ภัยสังคม แก๊งมิจฉาชีพทำทีมาขอซื้อบ้าน ลวงตาวัย 78 ชิงทรัพย์-ทำร้ายจนเจ็บหนัก

a3_51 a1_84

ภัยสังคม แก๊งมิจฉาชีพทำทีมาขอซื้อบ้าน ลวงตาวัย 78 ชิงทรัพย์-ทำร้ายจนเจ็บหนัก ลูกสาววอนตำรวจตามจับโดยไว ขณะที่ตำรวจเร่งแกะรอยกล้องวงจรปิด

วันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2560) รายการเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ มีรายงานกรณีกลุ่มมิจฉาชีพ ก่อเหตุทำทีเข้ามาสอบถาม นายสมัย นรจีน อายุ 78 ปี อ้างว่าอยากจะติดต่อขอซื้อบ้านแล้วให้พาไปดู ก่อนลวงนายสมัยขึ้นรถแล้วฉวยโอกาสชิงทรัพย์ และทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บหนัก

โดยนายสมัยให้การว่า ขณะออกจากบ้านพักมาอยู่ในหมู่บ้าน มีคนร้ายเป็นชายวัยประมาณ 40 ปี และหญิงวัยประมาณ 60 ปี ขับรถยนต์เข้ามาทำทีสอบถาม อ้างว่าอยากจะหาซื้อบ้านในหมู่บ้าน และชวนให้ขึ้นมาคุยบนรถ ด้วยความชะล่าใจจึงยอมขึ้นไปด้วยและพาไปดูบ้านในหมู่บ้าน แต่จากนั้นหญิงที่อยู่ในรถก็อ้างว่านำเงินมาไม่พอ และจะพาตนกลับไปส่ง

อย่างไรก็ตามระหว่างนั้นทั้งคู่ได้แวะรับหญิงสาวอีกรายขึ้นมาบนรถ ก่อนจะเร่งเครื่องออกปากทางหมู่บ้าน เลี้ยวเข้าถนนติวานนท์ มุ่งหน้าไปแยกสวนสมเด็จ ก่อนที่หญิงคนร้ายจะพยายามปลดสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท พระเลี่ยมทอง 1 องค์ และแหวนทองคำหนัก 1 บาท มูลค่ากว่า 7 หมื่นบาท แต่ตนไม่ยอมอีกฝ่ายจึงทำร้ายร่างกาย รวมทั้งพยายามถีบตนออกจากรถที่กำลังวิ่งอยู่

ระหว่างนั้นตนเอื้อมมือคว้าประตูรถไว้ได้ จึงถูกรถลากร่างไปตามถนนเป็นระยะทางราว 1 กิโลเมตร ก่อนจะหมดแรงหลุดมือไป ได้รับบาดเจ็บมีแผลทั่วตัว ทั้งนี้โชคดีมีคนขับแท็กซี่ตามหลังมาพยายามให้การช่วยเหลือ

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ จนพบภาพของรถคันที่ก่อเหตุแล้ว โดยจะเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว ขณะที่ลูกสาวของผู้เคราะห์ร้ายเผยว่า อยากให้ติดตามตัวคนร้ายมาลงโทษโดยไว เพราะเป็นการก่อเหตุกับผู้สูงอายุที่ไม่มีทางสู้ ถือเป็นภัยสังคม ส่วนตอนนี้พ่อของตนยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะเจ็บขาและมีแผลขนาดใหญ่ที่ก้น

ยังไม่มีมติรับ ครูจอมทรัพย์ กลับเข้ารับราชการครู ชี้ใบประกอบวิชาชีพหมดอายุแล้ว

283817cc-020e-47f6-bdd3-38835e584e35

อกศจ.สกลนคร ยังไม่มีมติรับ ครูจอมทรัพย์ กลับเข้ารับราชการครู ชี้ติด 2 เงื่อนไข คือใบประกอบวิชาชีพหมดอายุ และตามระเบียบจะไม่รับคนอายุเกิน 50 ปี เข้ามารับราชการครู
จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า อกศจ.สกลนคร ได้มีมติจากการประชุมเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 ให้รับ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร วัย 54 ปี กลับเข้ารับราชการครู โดยให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติม คือ ใบประกอบวิชาชีพครูนั้น
ล่าสุด (10 กุมภาพันธ์) นายเทวรัฐ โตไทยะ ผู้อำนวยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ได้ยืนยันกับทีมข่าวไบรท์นิวส์ว่า อกศจ.สกลนคร ยังไม่ได้ลงมติในเรื่องนี้ เนื่องจากติดเงื่อนไข คือ ใบประกอบวิชาชีพของนางจอมทรัพย์ หมดอายุแล้วเมื่อหลายปีก่อน จึงไม่สามารถกลับมารับราชการได้
นอกจากนี้ ตามระเบียบการหรือหลักเกณฑ์แล้ว จะไม่รับบุคคลที่อายุเกิน 50 ปี เข้ามารับราชการครู อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขนี้ก็สามารถยกเว้นได้ หากรับกลับเข้ามาแล้วเกิดประโยชน์ต่อวงการศึกษา แต่ที่ผ่านมาในแวดวงการศึกษานั้น ไม่เคยรับบุคลากรทางการศึกษาที่อายุเกินกว่า 50 ปี กลับเข้ามารับราชการครู
ทั้งนี้ นายเทวรัฐ ชี้ว่า นางจอมทรัพย์ต้องไปดำเนินการในเรื่องใบประกอบวิชาชีพครูให้ถูกต้อง และยื่นเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม อกศจ.สกลนคร อีกครั้งเพื่อหารือในที่ประชุม ซึ่งหากมีมติเห็นชอบก็จะทำเรื่องเสนอยังคณะกรรมการศึกษาส่วนกลาง ให้พิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่

ยังไม่ชัดวัน เบนซ์ เรซซิ่ง เข้าให้ข้อมูลตำรวจรอบสอง แต่ต้องเรียกตัวมาแน่นอน

762885-01 benzracing2

รองโฆษก ตร. เผย ยังไม่ชัดวัน เบนซ์ เรซซิ่ง เข้าให้ข้อมูลเป็นรอบสอง ส่วนกรณีจับยาล็อตใหญ่ ยังไม่พบเอี่ยวกับ ไซซะนะ ย้ำไม่ว่าใครทำผิดกฎหมายต้องรับผิด

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้าล่าสุด ในการขยายผลจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดของ นายไซซะนะ แก้วพิมพา ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดชาวลาว โดยมีการเปิดเผยว่า ที่ผ่านมานั้นทางกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้วางแผนปฏิบัติการและเกาะติดข่าวมาตลอด 4-5 ปี จนสามารถดำเนินการทลายเครือข่ายนี้ได้ อย่างไรก็ตามการจับกุมนายไซซะนะ เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อกวาดล้างผู้ค้ายาเสพติด ตามนโยบายของทางรัฐบาล
ในส่วนของบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการต่าง ๆ ที่หลายคนจับตามองว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดหรือไม่นั้น ทางเจ้าหน้าที่ไม่อยากให้ตั้งกฎเกณฑ์ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครหรือเป็นลูกใคร เพราะไม่ว่าใครที่ทำผิดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย ก็ย่อมที่จะไม่รอดพ้นความผิด

ส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ได้จำแนกผู้ต้องหาเป็น 3 ระดับ คือ

– ระดับตัวการ
– ผู้ใช้ให้ไปกระทำความผิด
– ผู้สนับสนุน จัดหาเครื่องมือต่าง ๆ
โดยในทางสืบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้ง 3 ระดับ เจ้าหน้าที่มีแนวทางสืบสวนที่ชัดเจน มีขั้นตอนว่าจะเชิญใครเข้ามาให้ข้อมูล ซึ่งอาจจะเจอผู้เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้นอีกก็เป็นได้

นอกจากนี้ กรณีการเชิญตัว นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง เข้าให้ข้อมูลเป็นรอบที่สองนั้น อยู่ในกรอบการทำงานของพนักงานสอบสวนที่จะต้องเรียกตัวมาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ชัดว่าจะเป็นเมื่อใด

อย่างไรก็ตาม กรณีการจับยาเสพติดจำนวนมากเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากการสอบสวนผู้ต้องหา เบื้องต้นยังไม่พบว่ายาเสพติดดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดของนายไซซะนะ หรือผู้มีชื่อเสียงรายใด ซึ่งคาดว่าการสอบสวนขยายผลจะมีความคืบหน้าในอีก 1-2 วันนี้

จ่อสอบตำรวจ คดีเซลส์แมน ชี้คนหายทั้งคนแต่ไม่เอะใจ พลาดจริงเจอโทษหนัก

a1_251

พล.ต.ท. ศานิตย์ จ่อตั้งกรรมการสอบตำรวจทำคดีเซลส์แมนเบิร์ด ชี้คนหายทั้งคนแต่ไม่เอะใจ ลั่นใครบกพร่องในหน้าที่เจอโทษหนัก

จากกรณีที่ นายรัติภูมิ พิมใจใส เซลส์แมนหนุ่มที่หายตัวปริศนาก่อนพบเป็นศพที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งทางญาติยังติดใจสาเหตุการเสียชีวิตว่ามีการถูกบังคับเสพยาเกินขนาดหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 พล.ต.ท. ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลระบุว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล และเร่งขอผลตรวจจากแพทย์นิติเวช กองพิสูจน์หลักฐาน ว่า นายรัติภูมิ มีประวัติเสพยามานานแค่ไหนก่อนจะเสียชีวิต ซึ่งสามารถตรวจได้จากเส้นผม เพื่อให้ปราศจากข้อสงสัยว่าถูกใครทำให้เสียชีวิตหรือไม่

พล.ต.ท. ศานิตย์ ระบุอีกว่า คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างในเรื่องการตามหาคนหาย ซึ่งต้องมีการขันนอต กำชับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายเรื่อง โดยเฉพาะการแจ้งข้อมูลเหตุผิดปกติหรือการชันสูตรพลิกศพ ที่อาจเกี่ยวข้องกับกรณีคนหายตัวหรือถูกอุ้มหาย ข่าวการตามหาตัวเซลส์แมนมีอย่างครึกโครม แต่สายตรวจ สน.ตลิ่งชัน ที่เข้าไประงับเหตุชายคลุ้มคลั่งในพื้นที่ ซึ่งมีรูปพรรณตรงกับคนที่หายไปกลับไม่รู้สึกผิดปกติ รวมถึงร้อยเวรที่ไปชันสูตรพลิกศพที่ รพ.ศิริราช ก็ไม่เอะใจด้วย ต้องรอจนมีพยานแจ้งเบาะแสจนตามหาตัวเจอ
ทั้งนี้จะมีการตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ว่ามีตำรวจนายใดปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือไม่ อาจต้องถูกลงโทษสถานหนัก และหากเกิดเหตุบกพร่องลักษณะนี้ขึ้นอีก ผู้เกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก

เตรียมเรียกเพจดังเข้าสอบ แพร่คลิปวิศวกรยิงวัยรุ่น ตำรวจงงได้หลักฐานมายังไง

Untitled-8

ตำรวจ สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี เตรียมเรียกเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ v.4 กรณีโพสต์คลิปวิศวกรยิงวัยรุ่น ม.4 ซึ่งเป็นหลักฐานเดียวกัน พร้อมเผย 5-6 คน ยังไม่มาให้ปากคำตามหมาย

กรณีนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ ซึ่งมีอาชีพเป็นวิศวกร ได้ยิงวัยรุ่น ม.4 เสียชีวิต เนื่องจากมีการกระทบกระทั่งกันในเรื่องการจอดรถขวางทางและขับปาดกันไป-มา ซึ่งภายหลังได้มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ปมทะเลาะกันที่หน้าร้านขายของ รวมถึงเหตุการณ์ที่มีการกระทบกระทั่งกันนั้น
ล่าสุด วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 รายการข่าวเด่น 8 ทางช่อง 8 รายงานว่า พ.ต.อ. เชี่ยวชาญ เพิ่มพูล ผกก.สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี เตรียมเรียกเพจเฟซบุ๊ก อยากดังเดี๋ยวจัดให้ v.4 เข้ามาสอบที่มาที่ไปของคลิปเหตุการณ์ขณะที่รถของกลุ่มวัยรุ่นจอดขวาง และเข้ามาปิดล้อมรถนายสุเทพ เนื่องจากคลิปที่ถูกเผยแพร่นี้เป็นคลิปเดียวกับที่ตำรวจได้จากรถของผู้ก่อเหตุ และหากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีก็จะนำไปเป็นพยานต่อไป ส่วนการสอบปากคำพยานบุคคล พยานสิ่งแวดล้อม อื่น ๆ ยังขาดกลุ่มวัยรุ่นอีก 5-6 คน ซึ่งได้ออกหมายเรียกและโทร. ตามแล้วแต่ยังไม่มา นอกจากนี้ยังมีพยานอื่น ๆ ที่ปรากฏในคลิป 12-13 คน

ด้านเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ v.4 ไม่ได้เปิดเผยที่มาว่าได้คลิปดังกล่าวมาอย่างไร และคงจะไม่ไปพบกับตำรวจหากมีการเรียกตัว

201

ส่วนในเรื่องที่นายสุเทพ ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้าย ต้องดูว่าฝ่ายวิศวกรจะแจ้งความหรือไม่ จากนั้นจึงจะมีการเรียกคนที่ลงมือมาแจ้งในข้อหาทำร้ายร่างกาย ส่วนคนที่ไม่ได้ลงมือ ก็อาจจะถูกดำเนินคดีในข้อหาพยายามทำร้ายเช่นกัน

ขณะที่กรณีนายสุเทพ ถูกดำเนินคดีในข้อหา ใช้อาวุธปืนฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ต้องมีการสืบสวนว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ โดยจะเป็นหน้าที่ของอัยการ จ.ชลบุรี ที่จะพิจารณาส่งฟ้องศาล จ.ชลบุรี โดยในส่วนของคราบเขม่าดินปืนหัวกระสุนนั้น ต้องรอการตรวจสอบประมาณ 3 สัปดาห์ ว่าตรงกับปืนที่วิศวกรใช้ยิงเด็ก ม.4 หรือไม่

เผาศพเด็ก ม.4 ถูกวิศวกรยิงดับ แม่อโหสิกรรมให้-เพื่อน ๆ บวชหน้าไฟ

 

a1_249 a2_215

เผาศพ ปอน เด็ก ม.4 ถูกวิศวกรยิงเสียชีวิตแล้ว ณ วัดน้อยนพคุณ ด้านแม่เผยอโหสิกรรมให้ เพราะลูกตายไปแล้ว ส่วนเพื่อน ๆ บวชหน้าไฟให้

จากกรณีนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อาชีพวิศวกร มีปากเสียงกับกลุ่มวัยรุ่นก่อนจะโดนกรูเข้ามาหาเรื่อง จนควักปืนยิงไป 1 นัด โดยกระสุนถูก นายนวพล ผึ่งผาย หรือ ปอน อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.4 เข้าบริเวณราวนมซ้ายและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลชลบุรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยในวันนี้ 10 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ศาลา 4 วัดน้อยนพคุณ ถนนพระราม 5 แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กทม. ได้มีพิธีฌาปนกิจนายนวพล โดยนางมณีพร ผึ่งผาย แม่ของนายนวพล พร้อมญาติ และเพื่อน ๆ ได้เข้าร่วมส่งดวงวิญญาณเป็นครั้งสุดท้ายและบวชหน้าไฟให้

นางมณีพร กล่าวว่า สภาพจิตใจของตนตอนนี้ดีขึ้นกว่าเก่า ปลงมากขึ้น และอโหสิกรรมให้ เพราะน้องปอนก็ตายไปแล้ว ส่วนเรื่องคดีต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตั้งแต่น้องปอนเสียก็ยังไม่มีใครโทร. มา ตอนนี้ตนจะรอฟังผลคำตัดสินอย่างเดียว สุดท้ายตนก็ไม่รู้จะบอกอะไรกับลูกชาย เพราะไม่รู้ว่าลูกจะรับรู้หรือเปล่า คนตายไปแล้วคงบอกไม่ได้

จับหญิงวัย 57 กระชากกระเป๋าหวังฉกทอง แต่ไม่รอด-อ้างมือไปเกี่ยว

1_528

ตำรวจรวบตัวหญิงวัย 57 ปี ก่อเหตุกระชากกระเป๋าเหยื่อหน้าร้านทองกลางเมืองเชียงใหม่ แต่โชคดีผู้เสียหายไหวตัวทัน ฉุดกระชากทองในมือไว้ได้

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ เข้าควบคุมตัว นางธนัญญา อายุ 57 ปี ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์และถูกชาวบ้านจับกุมตัวไว้ได้

จากการสอบถาม นางเยอ แซ่เฮ้อ อายุ 50 ปี ผู้เสียหาย เล่าว่า ลูกสาวพาตนมาซื้อสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมกับจี้รูปหัวใจ ราคา 27,000 บาท ที่ร้านทองแห่งหนึ่ง ย่านตลาดวโรรส เพื่อเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ แต่ระหว่างที่ตนและลูกเดินออกจากร้านทองนั้น ก็ถูกคนร้ายเดินตามหลังมา และใช้มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายของตนหวังขโมยทองไป แต่ตนรู้สึกตัวเสียก่อน จึงคว้ามือและกระเป๋าไว้พร้อมตะโกนขอความช่วยเหลือ จนชาวบ้านช่วยกันจับตัวคนร้ายไว้ได้

ด้านนางธนัญญา ให้การว่า ไม่ได้ตั้งใจก่อเหตุแต่ในตลาดคนเยอะ มือก็เลยไปเกี่ยวเข้ากับกระเป๋าของผู้เสียหาย และพอผู้เสียหายร้องโวยวาย ตนทำตัวไม่ถูกอีกทั้งรู้สึกโมโหที่ถูกเข้าใจผิด ก็เลยกระชากกระเป๋าหญิงคู่กรณีเสียเลย และมาถูกจับกุมได้ดังกล่าว

ในขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว พบพฤติกรรมของนางธนัญญาได้ติดตามกลุ่มผู้เสียหายมาตลอด ตั้งแต่ก่อนเข้าไปดูทองที่ร้านทองดังกล่าว แล้วรอจนผู้เสียหายซื้อทองเสร็จจึงลงมือก่อเหตุ เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาพยายามวิ่งราวทรัพย์ และนำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติมและดำเนินคดีต่อไป

หนุ่มสวนยาง น้อยใจ ห้ามเมียสักคิ้ว แต่ไม่ฟัง ซดยาฆ่าแมลงดับ

 

a1_247หนุ่มสวนยางพารา น้อยใจห้ามเมียสักคิ้วแต่ไม่ฟัง แถมเจอเพื่อนแซวเมียสวยขึ้น สงสัยมีกิ๊ก ซดเบียร์เกือบลังย้อมใจ ก่อนซดยาฆ่าแมลงตาม จนเสียชีวิต

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เว็บไซต์ workpointtv.com รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนหญ้านาง จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งเหตุหนุ่มฆ่าตัวตายที่สวนยางพาราในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ต.หนองหัวช้าง อ.พรเจริญ จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.บึงกาฬ และหน่วยกู้ภัยมังกรบึงกาฬ

เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบศพ นายอำไพ เกี้ยงศรี อายุ 44 ปี มีน้ำลายฟูมปากคาดเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง ใกล้กันพบขวดเบียร์ถูกเปิดดื่มไปแล้ว 10 ขวด และเหลืออีก 2 ขวดที่ยังไม่เปิด โดยพบขวดซุปไก่สกัดที่มีกลิ่นยาฆ่าแมลงติดอยู่ในขวด คาดว่าผู้ตายใช้ดื่มก่อนสิ้นใจประชดภรรยา
เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนญาติผู้ตายทราบว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 อาทิตย์ ภรรยาผู้ตายคือ นางเสถียร เกี้ยงศรี อายุ 42 ปี ได้สักคิ้วในราคา 1,500 บาท ตามสาว ๆ ในหมู่บ้าน แต่ผู้ตายไม่ยอมให้สัก บอกว่าสวยธรรมชาติก็ดีแล้ว ถึงอย่างไรก็รักเหมือนเดิม กระทั่งภรรยาไปสักมาเพื่อน ๆ ก็ได้พูดหยอกล้อว่า ภรรยาสวยขึ้น และพูดว่า “เอ็งมัวไปนอนเฝ้าสวนยางและเผาถ่านขายอยู่แต่ในสวนยางนั่นแหละ ไม่ใช่เมียมีกิ๊กแล้วเหรอ”

ญาติผู้ตายเล่าต่อว่า ผู้ตายเกิดคิดมากที่ภรรยาไม่เชื่อฟัง และได้ซื้อเบียร์ 1 ลัง พร้อมยาฆ่าแมลงไปนอนที่สวนยาง ก่อนจะดื่มยาฆ่าแมลงเสียชีวิตดังกล่าว ด้านญาติไม่ติดใจจึงมอบศพให้ไปตั้งบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

ญาติคาใจการตาย เบิร์ด เซลส์แมน-แพทย์ไม่ฟันธงเสพยาเอง หรือถูกบังคับ

02_548

ญาติ เบิร์ด เซลส์แมน ไม่เชื่อเสพยาตาย-ไม่ได้ถูกทำร้าย ร้องขอความเป็นธรรม ด้านแพทย์ไม่ฟันธงเสพเอง หรือถูกบังคับให้เสพ ระบุ แผลที่ศีรษะและท้ายทอย ไม่ทำให้เสียชีวิต

จากกรณีนายรัติภูมิ พิมใจใส หรือ เบิร์ด เซลส์แมนขายรถ หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2559 ก่อนที่ต่อมาจะพบเป็นศพไร้ญาติอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช หลังถูกส่งมารักษาตัวนาน 10 วัน
ความคืบหน้าล่าสุด (7 กุมภาพันธ์ 2560) ผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ รายงานว่า ที่คณะนิติเวชศาสตร์ รพ.ศิริราช พล.ต.ท. ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผศ. นพ.วิศิษฎ์ วามวานิชย์ ผอ.รพ.ศิริราช รศ. นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้างานภาควิชานิติเวชศาสตร์ และ ผศ. นพ.ปภาณุ สิทธิประสิทธิ อาจารย์ภาควิชานิติเวชศาสตร์ ร่วมกันแถลงถึงคดีพบศพนายรัติภูมิเพื่อไขข้อข้องใจ โดยมีนายละเอียด พิมใจใส บิดาและญาติร่วมฟังการแถลงด้วย ซึ่งคณะแพทย์สรุปผลว่า จากการชันสูตรพลิกศพพบว่าผู้ตายไม่ได้ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต แต่เกิดจากสภาวะภายใน เช่น ตับไต ล้มเหลว อีกทั้งยังพบสารเสพติดอยู่ในร่างกายอีกด้วย แต่ไม่แน่ชัดว่าเสพมานานมากน้อยเท่าใด

ผศ. นพ.ปภาณุ กล่าวต่อว่า บาดแผลบริเวณศีรษะและท้ายทอย เป็นบาดแผลเล็กน้อย ไม่สามารถทำให้เสียชีวิต ส่วนอาการคลุ้มคลั่งที่พบในกล้องวงจรปิด อาจเกิดจากฤทธิ์ของสารแอมเฟตามีน แต่เกิดจากการเสพเองหรือถูกบังคับนั้น แพทย์ไม่สามารถบอกได้ อีกทั้งตลอด 10 วันที่แพทย์ให้การรักษา นายรัติภูมิไม่ได้สติ จึงต้องรักษาตามอาการที่เป็นอยู่ขณะนั้น
ด้าน พล.ต.ท. ศานิตย์ กล่าวว่า ในส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่มีการอ้างว่าผู้เสียชีวิตขโมยมานั้น ในทางคดีเมื่อผู้กระทำผิดเสียชีวิต คดีจะถูกยกฟ้อง แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพิสูจน์ทราบให้ได้ข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตต่อไป โดยที่วัดช่องลม หมู่ 4 ต.ไผ่กองดิน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ศพของนายรัติภูมิ พิมใจใส ได้เคลื่อนย้ายมาถึงวัด และได้มีการประกอบพิธีรดน้ำศพ โดยมีบรรดาญาติพี่น้อง กลุ่มเพื่อนของผู้ตาย และเพื่อนบ้านกว่า 200 คน เข้าร่วมในพิธีรดน้ำศพด้วยอาการโศกเศร้า

อย่างไรก็ตามในระหว่างพิธีรดน้ำศพนายรัติภูมิ ญาติเห็นว่าตำรวจยังไม่สามารถนำเหตุผลมาหักล้างข้อสงสัยต่าง ๆ อีกหลายข้อ รวมทั้งสภาพศพที่เห็นอยู่นั้นมีร่องรอยคล้ายถูกทารุณกรรมอยู่หลายจุด อาทิ รอยฟกช้ำดำเขียวตามร่างกาย บริเวณข้อมือมีลักษณะเป็นร่องคล้ายถูกกดทับด้วยกุญแจมือทั้ง 2 ข้าง และที่สำคัญข้อมือซ้ายกับแขนข้างเดียวกันมีรอยไหม้คล้ายกับถูกบุหรี่จี้

ทั้งนี้ในสื่อสังคมออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อมูลของนายรัตนชัย ญาติของเบิร์ด ที่ได้โพสต์ภาพศพของนายรัติภูมิ พร้อมข้อความระบุว่า นี่เหรอไม่ได้โดนทำร้าย ร่างกาย ใบหน้ามีแต่แผล ท่านว่าไงครับ ขอความเป็นธรรม #ช่วยกันแชร์ครับ

เพจดัง เผยคลิปเด็ดจากกล้องหน้ารถวิศวกร งานนี้ชี้ชัดใครเริ่ม

c6756e04-1e1d-45b4-8330-f39b459c5459

เพจดัง เผยคลิปเหตุการณ์จริงจากกล้องหน้ารถวิศวกร เป็นหลักฐานเด็ด-งานนี้ชี้ชัดใครเริ่ม !

ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ยึดพื้นที่สื่อมาหลายวัน อีกทั้งคนในสังคมต่างก็ยังให้ความสนใจสำหรับกรณีที่โจ๋วัย 17 ถูกวิศวกรชักปืนยิงดับ หลังมีปากเสียงกันเรื่องรถจอดขวาง ต่อมากระแสในโลกโซเชียลต่างออกมาแสดงความคิดเห็นและกล่าวเห็นใจวิศวกรผู้ลงมือ เนื่องจากทำไปเพราะเห็นว่าครอบครัวอาจตกอยู่ในอันตราย ส่วนฝ่ายกลุ่มวัยรุ่นให้การว่าไม่ได้ทำร้ายครอบครัววิศวกรก่อนแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีหลักฐานยืนยันว่ากลุ่มวัยรุ่นเป็นฝ่ายเริ่ม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ความคืบหน้าล่าสุด (8 กุมภาพันธ์ 2560) ที่เพจเฟซบุ๊ก อยากดังเดี๋ยวจัดให้ V.4 ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กว่า ตนเองนั้นได้เห็นคลิปแล้ว ยืนยันว่าฝ่ายวิศวกรไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม โดยมีลูกเพจไม่ประสงค์ออกนามส่งมาให้ดู

หลังจากนั้นไม่กี่นาทีต่อมาเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวได้เผยคลิปเหตุการณ์ที่สามารถชี้ชัดได้เลยว่า กลุ่มวัยรุ่นเป็นฝ่ายที่กรูกันลงมาหาเรื่องก่อน ทั้งยังกล่าวด่าทอฝั่งวิศวกรด้วยถ้อยคำหยาบคาย มีคำพูดจากฝั่งวัยรุ่นว่า “มึงเก๋าเหรอ” อยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี หากไล่ย้อนในหน้าไทม์ไลน์เฟซบุ๊กของเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ V.4 จะพบว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ได้มีการโพสต์ข้อความที่ระบุว่า เป็นความจริงจากทางฝั่งวิศวกรที่เล่าเรื่องเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น จนกระทั่งเกิดเหตุยิงกันจนมีผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ หลังจากคลิปและข้อความดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม โดยส่วนใหญ่บอกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ เป็นใครใครก็ยิง

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก อยากดังเดี๋ยวจัดให้ V.4