกระมิดกระเมี้ยนไปตลอดการพูด) ความสะอาดเรียบร้อยของเสื้อผ้าก็เช่นกัน เพราะเป็นตัวบ่งบอกว่าท่านดูแลตัวเองดีแค่ไหน ส่วนการแต่งหน้าทำผม ก็เป็นองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากๆเพราะ จะทำให้ท่านมั่นใจหรือสูญเสียความมั่นใจก็ได้ เคล็ดลับข้อที่ 4 มั่นใจจากจินตนาการ สู่ความมั่นใจในการพูด อยากให้ผู้พูดที่ประหม่า แข้งขาสั่น เหงื่อแตก มือเย็นไปหมด เวลาที่จะต้องพูดต่อหน้าคนหมู่มาก ใช้จินตนาการเป็นตัวช่วยค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้เพ้อเจ้อ แต่เป็นเคล็ดลับสำคัญของบรรดานักแสดงมืออาชีพ และนักพูดที่มีชื่อเสียงมากมาย หากเราเชื่อว่าเรามั่นใจ หรือแสดงท่าทางที่มั่นใจออกมา ร่างกายของเราจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง และสั่งการให้เรามั่นใจจริงๆ ดังนั้น หากเราเชื่อว่าเราทำได้ เราพูดต่อหน้าคนหมู่มากได้ดี และทุกคนต้องการฟังเราพูด เราก็จะเริ่มต้นพูดจากความรู้สึกเช่นนั้นได้เอง เคล็ดลับข้อที่ 5 มั่นใจจากการฝึกฝนจนชำนาญ เมื่อทำตามเคล็ดลับทั้ง 4 ข้อมาแล้วข้อสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งค่ะ นั่นก็คือการฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน จนเกิดความชำนาญ เพราะไม่มีทักษะความสามารถใดได้มาโดยไม่ฝึกฝน เหมือนคนที่จะฝึกว่ายน้ำให้เป็น มีหนทางเดียวก็คือต้องลงน้ำ จะพูดให้ได้ดี ก็เช่นกัน เราต้องฝึกพูด และหาโอกาสพูดต่อหน้าคนหมู่มากอยู่เสมอนั่นเองค่ะ

การสร้างความมั่นใจและแก้ไขความประหม่า

การสร้างความมั่นใจและแก้ไขความประหม่า

เมื่อผู้พูดขาดความมั่นใจ ก็มักจะมีอาการประหม่า หรือตื่นเวทีปรากฏออกมาให้เห็น เราไม่สามารถทำให้ความรู้สึกประหม่าหายไปได้โดยเด็ดขาด แต่เราอาจจะควบคุมไว้ ทำให้ ลดน้อยลงได้ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดยพิจารณาถึงเหตุผล การหาประสบการณ์ การสร้างความอดทน การเตรียมเรื่องมาอย่างดี และการหาอุปกรณ์ประกอบการพูด เป็นต้น สาเหตุของความประหม่า 1. มองเห็นจุดอ่อนของตนเองมากเกินควร ย่อมทำให้เกิดความวิตกกังวลมาก ไม่กล้าแสดงตนต่อหน้าคนอื่น เมื่อเกิดความไม่กล้า ความประหม่าก็เกิดตามมาทันที 2. เกิดความขัดแย้งภายในตนเอง มีผลทำให้เกิดความว้าวุ่นใจ หรือวิตกกังวล จนกลายเป็นความประหม่า เวลาที่จะไปพูดในโอกาสสำคัญ ๆ ก็ปรารถนาจะประสบความสำเร็จ ในการพูด ต้องการพูดให้ดี ให้คนฟังสนใจและพอใจ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความกลัวว่าการพูดนั้นจะล้มเหลว คนฟังจะเบื่อ ไม่ได้รับประโยชน์ หรือหัวเราะเยาะในใจเอาได้ เหล่านี้ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในตนเองขึ้น 3. วาดภาพในใจไว้อย่างผิด ๆ ผู้พูดบางคนวาดภาพไว้ว่า ผู้ฟังที่ตนจะไปพูดนั้นคงจะฟังอย่างเพ่งเล็ง คอยจับผิดทุกคำพูด หากตนพูดอะไรผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจะถูกนำไปวิพากวิจารณ์อย่างมาก ทำให้เกิดความหวาดกลัวจนกลายเป็นความประหม่าตื่นเต้นได้ วิธีการแก้ไขความประหม่าตื่นเต้นไม่ให้เป็นอุปสรรคแก่การพูด ข้อปฏิบัติเพื่อเอาชนะความประหม่าเวทีให้ได้ผล และสร้างความมั่นใจในตนเอง มีวิธีปฏิบัติดังนี้ 1. เตรียมซ้อมเรื่องที่จะพูดมาให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ใช่ท่องจำทุกคำพูด ทว่าเป็นการแม่นยำในเนื้อหาสาระ และมีความคล่องตัวพอที่จะพูดให้ได้เนื้อหาสาระดังกล่าว 2. ให้ความสนใจในเรื่องราวที่เราจะพูดให้มากพอ เพ่งความสนใจให้ออกไปจากตัวเรา อย่าเพ่งความสนใจมาที่ตัวเราเองให้มากนัก 3. หาข้อมูลเกี่ยวกับคนฟังให้มากพอ เพื่อจะได้ดัดแปลงเรื่องที่เราพูดให้เหมาะสม กับคนฟังให้มากที่สุด 4. ขณะที่พูด พยายามพูดกับคนฟังให้ทั่วถึง ยิ่งจับตาคนฟังให้ทั่วถึงมากเพียงไร ความกลัวก็จะหายไป 5. พยายามทรงตัวให้ดีขณะที่พูด การทรงตัวที่สมดุลย์ จะทำให้ผู้พูดรู้สึกมั่นใจขึ้น 6. ตั้งใจให้มั่นคงเสมอว่า เราจะพยายามพูดให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งที่สุด เท่าที่จะทำได้ เมื่อความตื่นเต้นหายไป ร่างกายของเราก็จะรู้สึกปลอดโปร่ง เกิดความมั่นใจที่จะช่วยเสริมสมรรถภาพในการพูดได้อย่างดียิ่ง