Category: ทั่วไป

การตั้งเป้าหมาย

เขียนจุดแข็งของคุณ มันเป็นงานที่ง่ายที่จะช่วยให้คุณมีความคิดหรือมุมมองแง่บวกในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยรักษาความมั่นใจไว้ แน่นอนว่าคุณมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพัฒนา ทุกคนก็เช่นกัน แต่บ่อยครั้ง การขาดความมั่นใจก็มาจากการขาดการเคารพตัวเอง การจดจุดแข็งในชีวิตของคุณสามารถช่วยให้คุณผ่านจุดด้อยไปได้ 3 สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณควรมี ทักษะหรือพรสวรรค์: มันไม่จำเป็นต้องเป็นทักษะการแข่งขัน แค่หมายความว่าคุณรู้ทักษะหรือพรสวรรค์ของตัวคุณเองหรือยัง เช่น ด้านกีฬา ศิลปะ ธุรกิจ การสร้างสรรค์ บุคลิกลักษณะเฉพาะตัว: จดว่าคุณมีบุคลิกลักษณะอะไรที่ภูมิใจบ้าง เช่น คุณคิดว่าคุณเป็นคนชอบทำงานหนัก ห่วงใยผู้อื่น มีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ ผลสัมฤทธิ์: สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณทำสำเร็จและภูมิใจ บางทีอาจจะเป็นการแสดงคอนเสิร์ต พูดในที่สาธารณะ ทำเค้กวันเกิด หรือวิ่งแข่ง

โรคหวาดกลัวการเข้าสังคม

โรคหวาดกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia) เป็นโรควิตกกังวลกลัวชนิดหนึ่งที่เกิดจากความหวาดกลัวว่าจะถูกประเมินในแง่ลบจากผู้อื่น กลัวว่าตนเองจะทำอะไรที่น่าอายต่อหน้าผู้อื่น วิตกกังวลว่าตัวเองจะเผลอทำอะไรเปิ่นๆ เชยๆ หรือทำพลาดให้ต้องอับอาย กลัวต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง ซึ่งดูเหมือนอาการตื่นเต้นทั่วไปในคนปกติ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคมจะประหม่ามากและไม่สามารถบังคับตัวเองให้ไม่ขลาดกลัวการเข้าสังคมได้ และมักจะพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมและมีความกลัวถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน สาเหตุ อาจเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง พันธุกรรม การประมวลผลในการกระทำของตัวเองและการตอบสนองของบุคคลอื่น พฤติกรรมฝังใจตั้งแต่เด็ก บุคลิกภาพ วิธีการเลี้ยงดู อาการสำคัญ อาการในเด็กที่เข้าข่ายเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมจะมีความขี้อายเกินเด็กปกติทั่วไป ซึ่งเด็กเหล่านี้จะไม่กล้าแม้แต่จะเล่นกับเด็กคนอื่น อายถึงขั้นหวาดกลัวการพูดกับผู้ใหญ่ ไม่สบตาใครขณะพูด และมักจะไม่ยอมไปโรงเรียน อาการในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคม มักจะมีอาการสืบเนื่องมาตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น โดยที่ไม่ได้รับการรักษาเยียวยาให้หายหวาดกลัวการเข้าสังคม อาการที่บ่งถึงโรคหวาดกลัวสังคม 1. ความผิดปกติที่แสดงออกทางอารมณ์และความคิด รู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ต้องพูดคุยกับบุคคลอื่น หรือพูดไม่ออกเมื่ออยู่ต่อหน้าคน วิตกกังวลเป็นอย่างมากว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร หวาดกลัวบุคคลอื่นจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองไปต่าง ๆ นานา เครียดล่วงหน้าเป็นวัน หรือเป็นสัปดาห์ เมื่อรู้ว่าต้องปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน หรือต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่เจอคนเยอะ ๆ กลัวว่าตัวเองจะแสดงอาการหน้าขายหน้าอะไรออกไปสักอย่าง กลัวคนอื่นจะจับสังเกตได้ว่ากำลังรู้สึกประหม่าอยู่ 2. ความผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย ตัวอย่างเช่น อาย หน้าแดง เขินจนบิด ไม่กล้าสบตา หายใจหอบถี่ปั่นป่วนในท้อง บางรายถึงกับอาเจียน เสียงสั่น พูดตะกุกตะกัก ใจเต้นแรง แน่นหน้าอก เหงื่อแตก หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ 3. ความผิดปกติที่แสดงออกทางพฤติกรรม ชอบปลีกตัวไปหลบอยู่คนเดียวบ่อย ๆ เพราะกลัวการเผชิญหน้ากับบุคคลอื่น มนุษย์สัมพันธ์ค่อนข้างต่ำ สานสัมพันธ์ไม่เก่ง และรักษาความเป็นเพื่อนไว้ได้ยาก ไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเองแบบเดี่ยว ๆ จำเป็นต้องมีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่กล้าแสดงออกขั้นรุนแรง ในผู้ใหญ่บางรายอาจดื่มแอลกอฮอล์ย้อมใจทุกครั้ง ก่อนออกไปเผชิญหน้ากับคนหมู่มาก 4. ส่งผลกระทบต่อชีวิตในด้านต่างๆ การเรียน การงาน เช่น ไม่กล้าแสดงออกในที่ประชุม หรือหน้าชั้นเรียน ไม่กล้าไปสัมภาษณ์งาน ลังเลที่จะตัดสินใจรับตำแหน่ง หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีปัญหากับการติดต่อประสานงานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน ไม่มีความสุขกับการเรียน และการทำงาน สัมพันธภาพ เช่น มีปัญหาในการสานสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเพื่อน หรือคนรักทำให้คบกับใครไม่ได้นาน ไม่กล้าเปิดใจรับใครเข้ามา ไม่กล้าแชร์ความคิดเห็นร่วมกับบุคคลอื่น เสียโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คนใหม่ ๆ ทำให้ไม่ได้พัฒนาตนเองอย่างที่ควรจะเป็น รวมทั้งพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิต การรักษา สิ่งสำคัญของการรักษาคือผู้ป่วยต้องตระหนักถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นกับตนและพร้อมที่จะเข้ารับบำบัด ซึ่งโรคนี้สามารถบำบัดรักษาให้หายได้ 1. การรักษาด้วยยา โดยส่วนมากจิตแพทย์จะสั่งยาลดอาการซึมเศร้า (Antidepressants) และยาระงับความวิตกกังวล (Anti-Anxiety) ซึ่งระดับความรุนแรงของยา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยแต่ละราย การใช้ยารักษาโรคนี้ จิตแพทย์จะใช้เป็นแนวทางการรักษารอง เนื่องจากการใช้ยาอาจส่งผลให้เกิดภาวะติดยาและเมื่อหยุดยาอาการอาจกลับเป็นซ้ำได้ 2. การรักษาด้วยจิตบำบัด เป็นแนวทางการรักษาหลัก ซึ่ง เทคนิคที่นิยมใช้ และได้ผลมากคือ การบำบัดแบบปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy หรือ CBT) เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการรับรู้ (ความคิด) กับอาการวิตกกังวลเข้ากับพฤติกรรม หรือการกระทำของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถระบุ และเรียนรู้ที่จะแก้ไขและปรับเปลี่ยนความคิดและการการกระทำที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลนั้นได้ 3. การฝึกทักษะอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น ทักษะการสร้างสัมพันธภาพ ทักษะการผ่อนคลายความเครียดความวิตกกังวล ทักษะการพูดต่อหน้าสาธารณะ ทักษะการเผชิญกับสิ่งใหม่ เป็นต้น.

รับมือกับอารมณ์ความรู้สึก

ความมั่นใจในตนเอง เป็นผลลัพธ์ของการผสมกันระหว่างความสามารถของตนเองและความภาคภูมิใจในตนเอง และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ ความสามารถของตนเองเป็นความรู้สึกจากภายใน หรือเป็นความเชื่อที่ว่าตลอดชีวิตของเรา เราสามารถทำภารกิจหรือบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้สำเร็จมากมาย ความภาคภูมิใจในตนเองก็คล้ายๆ กัน แต่จะเป็นเรื่องของการที่เราเชื่อว่าเรามีความสามารถที่จะทำอะไรก็ตามและเราสมควรได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยทั่วไปแล้ว คนที่มีความมั่นใจในตนเองนั้นพอใจกับการเป็นตัวเอง พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายด้านการงาน และมองอนาคตในแง่บวก อย่างไรก็ตาม คนที่ขาดความมั่นใจในตนเองนั้นมักคิดว่าเขาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของตนเองได้ และมักจะมองตัวเองและความใฝ่ฝันของตนในแง่ลบ แต่ว่าเรามีข่าวดีมาบอก ความมั่นใจในตนเองนั้นเป็นสิ่งที่คุณสามารถสร้างขึ้นมาเองได้! 1.ทำตัวให้คุ้นเคยกับความกลัว คุณอาจคิดว่าคนที่มีความมั่นใจในตนเองนั้นไม่เคยรู้สึกกลัว แต่นั่นไม่ใช่ความจริงเลย ความจริงก็คือคนที่มีความมั่นใจในตนเองไม่ยอมปล่อยให้ความกลัวมาขัดขวางพวกเขาต่างหาก บางทีความกลัวของคุณคือการพูดหน้าชั้น แนะนำตัวเองกับคนที่ไม่รู้จัก หรือขอเจ้านายขึ้นเงินเดือน 2.อดทนกับตัวเอง บางครั้งคุณต้องเดินถอยหลังเพื่อจะเดินหน้าต่อไป ความมั่นใจในตนเองนั้นไม่ได้สร้างกันง่ายๆ ชั่วข้ามคืน คุณอาจลองสิ่งใหม่ๆ แต่ไม่บรรลุจุดมุ่งหมายก็ได้ แต่ก็ลองคิดดูว่าคุณได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง การที่คุณไม่บรรลุจุดมุ่งหมายทันทีครั้งแรกที่พยายามนั้นเปิดโอกาสให้คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น ความมั่นใจในตนเองเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการทะนุบำรุงเอาใจใส่ให้ค่อยๆ เติบโต 3.สร้างจุดสมดุล เช่นเดียวกับทุกอย่างในชีวิตของเรา การสร้างความมั่นใจในตนเองนั้นอาศัยการรักษาความสมดุล ความมั่นใจที่น้อยเกินไปสามารถขัดขวางไม่ให้คุณบรรลุจุดมุ่งหมายของคุณได้และยังทำให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเองอีกด้วย คนที่มีความมั่นใจมากเกินไปก็ประสบปัญหาเดียวกัน เพราะพวกเขาประเมินเวลาและความพยายามที่ต้องใช้ในการบรรลุจุดมุ่งหมายต่ำเกินไป 4.หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ถ้าคุณต้องการสร้างความมั่นใจให้ตนเอง คุณจะต้องตั้งใจพัฒนาชีวิตของคุณให้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้ชีวิตคุณเหมือนกับชีวิตเพื่อนสนิทคุณ เหมือนชีวิตพี่ชายคุณ หรือเหมือนชีวิตเหล่าดาราที่คุณเห็นในโทรทัศน์ ถ้าคุณต้องการสร้างความมั่นใจให้ตนเอง คุณจำเป็นต้องระลึกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า โลกนี้มีคนที่หน้าตาดีกว่า ฉลาดกว่า ร่ำรวยกว่าคุณเสมอ ก็เหมือนกับการที่โลกนี้มีคนที่หน้าตาแย่กว่า ฉลาดน้อยกว่า และร่ำรวยน้อยกว่าคุณเสมอ ทั้งหมดนี่ไม่สำคัญเลย สิ่งที่คุณต้องใส่ใจคือการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายและความฝันของคุณ 5.ระบุชี้สิ่งที่ทำให้คุณไม่มั่นใจ เสียงในหัวของคุณพูดอะไรกับคุณ? อะไรทำให้คุณไม่สบายใจหรืออับอาย? นี่อาจเป็นได้ทุกอย่าง ตั้งแต่สิว ไปจนถึงความเสียใจต่อสิ่งในอดีต เพื่อนที่โรงเรียน หรือประสบการณ์ในอดีตที่เลวร้ายหรือทำให้บอบช้ำทางจิตใจ อะไรก็ตามแต่ที่ทำให้คุณรู้สึกไม่มีค่า อับอาย ด้อยกว่าคนอื่น จงระบุชี้มัน แล้วเขียนมันใส่กระดาษ จากนั้นคุณอาจฉีกหรือเผากระดาษนี้ทิ้ง คุณจะได้รู้สึกดีขึ้น 6.ไม่จมอยู่กับความผิดพลาด จำไว้ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบในทุกๆ เรื่อง แม้แต่คนที่มีความมั่นใจสูงยังมีเรื่องที่ตนไม่มั่นใจ ในบางช่วงของชีวิตเรา เราอาจรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่าง นี่คือความจริงของชีวิต คุณควรเรียนรู้ว่าชีวิตนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค และสิ่งเหล่านี้ที่ทำให้คุณไม่มั่นใจก็จะมาๆ ไปๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ที่จุดไหนของชีวิต อยู่กับใคร อารมณ์ของเราในตอนนั้นเป็นอย่างไร และเรารู้สึกอย่างไร พูดง่ายๆ ก็คือมันไม่คงอยู่เสมอไป ถ้าคุณทำผิดพลาด สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะทำได้ก็คือยอมรับว่าคุณทำพลาด กล่าวคำขอโทษ และพยายามไม่ทำพลาดซ้ำอีกในอนาคต 7.เลิกแสวงหาความสมบูรณ์แบบ การแสวงหาความสมบูรณ์แบบเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายของคุณ ถ้าคุณรู้สึกว่าทุกอย่างที่คุณทำต้องสมบูรณ์แบบ คุณจะไม่มีวันพอใจกับตนเองและสภาวะแวดล้อมของคุณ แทนที่จะแสวงหาความสมบูรณ์แบบในทุกสิ่งที่คุณทำ คุณควรเรียนรู้ที่จะภูมิใจในสิ่งที่คุณทำได้ ถ้าคุณมีความคิดยึดความสมบูรณ์แบบ สิ่งที่จะขัดขวางคุณไม่ให้พัฒนาเป็นคนที่มีความมั่นใจมากขึ้นก็คือตัวคุณเอง 8.พอใจในสิ่งที่คุณมี บ่อยครั้งที่ต้นตอของความไม่มั่นใจคือความรู้สึกว่าคุณมีบางอย่าง ไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เข้าใจคุณ สิ่งของนอกกาย โชคลาภ หรือเงินทอง แต่คุณสามารถต่อสู้กับความรู้สึกนี้ได้ด้วยการรับรู้ว่าคุณ มี อะไรบ้างและเห็นคุณค่าสิ่งที่คุณมี การค้นพบความสงบภายในใจที่มาพร้อมกับความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างแท้จริงในสิ่งที่ตนมี นั้นจะส่งผลดีอย่างมากต่อความมั่นใจของคุณ ลองนั่งคิดทบทวนสิ่งดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตคุณดูสิ ตั้งแต่เพื่อนที่ดี ไปจนถึงสุขภาพที่ดี

ปลูกฝังทัศนคติที่ดี

ความมั่นใจในตนเอง เป็นผลลัพธ์ของการผสมกันระหว่างความสามารถของตนเองและความภาคภูมิใจในตนเอง และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ ความสามารถของตนเองเป็นความรู้สึกจากภายใน หรือเป็นความเชื่อที่ว่าตลอดชีวิตของเรา เราสามารถทำภารกิจหรือบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้สำเร็จมากมาย ความภาคภูมิใจในตนเองก็คล้ายๆ กัน แต่จะเป็นเรื่องของการที่เราเชื่อว่าเรามีความสามารถที่จะทำอะไรก็ตามและเราสมควรได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยทั่วไปแล้ว คนที่มีความมั่นใจในตนเองนั้นพอใจกับการเป็นตัวเอง พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายด้านการงาน และมองอนาคตในแง่บวก อย่างไรก็ตาม คนที่ขาดความมั่นใจในตนเองนั้นมักคิดว่าเขาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของตนเองได้ และมักจะมองตัวเองและความใฝ่ฝันของตนในแง่ลบ แต่ว่าเรามีข่าวดีมาบอก ความมั่นใจในตนเองนั้นเป็นสิ่งที่คุณสามารถสร้างขึ้นมาเองได้! 1.ระบุชี้ความคิดเชิงลบของคุณ ความคิดเชิงลบของคุณอาจเป็นความคิดประมาณว่า “ฉันทำไม่ได้” “ฉันจะต้องล้มเหลวแน่นอน” หรือ “ไม่มีใครอยากฟังความคิดฉันหรอก” ถ้าเสียงในหัวของคุณพูดอะไรเช่นนี้ รู้ไว้ว่าการมองโลกในแง่ร้ายจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น และจะห้ามไม่ให้คุณมีความภาคภูมิในใจและความมั่นใจในตนเองอีกด้วย 2.แทนที่ความคิดเชิงลบด้วยความคิดเชิงบวก ในขณะที่คุณกำลังมีความคิดเชิงลบ พยายามเปลี่ยนมันเป็นความคิดเชิงบวกเสีย โดยอาจทำได้ด้วยการพูดความคิดเชิงบวกกับตัวเอง เช่น “ฉันจะลองทำดู” “ฉันจะประสบความสำเร็จถ้าฉันมุ่งมั่น” หรือ “คนอื่นจะฟังฉัน” เริ่มต้นด้วยการคิดบวกสักสามถึงสี่ครั้งในแต่ละวัน 3.ไม่ยอมให้ความคิดเชิงลบเกิดขึ้นในหัวมากกว่าความคิดเชิงบวก ท้ายที่สุดแล้ว ความคิดเชิงบวกควรจะครอบครอง “เนื้อที่สมอง” ของคุณมากกว่าความคิดเชิงลบ ยิ่งคุณพยายามตอบโต้ความคิดเชิงลบด้วยความคิดเชิงบวกมากเท่าใด คุณก็จะมีนิสัยคิดเชิงบวกมากขึ้นเท่านั้น 4.มีกลุ่มคนที่คอยสนับสนุนคุณ ติดต่อกับคนที่คุณใกล้ชิดสนิทสนมด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อน เพื่อที่คุณจะได้คงทัศนคติที่ดีเอาไว้ นอกเหนือจากนี้ อยู่ห่างๆ จากคนหรือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกแย่ 5.กำจัดสิ่งนอกกายที่ทำให้คุณนึกถึงความคิดเชิงลบ  เก่าๆ ของคุณ หลีกเลี่ยงการใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเองแบบเดิมๆ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเครื่องเตือนใจจากอดีต เสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้แล้ว หรือสถานที่ที่ขัดกับเป้าหมายของคุณที่จะสร้างความมั่นใจให้ตนเอง แม้ว่าคุณจะไม่สามารถกำจัดแหล่งที่มาของความคิดเชิงลบในชีวิตของคุณได้หมด แต่คุณสามารถหาวิธีหยุดรับความคิดเชิงลบไว้เพียงเท่านี้ได้ การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นใจให้ตนเอง 6.ระบุชี้ความสามารถพิเศษของคุณ ทุกคนมีความเก่ง แต่อาจเก่งในเรื่องที่ต่างกัน ฉะนั้นลองหาดูว่า คุณ เก่งในด้านใด แล้วมุ่งความสนใจไปที่ความสามารถพิเศษนั้นๆ ของคุณ ยอมให้ตัวเองภูมิใจกับความสามารถเหล่านั้น แสดงความเป็นตัวเองออกมา ไม่ว่าจะผ่านศิลปะ ดนตรี งานเขียน หรือการเต้น หาสิ่งที่คุณทำแล้วมีความสุข และฝึกฝนจนเกิดความสามารถพิเศษ 7.ภูมิใจในตนเอง คุณไม่ควรแต่ภูมิใจในพรรสวรรค์หรือความสามารถของคุณ แต่คุณควรคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ลักษณะเฉพาะตัวของคุณโดดเด่นด้วย อาจเป็นอารมณ์ขัน ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การเป็นผู้ฟังที่ดี หรือความสามารถที่จะรับมือกับความเครียด คุณอาจคิดว่าลักษณะเฉพาะตัวของคุณนั้นไม่มีอะไรน่าชื่นชมเลย แต่ถ้าคุณมองให้ลึกลงไป คุณจะพบว่าคุณมีลักษณะเฉพาะตัวที่น่ายกย่องอยู่มาก เขียนใส่กระดาษไว้เพื่อที่คุณจะได้ให้ความสนใจกับมันในภายหลัง 8.รับคำชมอย่างสง่างาม คนจำนวนมากที่ขาดความภูมิใจในตนเองมักประสบปัญหาเวลารับคำชม พวกเขาทึกทักเอาว่าคนที่ชมนั้นไม่คิดผิดก็โกหก ถ้าคุณเป็นคนที่ตอบรับคำชมโดยการเหลือกตาแล้วพูดว่า “ก็แย่ละ” หรือยักไหล่เพื่อแสดงความไม่สนใจ คุณควรหาวิธีตอบรับคำชมของคุณเสียใหม่ 9.มองกระจกแล้วยิ้ม งานวิจัยมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “facial feedback theory” เสนอว่าการแสดงออกทางสีหน้าของเราสามารถกระตุ้นให้สมองรับรู้อารมณ์ของเราหรือทำให้อารมณ์นั้นรุนแรงมากขึ้นได้ ดังนั้นถ้าคุณมองกระจกแล้วยิ้มทุกวัน คุณอาจมีความสุขมากขึ้นและมีความมั่นใจมากขึ้นในระยะยาว นี่จะทำให้คุณรู้สึกพอใจกับรูปร่างหน้าตาของคุณมากขึ้นด้วย และช่วยให้คุณยอมรับภาพลักษณ์ภายนอกของคุณ

เอาชนะได้เพราะอยู่ที่การวางเดิมพัน

จากแนวทางของผู้เชี่ยวชาญด้านเกมส์บาคาร่า เป็นสูตรที่สามารถเอาชนะได้ในอัตราที่สูง เรียกสูตรนี้ว่า การแทง 4 ประตู การแทงบาคาร่านั้น โดยปกติ จะมีรูปแบบของการวางเดิมพันอยู่ทั้งหมด 5 ด้วยกัน นั่นก็คือ 1.Banker เจ้ามือหากวางเดิมพันถูก เราจะได้เงินจากการวางเดิมพัน 1เท่า 2.Player ผู้เล่น ทายถูกได้เงิน  1 เท่าตัว 3.Tie Game สองฝ่ายเสมอกัน ทายถูกได้เงิน 8 เท่า 4.Banker Pair เจ้ามือได้ไพ่คู่ เช่น 2-2ทายถูกได้เงิน 11 เท่า 5.Player Pairผู้เล่นได้ไพ่คู่ เช่น 2-2 ทายถูกได้เงิน 11 เท่าเช่นกันกับ Banker Pair viva9988 ในส่วนของการแทง 4 ประตู เมื่อไพ่ออก  Tie Game , Banker Pair , Player Pairก็สามารถใช้เทคนิคนี้ได้เลย โดยจะแทงทั้งหมด 4 ประตู ตามชื่อ เริ่มจากประตูที่ 1 ให้แทง Banker หรือ Player ก็ได้ เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ประตูที่ 2 แทง Tie Game ประตูที่ 3 แทง Banker Pair ประตูที่ 4 แทง Player Pair การแทงให้แทงด้วยจำนวนจากมากมาน้อย ตามลำดับ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้เล่นเองว่าจะแทงจำนวนเท่าไหร่ โดยจากการเก็บสถิติการเดิมพันของสูตรนี้ ไม่ควรแทงติดต่อกันเกิน 4 ตาของการเล่น เพราะอาจจะทำให้การเล่นมีการคลาดเคลื่อนได้ เราจะได้ไม่คุ้มกับงานที่วางเดิมพันไป ซึ่งหลักๆของการแทงบาคาร่า โดยมากก็เน้น Banker กับ Player Pair เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละคนว่าจะใช้สูตรเสริมเข้ามาหรือไม่