Category: การเข้าสังคม

สอนลูกอย่างไรให้มีทักษะการเข้าสังคมกับเพื่อนๆได้

สอนลูกอย่างไรให้มีทักษะการเข้าสังคมกับเพื่อนๆได้

พ่อแม่หลายคนคงมีปัญหาเกี่ยวกับลูกที่เข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ เล่นกับเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือรุ่นพี่ไม่เป็น ชอบเล่นอยู่คนเดียว สิ่งนี้เป็นปัญหานะคะ! และเป็นปัญหาที่พ่อแม่ส่วนมากลำบากใจเหลือเกินเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรให้ลูกเข้าสังคม อยู่ร่วมกับผู้อื่นเป็น แล้วจะสอนลูกอย่างไรให้เข้าสังคมกับเพื่อนคนอื่นๆได้ มีแนวทางให้ดังนี้ค่ะ ทำไมเด็กต้องรู้จักเข้าสังคม ทำไมต้องรู้จักเล่นกับผู้อื่น? ยังมีพ่อแม่บางคนที่ยังไม่เห็นถึงความสำคัญตรงจุดนี้ ลองนึกดูง่ายๆค่ะ ว่าถ้าเด็กอยู่เล่นรวมกันหลายๆคน จะเกิดอะไรขึ้นบ้างเช่น เล่นต่อสู้กัน ทะเลาะกัน ร้องไห้ แย่งของเล่น แบ่งขนมกันกิน สิ่งเหล่านี้เกิดจากอารมณ์ต่างๆทั้งสิ้น ในสังคมปัจจุบันเด็กจะเห็นถึงพฤติกรรมทางด้านการแสดงออกของอารมณ์อีกมากมายหลายแบบ ซึ่งถ้าต้องการฝึกให้ลูกรับรู้ก็ควรฝึกตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อลูกเริ่มได้เล่นกับคนอื่น ก็ลองสังเกตพฤติกรรมและความรู้สึกของลูก ถ้าลูกโตพอจะรู้ภาษาก็ลองสอบถามถึงความรู้สึกของลูกดู ว่ารู้สึกอย่างไร เมื่อถูกแย่งของเล่น หรือ เห็นเด็กคนอื่นร้องให้ เป็นต้นค่ะ เมื่อลูกเริ่มปรับตัวเข้ากับเพื่อนได้ควรแนะนำลูกให้ดี เมื่อลูกเริ่มจะเล่นกับคนอื่นได้ และมองดูเด็กแต่ละคนแสดงออก คุณควรแนะนำลูกให้ไปในทางที่ดี ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหน ไม่ควรทำ อธิบายเหตุผลของผลพวงที่จะตามมาจากการกระทำเหล่านั้นเช่น ถ้าหนูไปแย่งของเล่นเพื่อน เพื่อนคนนั้นอาจจะร้องไห้ และถ้ามีคนมาแย่งของเล่นหนู หนูจะรู้สึกอย่างไร สำหรับการเข้าสังคมของเด็กวัยหัดเดินอาจจะเป็นแค่การได้เล่นร่วมกัน ได้เล่นของเล่น แบ่งของเล่นกันเล่น ยังไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกอะไรมากมายนัก แต่ถ้าเป็นเด็ก ประมาณ 2 ขวบขึ้นไป อาจจะมีการสอนเรื่องการเล่นร่วมกันกับเด็กคนอื่นได้รู้เรื่องมากกว่า แต่อย่างไรแล้วพ่อแม่ควรเริ่มให้ลูกได้เล่นกับคนอื่นตั้งแต่ยังเด็กๆ ตั้งแต่เริ่มคลานหรือหัดเดินเลยนะคะ

มารยาทในการอยู่ร่วมกันในสังคม

มารยาทในการอยู่ร่วมกันในสังคม

ไปลา มาไหว้ มารยาทไทยที่เป็นวัฒนธรรมการทักทายเวลาพบปะกันหรือลาจากกัน ” การไหว้ “ เป็นการแสดงถึงความมีสัมมาคารวะและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากการกล่าวคำว่า ” สวัสดี “ แล้วยังแสดงออกถึงความหมาย “การขอบคุณ” และ ” การขอโทษ “ การไหว้เป็นการแสดงมิตรภาพ มิตรไมตรี ที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ซึ่งนับวันจะค่อย ๆ เลือนลางออกไปจากสังคมไทย ด้วยเยาวชนไทยส่วนใหญ่รับเอาวัฒนธรรมต่างชาติมายึดถือปฏิบัติ เช่น การทักทายกันด้วย การจับมือ ด้วยการผงกหัวหรือพยักหน้าต้อนรับกัน โดยปกติความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นวัฒนธรรมไทยที่แสดงความเคารพด้วยการไหว้ผู้อาวุโส หรือการรับไหว้ผู้อาวุโสน้อย ปัจจุบันกลายเป็นวัฒนธรรมที่เกิดเฉพาะกลุ่ม แทนที่จะเป็นวัฒนธรรมในสังคมของคนทุกชนชั้น ด้วยสาเหตุที่เยาวชนไทยมองข้ามวัฒนธรรมไทยที่ดีงามถูกต้อง มารยาทในสังคมไทยจึงผิดเพี้ยนไป สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้จัดการเผยแพร่ความรู้เรื่องมารยาทไทยอย่างต่อเนื่อง และได้หยิบยกมารยาทในการพบปะสมาคมในสังคมที่สำคัญมีดังนี้ 1. การรู้จักวางตน ต้องเป็นคนมีความอดทน มีความสงบเสงี่ยม ไม่แสดงกิริยาก้าวร้าว อวดรู้ อวดฉลาด อวดมั่งมี และไม่ควรตีตัวเสมอผู้ใหญ่ แม้ว่าจะสนิทสนมหรือคุ้นเคยกันสักปานใดก็ตาม 2. การรู้จักประมาณตน มีธรรมของคนดี 7 ได้แก่ รู้จัก เหตุผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน และบุคคล โดยไม่ทำตัวเองให้เด่น เรียกร้องให้คนอื่นสนใจ หรือสร้างจุดสนใจในตัวเรามากเกินไป ตัวอย่าง คำเตือนของหลวงวิจิตรวาทการที่กล่าวไว้ว่า “จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน” 3. การรู้จักการพูดจา ต้องไม่ทักทายปราศรัยกับคนด้วยคำพูดที่จะทำให้คนเขาเกิดความอับอายในสังคม และ ไม่คุยเสียงดังหรือยักคิ้วหลิ่วตาทำท่าทางประกอบจนทำให้เสียบุคลิกภาพได้ 4. การรู้จักควบคุมอารมณ์ คือ รู้จักข่มจิตของตน ไม่ใช่อารมณ์รุนแรงเพื่อไม่ให้ล่วงสิ่งที่ไม่ควรล่วง ได้แก่ การข่มราคะ โทสะ โมหะ ไม่ให้กำเริบเป็นคุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ รู้จักข่มอารมณ์ต่าง ๆ ไม่ทำลายข้าวของ ไม่พูด และแสดงกิริยาประชดประชัน หรือส่อเสียด 5. การสำรวมกิริยาเมื่อเดินผ่านผู้ใหญ่ ขณะที่เดินผ่านผู้ใหญ่ให้ก้มตัวพองาม หรือหากผู้ใหญ่กำลังเดินไม่ควรวิ่งตัดหน้า ควรหยุดให้ผู้ใหญ่เดินไปก่อน หรือไม่ควรเดินผ่านกลางขณะที่ผู้ใหญ่กำลังพูดกัน 6. การรู้จักควบคุมอิริยาบถ ถือเป็นคุณสมบัติที่ดี เช่น เมื่อเราได้ยินเสียงเพลงก็ไม่ควรเขย่าตัว กระดิกเท้า หรือเคาะจังหวะโดยไม่เลือกสถานที่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นอาการของคนที่ไม่ควบคุมอิริยาบถ และไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ 7. ความมีน้ำใจไมตรีอันดีต่อกัน การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขด้วยความรักและเข้าใจกัน ควรมีความเอื้ออาทร มีน้ำใจไมตรีต่อกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มีความเห็นอกเห็นใจ เอาใจใส่ ทุกข์สุขของผู้เกี่ยวข้องมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ที่สำคัญคือมีน้ำใจในการช่วยเหลือ หรือช่วยทำประโยชน์ให้แก่สังคม 8. การช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคุณธรรมชั้นสูงของการอยู่ร่วมกันในสังคม ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์มีอุดมการณ์สำคัญคือ “การช่วยเหลือผู้อื่น” พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นปัจฉิมโอวาท ความว่า “จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นด้วยความไม่ประมาทเถิด” การยังประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็คือ การช่วยเหลือผู้อื่น หรือการปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เพื่อประโยชน์ส่วนรวม สังคมจะมีสันติสุข คือ มีความสงบสุข ถ้าบุคคลในสังคมรู้จักการช่วยเหลือผู้อื่น มีความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ลักษณะการแสดงความเคารพด้วยการไหว้ ที่เป็นมารยาทในสังคมที่ควรปฏิบัติกัน คือ การประนมมือ (อัญชลี) เป็นการแสดงความเคารพ โดยการประนมมือให้นิ้วมือทั้งสองข้างชิดกัน ฝ่ามือทั้งสองประกบเสมอกันแนบหว่างอก ปลายนิ้วเฉียงขึ้นพอประมาณ แขนแนบตัวไม่กางศอก ทั้งชายและหญิงปฏิบัติเหมือนกัน การประนมมือนี้ ใช้ในการสวดมนต์ ฟังพระสวดมนต์ ฟังพระธรรมเทศนา ขณะสนทนากับพระสงฆ์ รับพรจากผู้ใหญ่ แสดงความเคารพผู้เสมอกัน และรับความเคารพจากผู้อ่อนอาวุโสกว่า เป็นต้น การไหว้ (วันทนา) เป็นการแสดงความเคารพ โดยการประนมมือ แล้วยกมือทั้งสองขึ้นจรดใบหน้าให้เห็นว่า เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง การไหว้แบบไทย แบ่งออกเป็น 3 แบบ ตามระดับของบุคคล – ระดับที่ 1 การไหว้พระ ได้แก่ การไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมทั้งปูชนียวัตถุ ปูชนียสถาน ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในกรณีที่ไม่สามารถกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ได้ โดยประนมมือแล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อมศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว ปลายนิ้วแนบส่วนบนของหน้าผาก – ระดับที่ 2 การไหว้ผู้มีพระคุณและผู้อาวุโส ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ครู อาจารย์ และผู้ที่เราเคารพนับถือ โดยประนมมือ แล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อมศีรษะลง ให้หัวแม่มือจรดปลายจมูก ปลายนิ้วแนบระหว่างคิ้ว – ระดับที่ 3 การไหว้บุคคลทั่ว ๆ ไป ที่เคารพนับถือหรือผู้มีอาวุโสสูงกว่าเล็กน้อย โดยประนมมือแล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อมศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดปลายคาง ปลายนิ้วแนบปลายจมูก อนึ่ง สำหรับหญิงการไหว้ทั้ง 3 ระดับ อาจจะถอยเท้าข้างใดข้างหนึ่งตามถนัดไปข้างหลังครึ่งก้าว แล้วย่อเข่าลงพอสมควรพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ก็ได้ โดยปกติวัฒนธรรมการไหว้เป็นวิถีชีวิต ที่ถูกปลูกฝังให้รู้จักกาลเทศะ รู้จักการเคารพผู้อาวุโส กตัญญูรู้บุญคุณ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การมีมารยาทในสังคมดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะในเรื่องการเคารพผู้อาวุโส ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน การแสดงความเคารพในโอกาสต่าง ๆ การรู้จักจัดลำดับการวางตนที่ถูกต้องตามประเพณีที่วางเอาไว้ ทำให้เกิดความสงบสุขในสังคม เพราะการปฏิบัติขัดกับประเพณีที่วางไว้ จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ขัดเคืองความรู้สึกซึ่งกันและกัน การมีกฎเกณฑ์มารยาทในสังคมเป็นบรรทัดฐานให้บุคคลดำเนินชีวิตได้อย่างสันติสุข

ทักษะทางสังคม

ทักษะทางสังคม เพื่อความสำเร็จในชีวิต

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แม้ว่าแต่ละคนจะมีสังคมที่แตกต่างกันไป บางคนเติบโตมาในสังคมที่เพียบพร้อม อบอุ่น บางคนเกิดมาในสังคมที่มีบ้าง ไม่มีบ้าง หรือแม้แต่ บางคนอยู่ในสังคมที่ ไม่มีอะไรเลย แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นสังคม อาจจะเคยมีความคิดหรือได้ยินคำพูดที่ว่า “อยู่คนเดียวก็ได้ ไม่ตาย” ไม่จริงหรอกค่ะ แม้ว่าการกระทำจะอาจดูเป็นไปได้ แต่ในใจลึกๆ ก็ยังโหยหาอยู่ดีแหละค่ะ ยิ่งคำว่า “สังคม” มันก็บอกอยู่แล้วว่ามันต้องมีจำนวนคนมากกว่าหนึ่งคน แล้วการที่มีคนเยอะๆ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็จะยากขึ้น เพราะจะมีการแข่งขันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไหนๆ เราก็ต้องอยู่ในสังคม วันนี้เลยนำเรื่องของการใช้ทักษะต่างๆ เพื่อความอยู่รอดและประสบความสำเร็จในสังคมมาฝากใน ทักษะทางสังคม เพื่อความสำเร็จในชีวิตค่ะ 1. การมองโลกในแง่ดี หลายคนอาจบอกว่า การมองโลกแง่ดี ไม่ถือว่าเป็นทักษะทางสังคม แต่มันสามารถเป็นตัวปรับปรุงพื้นฐานที่สำคัญ ให้เราต่อยอดในทักษะต่างๆ ต่อไป โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์จะถูกดึงดูดจากอะไรก็ตามที่ดูแล้วเป็นด้านบวก ยิ่งถ้าเป็นคนมองโลกในแง่ดีด้วยแล้ว จะยิ่งดึงดูดให้คนรอบข้างเข้ามาหาอย่างมากมาย เพราะคนที่มองโลกในแง่ดีมักจะเป็นแรงบันดาลใจ และคอยผลักดันให้คุณทำเป้าหมายให้สำเร็จ แต่ก็อย่างว่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป มองบวกมากไปก็จะโดนมองว่า “โลกสวย” บางครั้งอาจลามไปถึงการถูกมองว่า “สร้างภาพ” ได้ ของแบบนี้ เราเป็น เรารู้ค่ะ ไม่ต้องไปป่าวประกาศ ยังไงก็ประสบความสำเร็จ 2. ความสุภาพอ่อนโยน ความสุภาพอ่อนโยนเป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญและสมควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก มันไม่ใช่เรื่องยากหรอกค่ะที่จะทำดีกับทุกคนรอบๆ ตัวคุณ พยายามให้มากขึ้นในการใช้ความสุภาพ รวมถึงกลั่นกรองคำพูดคำจาก่อนจะปล่อยมันออกมาจากปาก พยายามหลีกเลี่ยงกริยาและคำพูดเชิงลบ พูดคำว่าขอโทษและขอบคุณให้ติดปาก ไม่มีคนสุภาพคนไหนถูกรังเกียจนะคะ 3. ความเห็นอกเห็นใจ เป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญอีกทักษะหนึ่งที่สามารถทำให้คุณรู้สึกหรือคิดถึงจิตใจผู้อื่น และอยากจะช่วยเหลืออย่างเต็มใจ ทักษะนี้จะช่วยทำให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ฟังอย่างระมัดระวังเวลามีคนพูดคุยแล้วจะมีความพยายามในการที่จะแก้ปัญหามากขึ้นค่ะ การเห็นใจและช่วยเหลือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ดูกรณีและดูคนด้วยนะคะ จะได้ไม่เจ็บช้ำความรู้สึก 4. การฝึกวินัย โดยพื้นฐานแล้ว บุคคลที่มีระเบียบวินัยจะมีนิสัยที่เกี่ยวข้องกับพวกกฎระเบียบ กฎหมาย ขนบธรรมเนียม และเงื่นไขต่างๆ และเพื่อพัฒนาให้ตัวเรามีระเบียบวินัยและการควบคุมตัวเองให้มากขึ้น ลองให้รางวัลตัวเองเมื่อทำอะไรสำเร็จตามเป้าหมายดูสิคะ เช่น ให้ตัวเองพักเมื่อเป้าหมายสำเร็จ หรือไปทำอะไรตามใจตัวเองเพื่อชาร์จพลัง เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและเดินออกมาจาก comfort zone ดูค่ะ เพื่อความสำเร็จ 5. ความอดทน เป็นเรื่องที่สำคัญสุดๆ ที่จะต้องเรียนรู้การมีความอดทนในสมัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกอย่างรอบตัวเราผ่านไปเร็วมาก เมื่อมีบางอย่าง มาทำให้ต่อมความอดทนของราสั่นคลอน ให้หลับตา หายใจเข้าลึกๆ นึกภาพให้ออกว่าสถานการณ์แบบนี้ ควรวางตัวอย่างไร พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ยังไงนิ่งกว่าก็ชนะค่ะ 6. ทักษะการฟัง คนที่ประสบความสำเร็จนั้น ไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่มีวาทศิลป์ หากแต่ต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยเช่นกัน ทักษะในการตั้งใจฟังให้ดีในสิ่งที่คนอื่นๆ พูดจะช่วยให้คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะได้เข้าใจการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ เมื่อคุณกำลังสนทนากับใครสักคน อย่าข่มเขาเอาตัวเราใหญ่ ลองเงียบแล้วตั้งใจฟังถึงสิ่งที่เขากำลังจะบอกเรา ที่สำคัญ การฟังเป็นเรื่องสำคัญเพราะหลายครั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จหรือวินาศเป็นเพราะว่า ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียดนั่นเอง 7. การให้อภัย คนที่ประสบความสำเร็จเขาไม่ถือเอาความพยาบาทหรือหมางใจไว้นานๆ หรอกค่ะ มันหน่วง เขาเรียนรู้ที่จะให้อภัยและลืม และในที่สุดแล้ว พวกเขาจะได้เรียนรู้จากการกระทำเหล่านี้ พวกเขาไม่อยู่กับอดีตค่ะ เพราะเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรในอดีตได้ การแบกรับความกดดันจะยิ่งทวีความกดดัน แล้วมันจะกระทบกับการดำเนินชีวิตของคุณ ดังนั้น เรียนรู้การให้อภัยผู้อื่นให้มากๆ หรือแม้แต่การให้อภัยตัวเอง อยากสำเร็จต้องเดินหน้าต่อค่ะ อย่าให้อะไรมายึดใจเราให้ติดอยู่กับที่ ความสำเร็จ อยากได้มา ต้องคว้าเองนะคะ ไปหวังพึ่งดวง รอชะตา ไม่มีทางหรอกค่ะ ที่จะไปถึงฝัน “หากอยากเห็นผืนแผ่นดินสดใส แต่ไม่ยอมลอยเรือข้ามไป ปล่อยเรือไว้อย่างนั้น” พัฒนาทักษะเหล่านี้ ดูสิคะ ถึงสังคมจะกว้างขนาดไหน คนเยอะเท่าไหร่ เราก็ประสบความสำเร็จได้แน่นอนค่ะ

สอนลูกให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม

สอนลูกให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม

โลกศตวรรษที่ 21 คือการเปลี่ยนแปลงสิ่งเดิมให้ดีขึ้นและแย่ลงเมื่อเกิดความผิดพลาด กลายเป็นดาบสองคมสำหรับคนที่ปรับตัวได้ช้า หรือไม่สามารถปรับตัวได้ เด็กที่เกิดในยุคนี้เป็นวัยที่เรียนรู้สิ่งใหม่ แตกต่างจากครอบครัว อาทิ สมัยคุณเป็นเด็ก การเล่นของคุณอาจเป็นขายข้าวแกง หรือเล่นพ่อแม่ลูก ปัจจุบันหลายครอบครัวเลี้ยงเด็ก ๆ ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น การปรับตัวและความคิดของพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญ อย่าตามน้ำกับกระแสสังคมมากไป การเกิดความเปลี่ยนแปลงมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ดังนั้นคุณควรดึงข้อดีมา และนำข้อดีในอดีตมาเช่นกัน ส่วนข้อเสียใช้เป็นบทเรียนให้เด็กได้รู้ แต่ไม่ควรปฏิบัติตาม สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยให้เด็กพัฒนาและก้าวทันโลก สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยให้เด็กพัฒนาและก้าวทันโลกคือ ทักษะชีวิต จิตสำนึก และรู้เท่าทันต่อเทคโนโลยีรอบกาย เพราะการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป สภาวะอารมณ์ที่เครียดง่ายขึ้น ความกดดันจากบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบ อาจทำให้เด็กที่เติบโตเป็นวัยรุ่นเกิดความสับสน และเลียนแบบในสิ่งที่ไม่เหมาะได้ ครอบครัวต้องเป็นหลักให้เขาได้ยึด ให้เขาเปิดใจคุยกับคุณได้ ดีกว่าปล่อยให้เด็กไปปรึกษาเพื่อนอย่างผิดพลาด เพราะเพื่อนของเขาเป็นคนดีก็มี คนไม่ดีก็มีเยอะ สังคมของคนไทยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งสภาพอากาศ ฐานะหน้าที่การงาน จิตใจของคนที่มองตนเป็นหลักแล้ว คุณทำให้เด็กแตกต่างจากคนอื่น ๆ ได้ด้วยการพร่ำสอนความเหมาะสม และไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม ไม่ทำให้ตนเดือดร้อนเช่นกัน ฝึกให้เขารู้จักเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งใด ก็ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นได้ ส่วนสำคัญคือเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวไกล หากเด็กตามทันได้แต่ไม่รู้ความเหมาะสมแล้ว จะกลายเป็นปัญหาที่ปวดใจแก่ครอบครัว ตัวอย่างเช่น กรณีเด็กติดเกม และมีพฤติกรรมเลียนแบบด้านความรุนแรงจากเกม หรือสูญหายจากการติดต่อคนแปลกหน้า และนัดเจอกันโดยที่คุณไม่ทราบ และการรับข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสมจากโลกโซเชียล ความใกล้ชิด สนิทสนม และพูดคุยแลกเปลี่ยนภายในครอบครัว เป็นหนทางที่ช่วยพัฒนาเด็กได้เต็มศักยภาพ และเป็นคนดีของสังคมได้ในยุคศตวรรษที่ 21 เริ่มตั้งแต่เนิน ๆ แล้ว คุณจะหมดห่วงได้ เพราะเขาสามารถต้านทานต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีได้นั่นเอง

การเข้าสังคม1

18 เทคนิคการเข้าสังคมแบบง่ายๆ

ในยุคที่สื่อเทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อชีวิตเรานี้ อาจทำให้หลายคนมีปัญหาในการเข้าสังคมแล้วคุณรู้มั้ยว่าสาเหตุที่แท้จริงของปัญหานั้นคืออะไร และคุณควรจะแก้ยังไง? 1. สบตากับคู่สนทนา การสบตาผู้พูดหรือผู้ฟัง จะสร้างความมั่นใจกับคุณมากกว่าการแสดงออกทางพฤติกรรม ทั้งยังแสดงถึงความจริงใจที่คุณมีต่อคู่สนทนาด้วย 2. เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า Basil Chiasson แนะนำว่า เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าจนกว่าการสนทนาจะจบลง มองไปที่ผู้พูดและให้ความสนใจ หยุดทำเรื่องส่วนของคุณ และอย่าขัดจังหวะ 3. เรียกชื่อแทนสรรพนาม เมื่อคุณทักทายใครสักคนด้วยการเรียกชื่อ พวกเขาจะรู้สึกดีกว่าการใช้คำสรรพนามแทน แต่ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องการจำชื่อ ให้ลองใช้วิธีเขียนชื่อพวกเขากับใบหน้าที่ทำให้คุณจำง่าย ประมาณ 2-3 ครั้ง คุณจะจำชื่อพวกเขาได้อย่างขึ้นใจ 4. ยิ้ม คุณอาจไม่รู้ว่าการยิ้มนั้นมีพลังมาก เวลาที่มีคนพูดแล้วคุณยิ้ม หัวเราะ หรือแสดงสีหน้าตามเรื่องที่พวกเขาพูด มันเป็นการสะท้อนว่าคุณให้ความสนใจโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ เช่นเดียวกัน หากคุณอยากให้คนสนใจเรื่องที่คุณพูด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ลองใช้ภาษาท่าทางประกอบ มันจะทำให้คนฟังสนใจอย่างเป็นธรรมชาติไปเลย 5. การจับมือให้แน่นเวลาทักทาย เวลาที่คุณทักทายใครสักคนด้วยการจับมือ อย่าจับแน่นเกิน หลวมเกิน และอย่าทำเป็นเล่น แต่ควรจะกำแน่นแบบพอดี เพราะนั่นแสดงถึงความจริงใจ และทำให้อีกฝ่ายประทับใจคุณได้ง่ายๆ จากการจับมือนี่แหละ 6. เป็นผู้ฟังที่ดี เป็นคนรับฟังมากกว่าพูด สมาชิก Quora ที่ใช้ชื่อ Mark Bridgeman บอกว่า “เรามี 2 หู 1 ปาก ดังนั้นเราควรที่จะฟังมากกว่าพูด” 7. อย่าฟังอย่างเดียว ควรมีความกระตือรือร้นในการฟังด้วย คุณสมบัติของผู้ฟังที่ดีนั้น ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนต่อไปนี้คือ ฟัง ตีความ ประเมินค่า และตอบสนองกับสิ่งที่ได้ฟัง หมายความว่าคุณต้องตั้งใจฟัง แปลความหมายสิ่งที่ได้ยินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วประเมินค่าเพื่อหาข้อสรุป สุดท้ายให้การเสนอแนะ เพื่อให้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่คุณได้ยินมา 8. ให้ความสนใจคนอื่น เวลาที่คุณพูดพยายามถามคำถามปลายเปิด เพื่อให้เปิดให้คนอื่นได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งการทำแบบนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณให้ความสนใจผู้อื่น ที่สำคัญคือคุณจะได้สิ่งใหม่ๆ จากพวกเขาเหล่านี้ด้วย 9. รู้วิธีการยอมรับคำชม บางทีการยอมรับคำชมอาจเป็นเรื่องอึดอัดใจนิดหน่อย ในกรณีที่คุณไม่ชอบการยกยอ แต่อย่าเพิ่งรีบตอบว่า “ขอบคุณ คุณก็เช่นกัน” เพราะนั่นจะทำให้คุณดูเหมือนประหม่าและเข้าสังคมไม่เป็น สิ่งที่ควรจะพูดเมื่อมีคนชมคือ “คุณทำได้ดีกว่าฉันถึง 10 เท่าเลย” หรือ “ทุกอย่างต้องขอบคุณคุณนั่นแหละ” หรือ “ขอบคุณค่ะ/ครับ ฉันรู้สึกดีมากที่ได้ยินแบบนั้น” หรือ “ขอบคุณ มันเป็นอะไรที่ดีมาก” 10. ถ้ามีใครขัดจังหวะ บอกให้เขาทำต่อไปอย่างสุภาพ แน่นอนว่าเวลาที่คุณพูดอยู่ อาจจะมีใครสักคนเกิดความสงสัยและถามขึ้นมาทันที ในฐานะคนพูดอย่าปล่อยให้มันเลยผ่าน หรือรอจนกว่าจะถึงเวลาถาม แต่ให้คุณตอบคำถามนั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณใส่ใจคนฟัง 11. อย่าติคนอื่น การติชมเกิดขึ้นได้เสมอในสังคม หากใครก็ตามมาติจนทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจ อย่ารับมัันมาใส่ใจ แต่ให้ใช้ความอดทนและพูดในเรื่องของคุณต่อไป เช่นเดียวกัน หากคุณเป็นคนพูดก็อย่าไปติคนอื่นในทางที่ไม่ดี 12. พูดแต่เรื่องดีๆ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะพูดในสังคมได้ Joe Cassandra ได้แนะนำเทคนิคการพูด ดังนี้ ก่อนที่จะไปพูดให้ลองลิสหัวเรื่องสัก 20 เรื่อง แล้วเลือกเรื่องที่ดีที่สุด คือหมายถึงว่า เรื่องนั้นต้องทำให้คนฟังยิ้ม หัวเราะ หรือมีความสุข 13. ถามคำถามเฉพาะ การถามคำถามเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่าถามเพื่ออีกฝ่ายจนมุม แต่เป็นการถามเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้รู้ความคิดของอีกฝ่าย และมีโอกาสสูงมากที่คุณจะได้ความรู้ใหม่ๆ จากคำถามเหล่านี้ 14. ควรมีการถ่อมตัวเล็กน้อย อย่าทำตัวเหมือนเก่งหรือมั่นใจไปซะทุกอย่าง อะไรที่ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ หรืออะไรที่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัดก็พูดออกมาตามตรง เพื่อเป็นการแสดงถึงความจริงใจของคุณ 15. อย่าด่วนสรุป ทุกครั้งที่คุณคุยกับใครสักคน อย่าเพิ่งตัดไปที่ตอนจบของเรื่อง เพราะนั่นจะเป็นการปิดกั้นตัวเอง ที่สำคัญเป็นการไม่ให้เกียรติอีกฝ่ายด้วย ดังนั้นควรจะให้บทสนทนาค่อยๆ ไหลไปตามธรรมชาติ 16. ใช้ภาษากาย คำพูดเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ใช้ในการสื่อสาร แต่การใช้ภาษากายต่างหากที่จะทำให้การสื่อสารสมบูรณ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโทนเสียง การขยับร่างกาย สิ่งเหล่านี้มักจะส่งผลดีต่อการสนทนาเสมอ 17. ข้ามบทสนทนาที่ไม่สำคัญ เราอาจจะไม่มีประสบการณ์เหมือนกัน แต่เรามีความสุขเหมือนกัน ดังนั้นหากคุณอยากเป็นเพื่อนกับใครสักคน ควรเลือกคุยเรื่องคุณกับเขามีความสนใจเหมือนกัน หรือมีอารมณ์ร่วมกัน เรื่องไหนที่คิดว่าเป็นความสนใจเฉพาะก็ควรข้ามไป 18. ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม ทุกครั้งที่มีการพูดคุยเป็นกลุ่ม ดูให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้ละเลยใครคนใดคนหนึ่งและหาวิธีที่จะทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับการสนทนาของกลุ่ม

การเข้าสังคม

5 วิธีพัฒนาอารมณ์ให้เข้าสังคมได้

ถ้าหากรู้จักตัวเอง ยอมรับผู้อื่น ในทางจิตวิทยาเชื่อว่า อีคิวหรือความฉลาดทางอารมณ์เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ แดเนียล โกลแมน ผู้เขียนเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ เสนอแนะวิธีการพัฒนาอารมณ์ไว้ 5 ประการ ดังนี้ 1. รู้จักอารมณ์ตนเอง การรู้จักอารมณ์ตนเองจะเป็นพื้นฐานในการควบคุมอารมณ์เพื่อแสดงออกอย่างเหมาะสม การรู้จักอารมณ์ตนเองก็คือ การรู้ตัว หรือการมีสติในทรรศนะของพุทธศาสนานั่นเอง ปกติเมื่อเราเกิดอารมณ์ใด ๆ ขึ้นมา เราจะตกอยู่ในภาวะใดภาวะหนึ่งใน 3 ภาวะ ดังต่อไปนี้ – ถูกครอบงำ หมายถึง การที่เราไม่สามารถฝืนต่อสภาพอารมณ์นั้น ๆ ได้ จึงแสดงพฤติกรรมไปตามสภาพอารมณ์ดังกล่าว เช่น เมื่อโมโหก็อาจจะมีการขว้างปาข้าวของหรือส่งเสียงดังโดยไม่สนใจใคร – ไม่ยินดียินร้าย หมายถึง การไม่ยินดียินร้ายต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้น หรือทำเป็นละเลยไม่สนใจเพื่อบรรเทาการแสดงอารมณ์ เช่น ทำเป็นไม่ใส่ใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่จริง ๆ ก็รู้สึกโกรธ – รู้เท่าทัน หมายถึง การรู้เท่าทันต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้น มีสติรู้ว่าควรจะทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุดในขณะที่เกิดอารมณ์นั้น ๆ เช่น โกรธก็รู้ว่าโกรธ แต่ก็สามารถควบคุมความโกรธนั้นได้ ระงับอารมณ์โกรธได้ และหาวิธีจัดการแก้ไขได้อย่างเหมาะสม 2. จัดการกับอารมณ์ตนเองได้ การจัดการกับอารมณ์ตนเองได้ หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และสามารถแสดงออกไปได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ แต่การที่เราจะจัดการกับอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมหรือไม่เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมอารมณ์ เทคนิคการจัดการกับอารมณ์ตนเอง – ทบทวนว่ามีอะไรบ้างที่เราทำลงไป เพื่อตอบสนองอารมณ์ที่เกิดขึ้น และพิจารณาว่าผลที่ตามมาเป็นอย่างไร – เตรียมการในการแสดงอารมณ์ ฝึกสั่งตัวเองว่าจะทำอะไรและจะไม่ทำอะไร – ฝึกรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น หรือที่เราต้องเกี่ยวข้องในด้านดี ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่เศร้าหมอง – สร้างโอกาสจากอุปสรรค หรือหาประโยชน์จากปัญหา โดยการเปลี่ยนมุมมอง เช่น คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือความท้าทายที่จะทำให้เราพัฒนายิ่งขึ้น เป็นต้น – ฝึกผ่อนคลายความเครียด โดยเลือกวิธีที่เหมาะกับตนเอง เช่น ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ เดินจงกรม เล่นดนตรี ปลูกต้นไม้ เป็นต้น 3. สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง การมองหาแง่ดีของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราเกิดความเชื่อมั่นว่าสามารถเผชิญกับเหตุการณ์นั้นได้ และทำให้เกิดกำลังใจที่ก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เทคนิคการสร้างแรงจูงใจให้กับตนเอง – ทบทวนและจัดอันดับสิ่งสำคัญในชีวิต โดยให้จัดอันดับความต้องการ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นทั้งหลายทั้งปวง แล้วพิจารณาว่าการที่เราจะบรรลุสิ่งที่ต้องการนั้นเรื่องไหนที่พอเป็นได้ เรื่องไหนที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ – ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เมื่อได้ความต้องการที่มีความเป็นไปได้แล้ว ก็นำมาตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อวางขั้นตอนการปฏิบัติที่จะมุ่งไปสู่จุดหมายนั้นๆ – มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงความฝัน ความต้องการของตนเอง ต้องระวังอย่าให้มีเหตุการณ์ใดมาทำให้เราเกิดความไขว้เขวออกนอกทางที่ตั้งไว้ – ลดความสมบูรณ์แบบ ต้องทำใจยอมรับได้ว่าสิ่งที่เราตั้งใจไว้อาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ หรือไม่เป็นดังที่เราคาดหวัง 100 เปอร์เซ็นต์ การทำใจยอมรับความบกพร่องได้จะช่วยให้เราไม่เครียด ไม่ทุกข์ ไม่ผิดหวังมากจนเกินไป – ฝึกมองหาประโยชน์จากอุปสรรค เพื่อสร้างความรู้สึกดี ๆ ที่จะเป็นพลังให้เกิดสิ่งดี ๆ อื่น ๆ ต่อไป – ฝึกสร้างทัศนคติที่ดี หามุมมองที่ดีในเรื่องที่เราไม่พอใจ (แต่ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้) มองปัญหาให้เป็นความท้าทายที่เราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อสร้างพลังและแรงจูงใจให้ผ่านพ้นปัญหานั้น ๆ ไปได้ – หมั่นสร้างความหมายในชีวิต ด้วยการรู้สึกดีต่อตัวเอง นึกถึงสิ่งที่สร้างความภูมิใจและพยายามใช้ความสามารถที่มี ทำประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กำลังใจตนเอง คิดอยู่เสมอว่าเราทำได้ เราจะทำและลงมือทำ 4. รู้อารมณ์ผู้อื่น การรู้และเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น และสามารถแสดงอารมณ์ตนเองตอบสนองได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกับคนที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย จะช่วยให้เราสามารถอยู่ร่วมหรือทำงานด้วยกันได้อย่างดีและมีความสุขมากขึ้น เทคนิคการรู้อารมณ์ผู้อื่น – ให้ความสนใจในการแสดงออกของผู้อื่น โดยการสังเกตสีหน้า แววตา ท่าทาง การพูด น้ำเสียง ตลอดจนการแสดงออกอื่น ๆ – อ่านอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น จากสิ่งที่สังเกตเห็นว่าเขากำลังมีความรู้สึกใด โดยอาจตรวจสอบว่าเขารู้สึกอย่างนั้นจริงหรือไม่ด้วยการถาม แต่วิธีนี้ควรทำในสถานการณ์ที่เหมาะสม เพราะมิฉะนั้น อาจดูเป็นการวุ่นวาย ก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่นได้ – ทำความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของบุคคล เรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเราว่าถ้าเราเป็นเขา เราจะรู้สึกอย่างไรจากสภาพที่เขาเผชิญอยู่ 5. รักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน การมีความรู้สึกที่ดีต่อกันจะช่วยลดความขัดแย้ง และช่วยให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ เทคนิคในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน – ฝึกการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่น ด้วยการเข้าใจ เห็นใจความรู้สึกของผู้อื่น – ฝึกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ฝึกการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดี และไม่ลืมที่จะใส่ใจในความรู้สึกของผู้ฟังด้วย – ฝึกการแสดงน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการให้และรับ – ฝึกการให้เกียรติผู้อื่นอย่างจริงใจ รู้จักยอมรับในความสามารถของผู้อื่น – ฝึกการแสดงความชื่นชม ให้กำลังใจซึ่งกันและกันตามวาระที่เหมาะสม

inc-article-matichon-freeform101

ทักษะทางสังคม

สภาพครอบครัวไทยในปัจจุบัน มักเป็นครอบครัวเดี่ยวที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับบุตรหลานมากนัก เนื่องด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน อีกทั้ง สภาพความห่างเหินแปลกแยกระหว่างคนในสังคมที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่เคยแม้แต่จะพูดคุย และทำให้คนในชุมชนและสังคมมีปัญหาสายสัมพันธ์ที่อ่อนแอลง มีลักษณะต่างคนต่างอยู่และสภาพการมีน้ำใจต่อกันลดลง ซึ่งต่างจากสังคมไทยสมัยก่อน ที่ผู้คนมีค่านิยมยินดีช่วยเหลือเมื่อผู้อื่นเดือดร้อน มีน้ำใจให้แก่ผู้อื่นแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ค่านิยมนี้ได้เริ่มเปลี่ยนไปภายหลังจากที่ประเทศไทยพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย และการเปิดประเทศเพื่อการค้าการลงทุน การเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนในชุมชนและสังคมเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนจำนวนมากในปัจจุบัน ที่กลายเป็นผู้ที่ไม่สนใจปัญหาสังคม การเมือง มีชีวิตอยู่เพื่อตนเองเป็นหลัก ไม่สนใจสภาพสังคมส่วนรวมเท่าที่ควร และส่งผลให้เด็กส่วนใหญ่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว มีทีวี เกม เป็นเพื่อน รวมทั้งในโลกยุคไซเบอร์หรือยุคไร้สายในปัจจุบันที่สร้างโลกเสมือนให้เด็ก ๆ ได้เข้าไปหาเพื่อนคุยแก้เหงาในโลกเสมือนนี้แทนโลกแห่งความจริง สภาพการณ์เหล่านี้ ส่งผลให้เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเติบขึ้นมานั้นมีทักษะในการเข้าสังคมที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเกิดเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยทั้งต่อตัวเด็กเองและต่อสังคมในภาพรวม ทั้งนี้เนื่องจากทักษะสังคมเป็นทักษะที่นำมาซึ่งความสุขและเป็นใบเบิกทางแห่งความสำเร็จในชีวิต เปิดให้เกิดมิตรภาพ เปิดประตูสู่มิตรภาพและโอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของคนในสังคม ทักษะสังคมจึงเป็นทักษะสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญเพื่อเป็นรากฐานสำคัญอันนำมาซึ่งความสุขความสำเร็จในชีวิตเมื่อเติบโตขึ้นต่อไปในอนาคต จากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณชนของประเทศอังกฤษพบว่า การมีทักษะในการเข้าสังคมถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเหลือเด็กให้ประสบความสำเร็จในอนาคต แตกต่างความเชื่อที่ผ่านมาที่มองว่าความสามารถในการเรียนในชั้นเรียนเท่านั้นที่เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของเด็ก ทักษะสังคม (social skills)เป็นกลุ่มของทักษะต่าง ๆ ที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างกันในสังคม อันได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การพูด การฟัง การทำงานร่วมกันเป็นทีม ฯลฯ รวมทั้งความสามารถในการเข้าใจถึงสถานการณ์ที่หลากหลาย กฎกติกาต่าง ๆ ในสังคม ความสามารถในการรู้จักผู้อื่น และการคิดคำนึงถึงคนรอบข้างอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในทางบวกให้เกิดขึ้นเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย ทั้งวัยเด็กที่ต้องการการพึ่งพา การเรียนรู้สิ่งใหม่ในชีวิต วัยรุ่นที่ต้องการการยอมรับจากเพื่อนฝูงคนรอบข้าง วัยผู้ใหญ่ที่เริ่มสร้างครอบครัวและต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทักษะสังคมเป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับทักษะอื่น ๆ แนวทางสร้างและพัฒนาเด็กให้มีทักษะทางสังคม ต้องเริ่มตั้งแต่เยาว์วัย โดยมีแนวทางหลักดังนี้ สร้างมิตรภาพ โดยการริเริ่มผูกมิตรและหยิบยื่นไมตรีจิตให้กับผู้อื่นก่อนเสมอทั้งต่อเพื่อนฝูง ครูอาจารย์เช่น การยิ้มอย่างจริงใจเข้าไปแนะนำตัวแสดงความรู้จักกับผู้อื่นการเรียนรู้จักการเป็นผู้ให้มากกว่าที่จะเป็นผู้รับฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามหากเด็กค่อนข้างมีบุคลิกขี้อาย ควรช่วยเหลือเด็กโดยการเป็นผู้นำการสนทนาริเริ่มให้เด็กได้รู้จักกับเพื่อน ๆ หรือคุณครูก่อนจนคุ้นเคยและสามารถสานสัมพันธ์ต่อไปได้ รวมถึงให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องนี้อย่างเป็นระบบโดยผ่านเหตุการณ์จริงหรือเหตุการณ์สมมติ เช่น ผ่านการเล่าเรื่องจากนิทานสอนใจ การยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริง การสอนให้คิดถึงผู้อื่นโดยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วร่วมกันสรุปเป็นหลักการสอนเด็กในภาคปฏิบัติ ทั้งพฤติกรรมการแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำเพื่อพัฒนาทักษะสังคมด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิต เรียนรู้จักกิจกรรมและทำงานเป็นทีม กิจกรรมในการสอนเด็กให้มีทักษะทางสังคมมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย ครูต้องเลือกให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น กิจกรรมสำหรับเด็กวัยอนุบาล 3-5 ปี เป็นวัยที่ต้องเน้นกิจกรรมที่สนุกสนาน และน่าตื่นเต้น เช่น การเดินสำรวจธรรมชาติเป็นกลุ่ม การเล่นงูกินหาง การเต้นรำและร้องเพลงร่วมกัน ฯลฯ กิจกรรมสำหรับเด็กประถมศึกษา-12 ปี เช่น จับกลุ่มให้มาแสดงละคร จับกลุ่มให้เด็ก ๆ ค้นหาข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอหน้าชั้นเรียน การเล่นแชร์บอล ฯลฯ และกิจกรรมสำหรับวัยรุ่น(Teenage Challenge) ที่มีอายุ 13-17 ปี เป็นช่วงวัยที่เริ่มเข้าสังคมมากขึ้น ชอบทำกิจกรรมที่ความสนุกสนานและท้าทายความสามารถ เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล ตั้งค่ายพักแรม ฝึกถ่ายทำวีดีโอ ฯลฯ ที่มีอายุ 6ที่มีอายุ เรียนรู้เกี่ยวกับผู้อื่นและชุมชน ควรส่งเสริมให้เด็กได้ใช้เวลาว่างหรือทำกิจกรรมของโรงเรียน ผ่านการเข้าร่วมโครงงานพัฒนาชุมชนหรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกับกองทุนเวลาเพื่อสังคม ที่ผมเป็นประธาน โดยแนวคิดนี้คือ ทำดีได้ไม่ต้องใช้เงิน ด้วยการที่แต่ละคนบริจาคเวลาในการทำความดีเพียงเดือนละ 3 ชั่วโมง อันเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ปลูกฝังการเป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีส่วนหล่อหลอมการมีจิตสาธารณะ ไม่ไปข้องแวะกับการใช้เวลาไม่เหมาะสมที่ก่อเกิดปัญหา อีกทั้งส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคมโดยจัดระบบงานอาสาสมัคร เพื่อมีส่วนพัฒนาการเรียนรู้คนเมือง เช่น เยี่ยมเยียนสถานสงเคราะห์ ร่วมสอนและพัฒนาความรู้ให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส การช่วยงานในศูนย์บริการสาธารณสุข การร่วมรนณรงค์การประหยัดพลังงาน เป็นต้น ทักษะสังคม เป็นทักษะสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ และครู ควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทย ร่วมกับทักษะด้านอื่น ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อเป็นใบเบิกทางสำคัญสู่ความสุขความสำเร็จของเด็กต่อไปในอนาคต รวมทั้งเพื่อการปฏิบัติต่อกันในสังคมอย่างถูกต้องเหมาะสมอันเป็นเหตุที่นำมาซึ่งความสงบสุขของสังคมในภาพรวม

13 วิธีผูกมิตรใน 1 นาที

13 วิธีผูกมิตรใน 1 นาที/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

การที่ต้องพบปะผู้คนแปลกหน้าหรือการเข้าสังคมใหม่ๆอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนที่ขี้อาย แต่การเข้าสังคมจะช่วยในเรื่องการเรียนรู้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ อีกทั้งธรรมชาติของคนเราไม่มีใครชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยว เรามีเพื่อนไว้พูดคุยแก้เหงา ระบายความทุกข์ ขอความช่วยเหลือ เรามีเพื่อนไว้เที่ยวสนุกสนาน ผ่อนคลาย การอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวทำให้รู้สึกเหงา ว้าเหว่ และไม่ดีต่อสุขภาพจิต เทคนิคง่ายๆในการผูกมิตรกับผู้อื่นทำได้ดังนี้ 1. มีความเชื่อมั่นและเริ่มต้นบทสนทนาก่อน ลองมองหาหัวข้อที่น่าสนใจแล้วเริ่มบทสนทนา อาจเริ่มด้วยการคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ วงดนตรียอดนิยม แบบเสื้อผ้า เป็นต้น เช่นวันนี้อากาศร้อนจังนะคะ คุณใส่เสื้อสวยจังไม่ทราบซื้อที่ไหน เป็นต้น 2. คนเรามักตัดสินด้วยการประทับใจครั้งแรก ดังนั้นควรอาบน้ำ แปรงฟันรักษาสุขภาพร่างกายให้สะอาด แต่งตัวให้เหมาะกับกาลเทศะ เพื่อให้คนอื่นประทับใจในเรา เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด 3. อย่าจู้จี้หรือเลือกมากเกินไป คนที่เชยๆไม่ทันสมัย ไม่เป็นดาวเด่น เป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าสังคม เก็บตัว ไม่สวย หรือไม่หล่อ อาจเป็นคนที่จริงใจมากกว่าคนที่ดูจากลักษณะฉาบฉวยภายนอก 4. ยิ้มแย้มแจ่มใส รอยยิ้มเป็นการสร้างสะพานความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความประทับใจในครั้งแรกที่พบ แสดงความเป็นมิตรของเราออกมา จะทำให้คนอื่นเข้าหาเราได้ง่ายขึ้น 5. คิดทางบวก สวยทั้งภายนอกและภายใน รอยยิ้มเป็นสิ่งที่สำคัญแต่ความจริงใจภายในเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ให้เราคิดทางบวกเพราะนั่นจะทำให้คนที่อยู่รอบข้างสบายใจ ไม่รู้สึกอึดอัดเมื่อคบกับเรา 6. ผูกความสัมพันธ์ หากเราพบใครสักคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนที่ดี ไม่ควรรีรอลังเลใจ ควรขอเบอร์โทรศัพท์ หรือ ที่อยู่ทางอีเมล์ และอย่าลืมที่จะติดต่อกลับไป 7. เปิดใจกว้าง อย่าตัดสินผู้อื่นจากการพบกันครั้งแรก เปิดใจให้กว้างพยายามมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วเราจะมีเพื่อนที่หลากหลายเข้ามาจนนับไม่ถ้วนเลยที่เดียว 8. มีอารมณ์ดี สนุกสนาน อย่าเกร็ง เป็นตัวของตัวเอง หัวเราะและยิ้มแย้มแจ่มใส จะช่วยให้เราลืมปัญหา ชวนคุยเรื่องตลกๆจะช่วยให้คลายเครียดได้ 9. อย่ากลัวที่จะคุยกับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคนนั้นไม่มีใครเป็นเพื่อนเลย เพราะมีโอกาสที่เขาจะต้องการเพื่อนด้วยเหมือนกัน 10. พูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ไม่ต้องรอให้คนอื่นเข้ามาคุยกับเราก่อน แต่เริ่มเข้าไปพูดคุยก่อน เช่นเมื่อเห็นบางคนนั่งอยู่ลำพังที่โรงอาหาร เริ่มเข้าไปคุยแนะนำตัว เช่น เห็นพี่เรียนอยู่ในชั้นเคมี หรือที่อื่นๆที่เราเคยพบ ขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ เป็นต้น 11. ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการเป็นเพื่อนกับเรา ดังนั้นหากเราเข้าไปคุยแล้วได้รับการปฏิเสธ อย่าเสียใจ เพราะยังมีอีกหลายคนที่ยังต้องการเป็นเพื่อนของเรา 12. อย่าเสียโอกาส เพราะโอกาสไม่ได้มาหาเราได้ง่าย แทนที่จะรอว่าจะเริ่มบทสนทนาอย่างไร เราอาจเข้าไปเมื่อเห็นโอกาสที่เหมาะสม เช่นเห็นคนเดินอยู่ในซอยหากจะถามว่าไปไหน ไปทางเดียวกันหรือไม่เป็นต้น 13. มีอารมณ์ขัน คนเราชอบอยู่ใกล้คนที่มีอารมณ์ขัน สนุกสนาน ไม่เครียด ดังนั้นหากเราเป็นคนมีอารมณ์ขัน การผูกมิตรของเรามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว “คนเราทุกคนเกิดมาต้องมีเพื่อน” และการผูกมิตรที่ดี ต้องแสดงจริงใจ เป็นตัวของตัวเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส สุภาพ ให้เกียรติผู้อื่น ไม่เป็นคนตลกหยาบโลน ลามก หากทำได้ดังที่ที่กล่าวมาทั้ง 13 ข้อนั้น บางทีเราอาจพบเพื่อนแท้ในเวลาไม่ถึง 1 นาทีก็ได้

เข้าสังคมใหม่อย่างมั่นใจ

เข้าสังคมใหม่อย่างมั่นใจ

เมื่อคุณเริ่มเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำก็คือ การเข้าสังคมและการสร้างเพื่อนใหม่  ซึ่งสองเรื่อนี้อาจเป็นเรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ง่ายสำหรับทุกคน  เพราะสำหรับบางคนมันก็อาจเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะจัดการได้  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนชอบเข้าสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนขี้อายหรือไม่มั่นใจในตัวเอง ถ้าคุณคิดว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องมีเพื่อนก็ได้นั้น ขอให้เลิกคิดเลยค่ะ เพราะว่าในการเรียนมหาวิทยาลัยนั้น เพื่อนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะพวกเขาอาจเป็นคนที่ช่วยคุณทั้งในเรื่องการเรียนและการทำกิจกรรม ดังนั้นแล้วอย่าเพิ่งท้อค่ะ ขอแค่คุณคิดและเริ่มเปลี่ยนแปลง ก้าวแรกของการเรียนในมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ยากเกินไป  ลองมาดูกันค่ะว่าคุณควรทำอย่างไรถึงจะดีทั้งกับตัวคุณและกับคนรอบข้าง อย่าพยายามเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คุณ หมายความว่า จงเป็นอย่างที่คุณเป็น เช่น ถ้าคุณอยากจะพูดกับเพื่อนร่วมห้องแต่คุณก็ไม่มีความมั่นใจพอที่จะทำก็จงอย่าฝืนจนเกินตัว  คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยการแสร้งทำเป็นคนชอบเข้าสังคมจัดและทักทายทุกคนที่เดินเข้ามา  ขอเพียงแค่คุณพยายามพูดด้วยเรื่องง่ายๆอย่างเช่น “วันนี้อากาศดี” หรือ “คุณสบายดีนะ” ก็เพียงพอแล้ว  และเชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะเห็นถึงความพยายามของคุณ และเข้ามาคุยกับคุณเองแน่นอน แสดงความสนใจ ไม่ว่าใครก็ชอบเป็นที่สนใจ (แม้แต่คนขี้อาย) ลองพยายามแสดงความสนใจกับผู้คนรอบตัว เช่น ถ้าคุณไม่กล้าพูดตอบในเรื่องที่เพื่อนร่วมห้องกำลังเล่า  ขอเพียงแค่คุณยิ้มและหัวเราะแสดงความสนใจไปกับเรื่องที่พวกเขาเล่า ก็เพียงพอ  จากนั้นพวกเขาจะสนใจตอบแทนคุณแน่นอน เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ ค่อยๆเริ่มพูดคุยกับผู้คนด้วยคำพูดง่ายๆ เช่น เริ่มต้นด้วยคำถามปลายเปิด อย่าง “เป็นอย่างไรบ้าง” และปล่อยให้คนอื่นสานต่อบทสนทนาต่อ ระหว่างนั้นก็พยายามตอบคำถามหรือแสดงความสนใจให้เท่าที่ทำได้ แล้วพวกเขาจะรู้เองว่าคุณพยายามอยู่ คนส่วนใหญ่ชอบกีฬา ลองเริ่มต้นบทสนทนาด้วยกีฬา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะคนส่วนมากชอบกีฬา  ลองเริ่มด้วยคำทักทายที่ว่า “เฮ้! แมตช์เมื่อคืนของทีม…เป็นยังไงบ้าง”  (แต่ก็ควรระวังด้วยถ้าเขาไม่ได้ชอบทีมนั้นขึ้นมาก็อาจจะพลาดได้) ระมัดระวังในคำพูด บางครั้งคนบางประเภทก็ไม่ชอบให้ลุกล้ำมากเกินไปสำหรับเพื่อนใหม่  ดังนั้นคุณควรจะสร้างความคุ้นเคยหรือพูดคุยเฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่องทั่วไปหรือพูดคุยถึงสิ่งที่คล้ายคลึงกันก่อน เช่น “คุณเป็นอย่างไรบ้างวันนี้” หรือ “คุณมาเรียนที่นี่ได้อย่างไร” หรือ “คุณชอบวิชาอะไร” เพื่อที่จะได้หาว่ามีความชอบหรืออะไรที่เหมือนกันหรือไม่ ก่อนที่จะขยับเข้าไปถามหรือพูดคุยอะไรที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้ ให้ความเคารพ คุณควรแสดงออกถึงความเคารพหรือเชื่อถือ ทั้งกับตัวคุณเองและกับคนรอบข้าง  เพราะการได้รับความเคารพ ทั้งในการกระทำและเรื่องความคิด จะทำให้คุณได้รับการยอมรับจากคนรอบตัวได้ดีกว่า การสร้างความโดดเด่นในเรื่องแย่ๆ หรือเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ อย่าเห็นแก่ตัว พยายามเป็นคนใจกว้างเพียงพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ แต่ก็อย่าใจกว้างคนเกินไป เพราะถ้าคุณใจกว้างจนเกินเหตุ คุณอาจจะถูกใช้ประโยชน์ได้ ไม่อคติ เลิกยึดติดกับคำว่าอายุ เพราะไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ คุณก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ทั้งนั้น  แม้แต่คนอายุ 20 กับ 70 ก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ถ้าคุณคิดจะทำ อย่ากลัวที่จะขอ Facebook ลองเอ่ยปากถามถึงชื่อ Facebook, MySpace, AIM Screen Name, email address หรือแม้แต่เบอร์โทรศัพท์   เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมากถ้าคุณมีสิ่งที่สามารถติดต่อกับพวกเขาได้ และอาจจะทำให้การพูดคุยหลังจากนี้เป็นเรื่องง่ายขึ้น พยายามอยู่กับคนที่ดี คุณควรทำความรู้จักและเป็นเพื่อนกับคนที่ดีหรือเข้ากับคุณได้  เหมือนกับสำนวนที่ว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” เพราะผู้คนมักจะตัดสินคนจากคนที่อยู่รอบตัว พวกเขาไม่มาสนใจทำความรู้จักกับตัวคุณโดยตรง แต่จะตัดสินคุณจากคนที่คุณอยู่ด้วย ดังนั้นแล้ว ถ้าคนที่อยู่รอบตัวคุณเป็นคนดี คุณก็จะถูกมองว่าดี หรือ ถ้าพวกเขาเป็นคนเจ๋ง คุณก็จะถูกมองว่าเจ๋ง เช่นเดียวกัน