คืบหน้าดราม่าเพื่อนบ้านสร้างที่กั้นต่อรั้ว ยังไม่ทันเจรจา รู้กันทั้งหมู่บ้าน

neighbor04_2
คืบหน้า ! ดราม่าเพื่อนบ้านสร้างที่กั้นต่อรั้ว เจ้าของบ้านไม่อยู่หลายวัน ยังไม่ทันได้เจรจา ก็กลายเป็นข่าวดังทั่วหมู่บ้าน อีกฝ่ายย้ายแอร์ออกแล้ว

จากกรณีที่มีคุณ สมาชิกหมายเลข 2666680 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ตั้งกระทู้ระบายถึงเพื่อนบ้านที่สร้างที่กั้นต่อรั้วบ้าน จนกลายเป็นเรื่องดังในโซเชียลเน็ตเวิร์ก (อ่านข่าว หนุ่มปวดหัวตึ้บ เพื่อนบ้านสร้างที่กั้นต่อรั้วบ้าน ทำยังไงดี โซเชียลให้ 2 ทางเลือก)
ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 เจ้าของเรื่องได้มีอัพเดทในประเด็นดังกล่าว ดังนี้

“พอดีช่วงนี้ผมกับแฟนไม่ได้อยู่บ้าน เลยยังไม่ได้เข้ามาคุย กลับมาดูกระทู้อีกทีคือไปไกลมาก จนกลุ่มหมู่บ้านรู้กันหมดเจ้าของบ้านรู้ ตอนเเรกกะจะเข้ามาระบายเฉย ๆ ไม่คิดว่าจะไปขนาดนี้ ขอบคุณทุกคนสำหรับความเห็นครับ ตอนนี้เค้ากำลังย้ายแอร์ออกและทำรางน้ำฝนให้เเล้ว รู้สึกผิดกับเค้ามากไม่ได้อยากให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าเป็นใคร”

ขณะเดียวกันเจ้าของเรื่องก็ได้ลบข้อความในกระทู้แล้ว

neighbor13

คืบหน้าดราม่าเพื่อนบ้านสร้างที่กั้นต่อรั้ว ยังไม่ทันเจรจา รู้กันทั้งหมู่บ้าน

neighbor04_2
คืบหน้า ! ดราม่าเพื่อนบ้านสร้างที่กั้นต่อรั้ว เจ้าของบ้านไม่อยู่หลายวัน ยังไม่ทันได้เจรจา ก็กลายเป็นข่าวดังทั่วหมู่บ้าน อีกฝ่ายย้ายแอร์ออกแล้ว

จากกรณีที่มีคุณ สมาชิกหมายเลข 2666680 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ตั้งกระทู้ระบายถึงเพื่อนบ้านที่สร้างที่กั้นต่อรั้วบ้าน จนกลายเป็นเรื่องดังในโซเชียลเน็ตเวิร์ก (อ่านข่าว หนุ่มปวดหัวตึ้บ เพื่อนบ้านสร้างที่กั้นต่อรั้วบ้าน ทำยังไงดี โซเชียลให้ 2 ทางเลือก)
ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 เจ้าของเรื่องได้มีอัพเดทในประเด็นดังกล่าว ดังนี้

“พอดีช่วงนี้ผมกับแฟนไม่ได้อยู่บ้าน เลยยังไม่ได้เข้ามาคุย กลับมาดูกระทู้อีกทีคือไปไกลมาก จนกลุ่มหมู่บ้านรู้กันหมดเจ้าของบ้านรู้ ตอนเเรกกะจะเข้ามาระบายเฉย ๆ ไม่คิดว่าจะไปขนาดนี้ ขอบคุณทุกคนสำหรับความเห็นครับ ตอนนี้เค้ากำลังย้ายแอร์ออกและทำรางน้ำฝนให้เเล้ว รู้สึกผิดกับเค้ามากไม่ได้อยากให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าเป็นใคร”

ขณะเดียวกันเจ้าของเรื่องก็ได้ลบข้อความในกระทู้แล้ว

neighbor13

อ.ธงทอง แจงข่าวลือ หยุดยาว 9 วัน ต้องรอ ครม. พิจารณาตามสมควร

a4_186
อ.ธงทอง แจงข่าวลือหยุดยาว 9 วัน ช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9 ต้องรอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามสมควร

จากกรณีที่ อ.ธงทอง จันทรางศุ ได้โพสต์ภาพเอกสารสำนักราชเลขาธิการ ผ่านเฟซบุ๊ก Tongthong Chandransu พร้อมระบุข้อความว่า…กำหนดวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้น จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม 2560 ซึ่งวันที่ 26 ตุลาคม 2560 เป็นวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ
และล่าสุด วันที่ 18 เมษายน 2560 ได้มีผู้เข้าไปคอมเมนต์ถาม อ.ธงทอง เกี่ยวกับข่าวลือที่มีการส่งต่อกันโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก และไลน์ อ้างว่าจะมีกำหนดวันหยุดยาว 9 วัน ในช่วงพระราชพิธีดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 23-28 ตุลาคม 2560 ซึ่งเรื่องนี้ อ.ธงทอง ระบุว่า เรื่องวันหยุดนั้นเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีจะได้กำหนดตามที่สมควรต่อไป

a3_333 a2_451 a5_96 a6_57

อ.ธงทอง แจงข่าวลือ หยุดยาว 9 วัน ต้องรอ ครม. พิจารณาตามสมควร

a4_186
อ.ธงทอง แจงข่าวลือหยุดยาว 9 วัน ช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9 ต้องรอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามสมควร

จากกรณีที่ อ.ธงทอง จันทรางศุ ได้โพสต์ภาพเอกสารสำนักราชเลขาธิการ ผ่านเฟซบุ๊ก Tongthong Chandransu พร้อมระบุข้อความว่า…กำหนดวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้น จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม 2560 ซึ่งวันที่ 26 ตุลาคม 2560 เป็นวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ
และล่าสุด วันที่ 18 เมษายน 2560 ได้มีผู้เข้าไปคอมเมนต์ถาม อ.ธงทอง เกี่ยวกับข่าวลือที่มีการส่งต่อกันโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก และไลน์ อ้างว่าจะมีกำหนดวันหยุดยาว 9 วัน ในช่วงพระราชพิธีดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 23-28 ตุลาคม 2560 ซึ่งเรื่องนี้ อ.ธงทอง ระบุว่า เรื่องวันหยุดนั้นเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีจะได้กำหนดตามที่สมควรต่อไป

a3_333 a2_451 a5_96 a6_57

กรมศิลปากร โพสต์แจงแล้ว หมุดคณะราษฎร เป็นโบราณวัตถุหรือไม่ ?

mood3

กรมศิลปากร แจงแล้ว หมุดคณะราษฎร เป็นโบราณวัตถุหรือไม่ หลังจากที่หายไปตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2560

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 เฟซบุ๊ก กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร ได้มีการโพสต์ประเด็นหมุดคณะราษฎร ซึ่งหายไปเมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมาว่าเป็นโบราณวัตถุ ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หรือไม่ ? มีข้อความทั้งหมด ดังนี้

mood1

กรมศิลปากรได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ได้บัญญัติให้ “โบราณวัตถุ” หมายความถึง สังหาริมทรัพย์ที่เป็นของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของโบราณสถาน ซากมนุษย์หรือซากสัตว์ ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการประดิษฐ์หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ในทางศิลป ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี

mood2
ซึ่งจากนิยามดังกล่าวกรมศิลปากรจึงเห็นว่า หมุดคณะราษฎร์มิใช่โบราณวัตถุตามนัยของ พ.ร.บ.โบราณสถานฯ เนื่องจากหมุดคณะราษฎร์เป็นวัตถุที่พลเอกพระยาพหลพลหยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร์ ได้นำมาติดตั้งไว้ในบริเวณลานพระราชวังดุสิตเมื่อปี พ.ศ. 2479 ซึ่งเป็นเวลา 4 ปี ภายหลังจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง

ดังนั้นหมุดคณะราษฎร์จึงมิใช่สังหาริมทรัพย์ที่เป็นประโยชน์ในทางประวัติศาสตร์ เพราะหมุดดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงเครื่องหมายระบุตำแหน่งที่เคยมีการประกาศแถลงการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น

กรมศิลปากร โพสต์แจงแล้ว หมุดคณะราษฎร เป็นโบราณวัตถุหรือไม่ ?

mood3กรมศิลปากร แจงแล้ว หมุดคณะราษฎร เป็นโบราณวัตถุหรือไม่ หลังจากที่หายไปตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2560

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 เฟซบุ๊ก กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร ได้มีการโพสต์ประเด็นหมุดคณะราษฎร ซึ่งหายไปเมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมาว่าเป็นโบราณวัตถุ ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หรือไม่ ? มีข้อความทั้งหมด ดังนี้

mood1

กรมศิลปากรได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ได้บัญญัติให้ “โบราณวัตถุ” หมายความถึง สังหาริมทรัพย์ที่เป็นของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของโบราณสถาน ซากมนุษย์หรือซากสัตว์ ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการประดิษฐ์หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ในทางศิลป ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี

mood2
ซึ่งจากนิยามดังกล่าวกรมศิลปากรจึงเห็นว่า หมุดคณะราษฎร์มิใช่โบราณวัตถุตามนัยของ พ.ร.บ.โบราณสถานฯ เนื่องจากหมุดคณะราษฎร์เป็นวัตถุที่พลเอกพระยาพหลพลหยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร์ ได้นำมาติดตั้งไว้ในบริเวณลานพระราชวังดุสิตเมื่อปี พ.ศ. 2479 ซึ่งเป็นเวลา 4 ปี ภายหลังจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง

ดังนั้นหมุดคณะราษฎร์จึงมิใช่สังหาริมทรัพย์ที่เป็นประโยชน์ในทางประวัติศาสตร์ เพราะหมุดดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงเครื่องหมายระบุตำแหน่งที่เคยมีการประกาศแถลงการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น

5 วิธีใส่ผ้าปิดปากคาร์บอน ชัดเจนทุกขั้นตอน ไม่ต้องสับสนอีกต่อไป

main_8หลายคนยังสับสนไม่หายว่าผ้าปิดปากคาร์บอนจริง ๆ แล้วต้องใส่อย่างไรจึงจะถูกต้องและป้องกันเราได้อย่างเต็มที่ งั้นเอาเป็นว่ามาดูวิธีใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องกันค่ะ

ฝุ่นควัน ละออง และเชื้อโรคที่แฝงมากับอากาศรอบ ๆ ตัวเราเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ดังนั้นทางป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายที่ดีที่สุดก็คือการสวมใส่หน้ากากอนามัย แต่เชื่อไหมคะว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังสับสนกับการใส่หน้ากากอนามัยอยู่ โดยเฉพาะการใส่ผ้าปิดปากคาร์บอนหรือหน้ากากอนามัยคาร์บอน ซึ่งก็คือหน้ากากอนามัยที่มีชั้นกรองคาร์บอนสำหรับกรองกลิ่นไม่พึงประสงค์ และไอของสารเคมีที่มาจากมลพิษทางอากาศ ควันจากท่อไอเสียเครื่องยนต์ชนิดต่าง ๆ ว่าตกลงต้องหันด้านไหนออก หันด้านไหนเข้ากันแน่นะ ?
วิธีใส่ผ้าปิดปากคาร์บอน

Mask_1 Mask_2

1. ล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบผ้าปิดปากคาร์บอนมาสวมใส่

2. ใช้มือจับที่สายคล้องหูทั้ง 2 ข้าง แล้วตรวจสอบหน้ากากอนามัยโดยหันด้านสีเข้มออกด้านนอก ด้านสีจางหันเข้าด้านใน แถบเหล็กต้องอยู่ด้านบน และรอยจีบพับต้องคว่ำลง

3. สวมใส่หน้ากากโดยดึงสายคล้องหูเข้ากับหูให้กระชับ

4. ดัดแถบเหล็กให้แนบชิดไปกับสันจมูก และดึงหน้ากากคาร์บอนด้านล่างให้คลุมลงมาถึงใต้คาง เพื่อความมิดชิด

5. เมื่อต้องการดื่มน้ำ หรือประทานอาหารกลางวันก็ไม่จำเป็นต้องถอดหน้ากากคาร์บอนออก เพียงแค่ดึงหน้ากากอนามัยลงมาไว้ใต้คางก็พอ และเมื่อรับประทานอาหารเครื่องดื่มเรียบร้อยแล้ว ให้ดึงหน้ากากคาร์บอนกลับมาคลุมจมูกเหมือนเดิม แต่ก็อย่าลืมล้างมือทุกครั้งหลังจากแตะหรือจับหน้าผ้าปิดปากด้วยนะคะ

Mask_3
นอกจากนี้ยังมีข้อควรปฎิบัติในการสวมใส่หน้ากากอนามัยมาฝากเพิ่มเติมด้วย ดังนี้ค่ะ

1. เมื่อไรก็ตามที่หน้ากากอนามัยเปรอะเปื้อน เปียกชื้น หรือชำรุด ให้เปลี่ยนหน้ากากอนามัยใหม่ทุกกรณี

2. เมื่อต้องการถอดหน้ากากอนามัย อย่าจับที่ตัวผ้าเด็ดขาด เพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคนับล้าน ๆ ตัว แต่ให้จับที่สายคล้องหูและถอดหน้ากากออกมาแทน

3. ควรทิ้งหน้ากากอนามัยในถังขยะที่มีฝาปิด หรือทิ้งหน้ากากอนามัยในถุงพลาสติกและมัดปากถุงให้เรียบร้อย ก่อนหย่อนลงถังขยะ

4. ควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน ไม่ควรใช้ซ้ำ เพราะจะเป็นการสะสมเชื้อโรคหรือแพร่กระจายเชื้อโรคไปยังที่ต่าง ๆ ได้ และล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งหลังจากจับหน้ากากอนามัยใช้แล้ว

เชื้อโรคจะไม่มีทางเข้ามาก่อกวนสุขภาพของเราได้ แค่เรารู้จักใช้หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีนะคะ ดังนั้นหากใครยังสวมใส่หน้ากากอนามัยแบบมึนงงกันอยู่ ก็ได้เวลามาใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีกันแล้ว

5 อาหารทำลายสุขภาพคนวัยทำงาน เลี่ยงไว้เป็นดี

infoรีบบอกลาอาหารทั้ง 5 ชนิดนี้ เพราะถ้าทานมาก ๆ ก็เตรียมรับมือกับโรคร้ายที่มาเคาะประตูรออยู่ได้เลย

สำหรับคนวัยทำงาน ย่อมมีทั้งความเครียด ความกดดันต่าง ๆ ที่คอยทำลายสุขภาพของเราอยู่แล้ว ไหนจะการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ จนต้องลาป่วยในแต่ละปีก็ไม่ใช่น้อย เวลาที่จะดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายก็เป็นสิ่งจำเป็นที่เราควรหาเวลาเพื่อทำให้เราแข็งแรง พร้อมลุยกับงานได้อย่างเต็มร้อย แต่อีกหนึ่งสาเหตุใหญ่ ๆ ที่คนวัยทำงานส่วนมากต้องเจอคือปัญหาสุขภาพ ที่เกิดจากพฤติกรรมการกินอันเกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คอยบั่นทอนสุขภาพ ของเราให้ทรุดโทรมลงโดยที่เราไม่รู้ตัว วันนี้ทาง masii ได้หยิบอาหารที่ส่งผลร้ายต่อร่างกายมาเตือนสติคนวัยทำงานเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงและควบคุมได้ถูกต้อง
1. กาแฟ

เครื่องดื่มยอดนิยมของชาวออฟฟิศและวัยทำงาน เชื่อว่าร้อยละ 80-90 % ของคนวัยทำงานดื่มกาแฟกันแทบทุกวัน บางคนดื่มจนติด ต้องดื่มมากจนเกินปริมาณที่พอดี ซึ่งในกาแฟ 1 แก้ว มีทั้งนม, น้ำตาล, ครีมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติหวานมันตามที่แต่ละคนชอบ หากเราดื่มในปริมาณที่พอดี พอให้ร่างกายเราสดชื่นในขณะทำงานก็เป็นเรื่องดี แต่ส่วนมากกาแฟ 1 แก้วก็ค่อนข้างให้พลังงานสูง ยิ่งถ้าดื่มมาก ๆ ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเสพติดสารคาเฟอีน หากวันไหนไม่ได้ดื่มก็จะหงุดหงิด ง่วงนอน ปวดศีรษะได้ แถมยังทำให้เกิดภาวะอ้วนลงพุงจากบรรดาส่วนผสมต่าง ๆ ในกาแฟ

ดังนั้นหากเลี่ยงที่จะไม่ดื่มได้ก็ควรหลีกเลี่ยง หรือบางท่านที่ต้องการดื่มจริง ๆ ก็แนะนำว่าเป็นกาแฟดำ อาจใส่สารเพิ่มความหวานแทนน้ำตาลได้เล็กน้อย จะให้พลังงานที่น้อยกว่า แต่ก็พอให้ร่างกายสดชื่น หรือหากท่านใดที่เกิดอาการง่วงในขณะทำงาน อาจลองพักงานไว้สักครู่ แล้วเดินลุกขึ้นบิดตัวซ้าย-ขวา ลองเปลี่ยนอิริยาบถแก้ง่วงสักครู่ก็จะช่วยให้คุณหายง่วงและสดชื่นขึ้นได้ครับ

2. ขนมขบเคี้ยวและของหวาน

อีกหนึ่งพฤติกรรมการกินของคนวัยทำงานที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนและโรคอื่น ๆ ตามมาก็คือการกินของขบเคี้ยว เช่น สแน็ก หรือของหวานต่าง ๆ ในระหว่างทำงาน บางคนถึงกับต้องมีติดไว้ที่โต๊ะทำงานตลอดเวลาสำหรับข้ออ้างไว้แก้ง่วง ในไม่ช้าโรคความดัน เบาหวาน และโรคอ้วนก็จะถามหา

วิธีแก้ไขก็คือ ทานมื้อหลัก ๆ ให้อิ่มเพียงพอ หรือลองเปลี่ยนจากสแน็กของหวานต่าง ๆ มาเป็นผลไม้ เป็นถั่วอบที่ไม่มีการปรุงรสดู อาจช่วยให้คุณสดชื่นและลดปริมาณแป้งและน้ำตาลต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายเกินความจำเป็นได้อีกด้วย
3. น้ำอัดลม

เป็นของควบคู่กับขนมขบเคี้ยวเลยก็ว่าได้สำหรับน้ำอัดลม บางท่านดื่มทุกวันจนติดกับความหวานความสดชื่นที่ได้จากน้ำอัดลม จนลืมว่านั่นคือบ่อเกิดของโรคอ้วน โรคเบาหวานชั้นดี เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง เลิกได้เลยก็ยิ่งดี แล้วเปลี่ยนมาดื่มน้ำธรรมดาให้เพียงพอจะดีกว่า เพราะนอกจากน้ำอัดลมจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับร่างกายแล้ว ยังทำลายสุขภาพโดยไม่จำเป็น

4. ฟาสต์ฟู้ด

ในเวลาเร่งรีบ คนทำงานส่วนมากก็จะเลือกอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดมาบริโภคกัน เพราะสะดวกและง่าย ไม่เสียเวลา หากไม่ได้รับประทานเป็นประจำก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าสำหรับใครที่เลือกทานอาหารประเภทนี้เป็นอาหารหลักทุก ๆ วันในมื้อเช้าที่เร่งรีบหรือช่วงกลางวันแล้วต้องระวังไว้ เพราะอาหารประเภทนี้ประกอบไปด้วยแป้งและน้ำมันเป็นส่วนมาก คุณค่าทางอาหารน้อย และยังส่งผลเสียต่อร่างกายอีกด้วย เพราะของทอด ๆ มัน ๆ เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง แป้งและไขมันก็จะนำมาซึ่งโรคความดันและโรคอีกมากมายตามมา ดังนั้น ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคดูซะใหม่ รับประทานอาหารที่ให้คุณค่ากับร่างกายมากขึ้นจะดีกว่า

5. ของหมักดอง

บรรดาผลไม้ดองรสชาติจี๊ดจ๊าดของโปรดสาว ๆ ออฟฟิศนั้น ซ่อนไว้ด้วยอันตรายมากมาย ทั้งจากสารที่ใช้ดองอย่างขัณฑสกรหรือน้ำตาลปริมาณมาก ยิ่งถ้าเป็นการหมักดองที่ไม่ถูกลักษณะวิธีจะยิ่งอันตราย อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงได้ หรือถ้ารับประทานเป็นประจำก็จะเกิดการสะสมของสารเคมีจากการดองก่อให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย คิดแล้วก็ไม่คุ้มค่ากับรสชาติจี๊ดจ๊าดเอาซะเลย

นอกจากอาหาร 5 ประเภทนี้ที่เราควรหลีกเลี่ยง เราก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้ร่างกายสดชื่นตลอดเวลา หาเวลาออกกำลังกายบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดี จะได้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่นอกจากจะกระทบต่อตัวเราแล้วก็ยังจะกระทบกับงานของเราทำให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกด้วย ดังนั้น สุขภาพดี ทำงานได้เต็มที่ เจ้านายรัก อนาคตสดใสแน่นอนครับ

6 ภัยจากหน้าหนาว ที่ต้องรู้ให้ทัน เพราะอันตรายถึงชีวิต !

640_4ภัยหน้าหนาวที่เราต้องระวังและป้องกันไว้ก่อน เพราะหากประมาทอาจต้องสูญเสียชีวิต

ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว บริเวณพื้นที่สูง บนยอดดอย อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลงเรื่อย ๆ หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ก็เริ่มมีลมเย็นให้คนเมืองได้สัมผัสไอหนาวให้พอยิ้มได้ ส่วนจะหนาวยาวนานกี่วันนั้น เป็นเรื่องที่คนกรุงยังต้องลุ้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ฤดูหนาวที่มาเยือนนี้ นอกจากภัยสุขภาพแล้ว ก็ยังมีภัยใกล้ตัวอื่น ๆ ที่มักเกิดขึ้นบ่อย ๆในฤดูหนาว วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. มีวิธีการป้องกันเพื่อให้รู้เท่าทันรับมือภัยหน้าหนาวปีนี้ ดังต่อไปนี้ค่ะ
1. เลี่ยงอาบน้ำเย็นจัดเสี่ยงช็อก

ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น หรือบริเวณยอดเขาที่มีอุณหภูมิต่ำมาก กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาเตือนว่า ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำที่เย็นจัด เพราะจะเสี่ยงต่อภาวะช็อก ซึ่งภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับน้ำ หรืออุณหภูมิที่เย็นจัด โดยไม่ได้เตรียมตัวหรือให้ร่างกายปรับตัวก่อน ระบบประสาทจึงมีการตอบสนองอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดอาการหายใจลำบาก อีกทั้งความเย็นจัดแบบฉับพลันนี้ จะทำให้เส้นเลือดหดตัวเร็ว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่เพียงพอ เกิดอาการหมดสติได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำเย็นจัด หรือหากจำเป็นควรเช็ดตัวก่อน หรือค่อย ๆ อาบโดยใช้น้ำลูบตัว เพื่อให้ร่างกายปรับตัวก่อน

2. ระวังภัยเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊ส

หน้าหนาวนี้หลายคนได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งในบางสถานที่พักได้มีการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊ส โดยกรมควบคุมโรคได้แนะนำให้ผู้ประกอบการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สให้ได้มาตรฐาน ภายในห้องที่มีการระบายอากาศที่เพียงพอ ติดป้ายเตือน และบอกถึงวิธีการใช้งานอย่างชัดเจน

สำหรับผู้ใช้ควรสังเกตอาการที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับแก๊สระหว่างอาบน้ำ เช่น เกิดอาการวิงเวียน หน้ามืด หายใจลำบาก ควรรีบออกจากห้องน้ำ หรือหากได้กลิ่นแก๊สผิดปกติ ควรรีบเปิดประตู ปิดเครื่องทำน้ำอุ่น และออกจากห้องน้ำทันที โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องระวังเป็นพิเศษ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น แต่หากห้องน้ำไม่มีเครื่องระบายอากาศ แนะนำว่าให้เปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที ก่อนที่คนอื่นจะอาบน้ำต่อ หรือหากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติม โทร. สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ได้ตลอดเวลา

3.กินเหล้าแก้หนาว ความเชื่อผิด ๆ

จากสภาพอากาศหนาวเย็น บางคนนิยมดื่มเหล้า เพราะมีความเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นร่างกาย แก้หนาวได้ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาเตือนแล้วว่าเป็นความเชื่อที่ผิด และเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก และย้ำว่าไม่ควรดื่มสุราแก้หนาว เนื่องจากในช่วงแรกร่างกายจะรู้สึกร้อนวูบวาบ จากนั้นอุณหภูมิร่างกายจะลดต่ำกว่าปกติ และสูญเสียความร้อนเร็วขึ้น หากดื่มในปริมาณมากจนเมา และเผลอหลับโดยไม่ห่มผ้า หรือสวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่นเพียงพอ อาจทำให้เสียชีวิตได้
4. ภัยเงียบเสื้อกันหนาวมือสอง

เข้าสู่หน้าหนาวประชาชนส่วนใหญ่มักซื้อเสื้อกันหนาวมาสวมใส่ โดยเฉพาะเสื้อกันหนาวมือสอง สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ในเสื้อกันหนาวมือสองอาจมีเชื้อโรค หากไม่ทำความสะอาดก่อนอาจเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคกลากเกลื้อน โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังจากพาหะนำโรค เช่น ตัวไร ตัวเรือด เห็บ หมัด และโลน

ผู้ซื้อจึงควรสวมผ้าปิดจมูกขณะเลือกซื้อ เพื่อป้องกันการสูดฝุ่นละอองที่มากับเสื้อผ้า หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์ ประเภทขนฟู เพราะทำความสะอาดยาก อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ และควรทำความสะอาดด้วยผงซักฟอก หรือน้ำยาซักผ้า แล้วนำมาต้มในน้ำเดือด หรือน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 นาที – 1 ชั่วโมง แล้วนำไปตากแดดจัดให้แห้ง ก่อนนำมาสวมใส่ ในส่วนของผู้ขายควรวางเสื้อผ้าไว้บนโต๊ะ ไม่วางกองกับพื้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีฝุ่นละออง และแมลงชนิดต่าง ๆ เข้าไปอาศัยในเสื้อผ้าได้

5. อุบัติเหตุทางถนน

ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แนะนำการเดินทางบนท้องถนนในสภาพอากาศหนาวเย็น โดยให้ผู้ขับขี่ระมัดระวังในการขับรถผ่านเส้นทางที่มีหมอกลงจัด และควันไฟปกคลุม ด้วยการเปิดไฟหน้ารถ ไฟตัดหมอก ไม่ขับรถเร็ว เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ ไม่เปลี่ยนช่องทางจราจรกะทันหัน ไม่ขับแซงในระยะกระชั้นชิด

หากมีหมอกลงจัดจนมองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน ควรจอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย เช่น ที่พักริมทาง สถานีบริการน้ำมัน รอจนหมอกบาง จึงค่อยขับรถไปต่อ โดยล่าสุดนี้ สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้จัดทำโครงการ “เปิดไฟหน้ารถ ช่วยลดอุบัติเหตุ” ด้วยการเชิญชวนทุกคนสร้างวินัยจราจรเปิดไฟหน้ารถ เพื่อลดการสูญเสียอุบัติเหตุบนท้องถนน
6. ดูแลสุขภาพรับอากาศหนาว

สภาพอากาศหนาวเย็น ควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยสวมใส่เสื้อผ้าหนา ๆ สวมถุงมือ ถุงเท้า สร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย และหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ รวมถึงดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ เพราะมีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย เพราะหากเจ็บป่วยจะมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป

อีกทั้งไม่ควรนอนในที่โล่งแจ้งโดยไม่สวมเสื้อผ้าหรือห่มผ้า เพราะอากาศที่หนาวเย็นทำให้เลือดไหลเวียนช้า ร่างกายขาดออกซิเจน ส่งผลให้เกิดอาการช็อกและเสียชีวิตได้ หรือการดูแลสุขภาพง่าย ๆ ตามแนวคิดของ สสส. คือ “3 อ. 2 ส.” โดย 3 อ. ประกอบด้วย ออกกำลังกายให้เหมาะสมและเพียงพอ วันละ 30 นาที การกินอาหารลดหวาน มัน เค็ม และปรับอารมณ์ให้ไม่เครียดมากเกินไป ขณะที่ 2 ส. คือ ลดการสูบบุหรี่ และลดการดื่มสุรา

หน้าหนาวนี้ การเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกวิธี จะช่วยป้องกันอันตรายและลดผลกระทบจากภัยในช่วงฤดูหนาวได้รวมถึงทำให้การดำเนินชีวิตในช่วงฤดูหนาวเป็นไปอย่างปลอดภัย

หิวอะไรขนาดนั้น คู่รักเล่นจ้ำจี้หน้าเคาน์เตอร์ร้านพิซซ่า ไม่แคร์สายตาพนักงาน

a1_311 (1)
อารมณ์เปลี่ยวมันไม่เข้าใครออกใคร ! กล้องวงจรปิดจับภาพคู่รักหนุ่มสาวมีเซ็กส์กันกลางร้านพิซซ่า งานนี้สุดโจ่งแจ้ง จัดเต็มไม่สนสายตาพนักงานในร้าน

แน่นอนว่าเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติ การที่คู่รักจะมีซัมติงกันนั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมดาในบางวัฒนธรรม แต่การจะไปทำเรื่องอย่างว่ากันในที่สาธารณะราวกับว่าโลกนี้มีแค่เพียงเธอกับฉันนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะนอกจากจะเป็นการกระทำที่ไม่แคร์ใครแล้วนั้น ยังสร้างความอุจาดแก่สายตาชาวบ้านชาวช่องอีกด้วย ดังเช่นหนุ่มสาวคู่นี้ที่ไปเล่นจ้ำจี้กันกลางร้านพิซซ่า !

จากการรายงานของเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ระบุว่า เหตุบัดสีบัดเถลิงดังกล่าวเกิดขึ้นในร้านโดมิโนพิซซ่าสาขาหนึ่งในสคาร์โบโรห์ นอร์ทยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ หนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินทางมาที่ร้านเพื่อสั่งพิซว่าไปรับประทาน แต่ในระหว่างที่กำลังรอพนักงานจัดเตรียมพิซซ่าอยู่นั้น อยู่ดี ๆ ทั้งคู่เกิดอารมณ์เปลี่ยว ไฟปรารถนาลุกพรึ่บขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ในเมื่ออารมณ์มันมาแล้วแต่พิซซ่าก็ยังไม่ได้ จะวิ่งไปที่อื่นก็เสียเวลา ทั้งคู่ก็จัดเสียเลยตรงนั้น จากคลิปวิดีโอที่ได้จากกล้องวงจรปิดของร้านจะเห็นได้ว่า คู่รักคู่นี้จัดเต็มมาก เริ่มตั้งแต่ฝ่ายชายยืนให้ฝ่ายหญิงคุกเข่าสำเร็จความใคร่ให้ แต่ทุกอย่างไม่จบลงแค่นั้น เพราะทั้งคู่กลับบรรเลงเพลงรักบทต่อไปทันที ซึ่งก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล ตรงหน้าเคาน์เตอร์นั่นเอง

คลิปที่ได้จากกล้องวงจรปิดนั้นมีความยาวเพียงไม่กี่วินาที แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงคาดว่าน่าจะกินเวลายาวนานกว่านั้น เมื่อคลิปถูกเผยแพร่ลงบนอินเทอร์เน็ตมันก็กลายเป็นคลิปโด่งดังในชั่วข้ามคืน เมื่อมีคนสามารถระบุตัวตนของทั้งคู่ได้ และนักข่าวจากเว็บไซต์เดอะซัน ก็ตามไปสัมภาษณ์ทั้งคู่ถึงประสบการณ์ในร้านพิซซ่าที่เพิ่งเกิดขึ้น
ฝ่ายหญิงกล่าวว่า เธอแฟนหนุ่มคบหาดูใจกันได้ราวเดือนกว่า ๆ แล้ว ตอนที่เธอและแฟนรู้ว่าทั้งคู่กลายเป็นข่าวดังนั้น เธอและเขาต่างพากันขำกลิ้ง แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้ทำให้ใครเสียหาย เธอจึงไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไรมากมาย

“ฉันเป็นคนเปิดกว้างในเรื่องเซ็กส์ค่ะ ฉันกับแฟนเคยคุยกันมาตลอดว่าอยากไปลองทำแบบนั้นในที่สาธารณะ เพราะมันน่าจะตื่นเต้นดี ที่ที่คิดกันไว้ก็มีกลางโรงแรม ในรถบัส ในรถตู้ ในสระว่ายน้ำ และในทุ่ง แต่อยู่ ๆ สุดท้ายได้มาทำกันในร้านพิซซ่าซะงั้น” สาวในคลิปกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ทั้งคู่กำลังกำลังกลัวว่าจะถูกตำรวจจับในข้อหากระทำอนาจารในที่สาธารณะ และสำหรับทางร้านร้านโดนิโนที่เกิดเหตุนั้น ตัวแทนของร้านได้ออกมาปฏิเสธที่แสดงความเห็นถึงเรื่องที่เกิดขึ้น