วิธีสอนลูกให้เชื่อมั่นในตนเอง

17 วิธีสอนลูกให้เชื่อมั่นในตนเอง

เด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเองมักไม่กล้าเผชิญกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ หรือทำสิ่งใดๆ ที่ท้าทาย เพราะกลัวความล้มเหลวหรือกลัวทำให้คนอื่นผิดหวัง สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวถ่วงในการประสบความสำเร็จในอนาคตของลูกต่อไป ศัตรูของความเชื่อมั่นคือความท้อใจและความกลัว ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะคอยช่วยเสริมแรงและให้กำลังใจลูกสามารถก้าวผ่านสิ่งที่ยากๆ ในอนาคตได้ ซึ่ง นาตาเรีย วอเธอร์ ได้เขียนแนะนำไว้มี 17 วิธีดังนี้ 1. ชื่นชมกับความพยายามของลูก ไม่ว่าลูกจะแพ้หรือชนะ เมื่อเราโตมากขึ้นเราจะพบว่าระหว่างการเดินทางมีค่ามากกว่าจุดหมายปลายทาง เมื่อลูกตั้งเป้าหมายเพื่อที่จะชนะในการทำกิจกรรมบางอย่าง แต่ต้องสะดุดล้มหรือพลาดพลั้งไม่ไปถึงเส้นชัย ให้เราให้กำลังใจกับความพยายามของลูกนั้น อย่าทำให้ลูกรู้สึกอายเมื่อเขากำลังพยายาม ผลดีในระยะยาวคือลูกจะเรียนรู้ว่าความพยายามช่วยสร้างความมั่นใจได้อย่างมากทีเดียว 2. ฝึกการให้กำลังใจเพื่อสร้างความสามารถ ควรให้กำลังใจและเสริมแรงให้ลูกทำในสิ่งที่ลูกสนใจ เพราะจะทำให้ลูกไม่รู้สึกกดดันมมากจนเกินไป ฮาโมนี ชู นักเปียโนระดับโลกบอกในรายการทอล์กโชว์ของเอลเลน ว่า เธอฝึกเล่นเปียโนตั้งแต่ 3 ขวบ และเล่นได้ดีเพราะได้รับกำลังใจจากครอบครัว การฝึกความพยายามจะสร้างความเชื่อมั่นในการพัฒนาตนเองตามมา 3. ให้ลูกฝึกแก้ปัญหาด้วยตนเอง ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกเสมอ ลูกจะขาดทักษะในการพัฒนาด้านความเชื่อมั่นในการคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง เมื่อผู้ปกครองคอยช่วยเหลือตลอดเวลาลูกจะขาดวิธีรู้จักคิดแก้ปัญหาและความเชื่อมั่นในตนเองจะหมดไป นั่นหมายความว่า ยอมให้ลูกได้เกรด B หรือ C บ้างแทนที่จะได้เกรด Aตลอดในขณะที่ลูกกำลังเรียนรู้ในการแก้ปัญหาในการทำงาน 4. ให้ลูกแสดงพฤติกรรมตามวัย ไม่ควรมีความคาดหวังให้ลูกแสดงพฤติกรรมเหมือนผู้ใหญ่ เมื่อลูกรู้สึกว่าต้องแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมและถูกต้องตามที่พ่อแม่กำหนดเท่านั้นจะทำให้เห็นถึงมาตรฐานที่เป็นไปไม่ได้และจะไปลดความพยายามที่ลูกทำอยู่ การตั้งมาตรฐานที่ลูกไม่สามารถไปถึงได้จะลดความเชื่อมั่นของลูกลง 5. กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น การตั้งคำถามที่ไม่จบไม่สิ้น อาจทำให้ลูกรู้สึกเหนื่อยและเบื่อหน่าย แต่ความจริงแล้วไม่ควรเป็นอย่างนั้น ผู้ปกครองควรตั้งคำถามเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก เพื่อลูกจะเรียนรู้ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรามองไม่เห็นในโลกนี้อีกมากมายที่เรายังไม่ได้เรียนรู้ สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้ลูกมีความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น เด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่ตั้งคำถามให้เสมอๆ จะเรียนรู้ได้เร็วและดีกว่าเด็กที่พ่อแม่หาคำตอบให้ตลอดเวลา 6. ให้ลูกลองสิ่งท้าทายใหม่ๆ แสดงให้ลูกเห็นเป้าหมายที่เป็นความสำเร็จเล็กๆ เพื่อไปสู่ความสำเร็จของเป้าหมายใหญ่ๆ เช่น ขี่จักรยานโดยไม่ใช้ล้อเล็กฝึกการช่วยขี่ คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างความมั่นใจในตัวลูกเพิ่มขึ้นได้จากความรับผิดชอบตามวัย 7. หลีกเลี่ยงการซิกแซก หรือมีข้อยกเว้นให้ลูกเสมอ การให้สิทธิพิเศษทำให้ลูกขาดความเชื่อมั่น 8. ไม่วิพากษ์วิจารณ์การแสดงออกของลูก ไม่มีสิ่งไหนที่ทำให้ลูกท้อใจเท่ากับการวิพากษ์วิจารณ์ลูกในความพยายามของเขา การให้คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะสามารถทำได้บ้าง แต่อย่าบอกว่าลูกทำกิจกรรมนี้ได้แย่จริงๆ ถ้าลูกกลัวที่จะล้มเหลวเพราะกังวลว่าจะทำให้เราโกรธหรือผิดหวัง ลูกจะไม่กล้าทำสิ่งใหม่ การที่พ่อแม่วิพากษ์วิจารณ์ลูกบ่อยๆ จะทำให้ลูกรู้สึกหมดคุณค่าในตัวเองและหมดแรงจูงใจด้วย 9. ทำความล้มเหลวให้เป็นเกาะที่สร้างฐานการเรียนรู้ การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดช่วยสร้างความมั่นใจ แต่นั่นจะเกิดขึ้นได้เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทำข้อผิดพลาดเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้เติบโตและก้าวไป อย่าปกป้องลูกมากเกินไป ยอมให้ลูกล้มเหลวบ้างบางครั้งบางคราวเพื่อช่วยให้ลูกเกิดความเข้าใจ และมีการวางแผนที่ดีขึ้นในครั้งหน้า คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้จากข้อผิดพลาด 10. เปิดประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ ในฐานะผู้ปกครองเราควรช่วยเปิดโอกาสให้ลูกมีประสบการณ์ในโลกกว้างมากขึ้นเพื่อเปิดโลกทัศน์ในการเรียนรู้ การเปิดประสบการณ์ให้ลูกจะสอนให้ลูกรู้ว่า ไม่ว่าจะเจอประสบการณ์ซึ่งน่ากลัวที่เราไม่เคยเผชิญมาก่อนเราก็จะสามารถฝ่าฟันและเอาชนะมันได้ 11. สอนลูกว่าหากจะทำให้สำเร็จต้องรู้อะไรบ้าง คุณพ่อคุณแม่เป็นฮีโร่ในใจของเด็กๆจนกระทั่งลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ใช้โอกาสนั้นสอนลูกให้รู้จักวิธีการคิด การแสดงและการพูด เป็นตัวอย่างและแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก การที่ลูกเฝ้าดูความสำเร็จของเราแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน 12. อย่าบอกลูกเมื่อเรามีความกังวลใจกับลูก ผู้ปกครองที่กังวลใจมักแปลความหมายได้ว่าไม่เชื่อมั่น การแสดงความมั่นใจของผู้ปกครองจะส่งผลต่อความมั่นใจของเด็กด้วย 13. ให้กำลังใจลูกเมื่อลูกเผชิญความทุกข์ยากลำบาก ในชีวิตนั้นไม่มีความยุติธรรมและไม่มีอะไรที่ง่ายเสมอไปซึ่งลูกต้องเรียนรู้เข้าสักวันใดวันหนึ่ง เมื่อเราเผชิญกับความยากลำบาก คุณพ่อคุณแม่ควรชี้ให้เห็นว่าเมื่อเราทนต่อความยากลำยากได้จะช่วยสร้างให้เราปรับตัวในการรู้จักยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ลูกฟังว่าทุกถนนสู่ความสำเร็จจะต้องเผชิญกับขวากหนามบ้างอะไรบ้าง 14. คุณพ่อคุณแม่เสนอตัวที่จะเข้าช่วยเหลือและสนุบสนุนแต่ต้องไม่มากจนเกินไป การให้ความช่วยเหลือที่มากเกินไปและเร็วเกินไปจะลดความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองของลูก ควรให้ลูกช่วยเหลือตัวเองก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกมากขึ้น 15. ชมเชยในความกล้าหาญเมื่อลูกเริ่มลองสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทีมบาสเกตบอลหรือการลองเล่นโรลเลอร์สเก็ต ผู้ปกครองควรที่จะชมและให้กำลังใจเมื่อลูกทำสิ่งใหม่ๆ โดยพูดคำชมง่ายๆ เช่นเก่งมากที่กล้าลองสิ่งใหม่ๆ ความสบายมาจากการที่เราติดยึดกับสิ่งเก่าๆ แต่ความกล้าหาญมาจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม 16. ฉลองความตื่นเต้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เด็กๆ มองดูและเรียนรู้ว่าพ่อแม่รู้สึกอย่างไรต่อสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับเขา ถ้าเราตื่นเต้นกับวิธีการว่ายน้ำ หรือการพูดภาษาใหม่ๆ เด็กๆ ก็จะรู้สึกตื่นเต้นด้วย การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ยากและหากทำให้ประสบความสำเร็จ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการฉลองความสำเร็จช่วยให้ลูกโตขึ้น 17. เป็นผู้ปกครองแบบเข้าใจลูก ไม่บังคับหรือเข้มงวดจนเกินไป หากเราเข็มงวดกับลูกมากเกินไป จะทำให้ลูกขาดความมั่นใจและลดความเชื่อมั่นลง การทำตามคำสั่งตลอดเวลาจะทำให้ลูกขาดความกล้า การสร้างลูกให้มีความเขื่อมั่นจะทำให้ลูกเป็นคนสร้างสรรค์และกล้าพูดคำว่า “ไม่ได้” ต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้องเช่นกล้าปฏิเสธต่อผู้ที่มาหยิบยื่นสิ่งเสพติดต่างๆให้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องยอมให้ลูกรู้จักลองผิดลองถูกเพื่อสร้างลูกให้เป็นคนดีและคนเก่งในอนาคต เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

นาทียื้อชีวิตกลางทะเล หนุ่มใหญ่ฝรั่งเศสช็อกลอดถ้ำมรกต

(28 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ถ้ำมรกต อ.กันตัง จ.ตรัง ผู้ประกอบการเรือหางยาวนำเที่ยว ซึ่งนำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนหลายคน ออกจากท่าเรือจ่าดำ ตรงสะพานคลองปากแมง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง ลงเรือหางยาวไปเที่ยวถ้ำมรกต เมื่อถึงถ้ำมรกตทางไกด์เรือหางยาวก็ให้นักท่องเที่ยวว่ายน้ำเข้าไปในถ้ำ ในระหว่างที่นักท่องเที่ยวกำลังลอดเข้าถ้ำมรกตอยู่นั้น นายโฮเซ อายุ 61 ปี ชาวฝรั่งเศส มีอาการแน่นหน้าอกอย่างกะทันหัน ทางไกด์เรือหางยาวว่ายน้ำออกจากถ้ำเพื่อขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่เรือตรวจการณ์อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่ลอยลำอยู่ที่ปากถ้ำมรกต โดยในวันนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวทะเลเป็นจำนวนมาก เมื่อทราบว่ามีนักท่องเที่ยวช็อกหมดสติอยู่ในถ้ำ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมประจำเกาะกระดาน หน่วยกู้ภัยทางทะเลชุมชน และผู้ประกอบการเรือทัวร์ หาดปากเมง ได้ช่วยกันนำร่างของนายโฮเซออกจากถ้ำมาขึ้นเรือแคนนู เพื่อนำมาขึ้นเรือหางยาวเพื่อทำการปั๊มหัวใจช่วยเหลือ จากนั้นนำร่างขึ้นเรือเร็วของอุทยานฯ จากถ้ำมรกตมายังท่าเรือจ่าดำ หาดปากเมง อ.สิเกา   viva9988 ในระหว่างเจ้าหน้าที่ประสานงานขอรถพยาบาลฉุกเฉิน โรงพยาบาลสิเกา มารับเพื่อทำการปฐมพยาบาลและปั๊มหัวใจ ก่อนที่จะนำร่างส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสิเกา แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสคนนี้เอาไว้ได้ทำให้นายโฮเซเสียชีวิตลง สำหรับผู้เสียชีวิตเดินทางเข้าประเทศไทย พร้อมกับครอบครัว เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561 และมีกำหนดเดินทาง กลับวันที่ 17 เมษายน 2561 พักอยู่ที่โรงแรมดังแห่งหนึ่งในหาดปากเมง ขณะนี้ศพอยู่ที่โรงพยาบาลสิเกา รอประสานกับสถานทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย ในการจัดการเรื่องศพของผู้เสียชีวิตต่อไป

8 วิธีเลี้ยงลูก สร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกน้อย

8 วิธีเลี้ยงลูก สร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกน้อย

ความมั่นใจในตัวเอง เป็นสิ่งที่ทำให้คนเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องรู้สึกกังวล หรือกลัวสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามา ซึ่งความมั่นใจในตนเอง รวมไปถึงความภาคภูมิใจในตนเองนั้น เป็นสิ่งที่ต้องมีการสั่งสมมาตั้งแต่ในวัยเด็ก โดยเด็กที่มีความมั่นใจในตนเองจะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ ๆ ในสังคมได้ มีความอดทนต่อความกดดัน ความเครียด และความขัดแย้งในชีวิตได้ดี รู้จักวิธีแก้ไขปัญหา เป็นคนมองโลกในแง่ดี ซึ่งต่างจากเด็กที่ขาดความมั่นใจ มักเป็นเด็กที่ขี้กลัว วิตกกังวล และเกิดความเครียดต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้ง่าย คุณพ่อคุณแม่หลายท่านจึงพยายามที่จะฝึกสอนให้ลูกของตนเองเติบโตเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตนเอง เป็นคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย และสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในชีวิต เพื่อที่เขาจะสามารถใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างมีความสุข สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างง่าย ๆ ซึ่งการที่เด็กจะเกิดความมั่นใจในตนเองได้นั้น เขาต้องรู้สึกว่าตัวเขาดีพอ และเป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ เขาจึงเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเขาเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรส่งเสริมและปลูกฝังลักษณะนิสัย รวมถึงเสริมสร้างความมั่นใจ และความภาคภูมิใจให้กับลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดี สนับสนุนพฤติกรรมด้านบวก และสนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจ โดยมีผู้ใหญ่คอยดูอยู่ห่าง ๆ 1. ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น การยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น รวมถึงการสนับสนุนในสิ่งที่เขาชอบ ถือเป็นการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกได้อีกวิธีหนึ่ง โดยเริ่มจากให้เขาได้ตัดสินใจในกิจวัตรประจำวันที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เช่น การเลือกเสื้อผ้า และกิจกรรมที่เขาอยากทำ เมื่อเขาได้ทำในสิ่งที่ชอบก็จะช่วยให้เขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้เรียนรู้การแก้ไขปัญหาและการเจรจาต่อรองกับเพื่อนฝูง ทั้งยังช่วยให้เขารู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้เลือกทำอีกด้วย นอกจากนี้การถามความเห็นและการตัดสินใจจากลูกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะช่วยให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า ช่วยส่งเสริมความมั่นใจ และช่วยให้เขาได้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา 2. เข้าใจความรู้สึกของลูก การรับรู้และเข้าใจในความรู้สึกของลูก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกใดก็ตาม เช่น เมื่อลูกดีใจที่ขี่จักรยานได้เป็นครั้งแรก หากคุณพ่อคุณแม่แสดงความชื่นชมยินดีไปกับลูกด้วยนั้น ลูกก็จะเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ค่ะ แต่หากลูกมีปัญหาอะไรในใจ ก็ควรพร้อมรับฟังและร่วมแบ่งปันความรู้สึกนั้น ๆ กับลูกด้วย เช่น บางครั้งที่ลูกร้องไห้งอแง กรีดร้องไม่ได้ดั่งใจ คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งดุว่าลูกแรง ๆ แต่ควรพูดคุยและถามไถ่กันด้วยเหตุผล ทำให้เขารู้ว่าเราเข้าใจความรู้สึกหงุดหงิดของเขานะ พร้อมกับสอนให้เขารู้จักรับมือและการแสดงอารมณ์ที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้เขาเข้าใจตัวเอง และเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองขึ้นมาค่ะ 3. แสดงความรักให้ลูกเห็นอยู่เสมอ ความรักคือสิ่งพื้นฐานที่ช่วยทำให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีความสุข ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกิดความมั่นใจในตนเองได้อย่างง่าย ๆ แค่มอบความรักให้แก่กันและกันค่ะ เพียงคุณพ่อคุณแม่ให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก ทำให้เขารู้สึกว่าพ่อแม่รักเขาในแบบที่เขาเป็น รักโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ไม่ว่าลูกจะอยู่ในช่วงเวลาที่ดีหรือไม่ดี หรือ อาจทำเรื่องผิดพลาด พยายามทำให้ลูกรู้สึกว่ายังมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ข้าง ๆ เสมอ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กรู้สึกว่าเป็นที่ต้องการ เป็นที่ยอมรับ และรู้สึกมีค่าสำหรับพ่อแม่ เกิดเป็นความรู้สึกดีต่อตัวเอง รู้สึกมั่นใจในตัวเอง และพอใจตัวเองในแบบที่เป็น 4. สอนลูกให้คิดบวก ความมั่นใจในตัวเองเริ่มต้นได้จากความคิด หากคิดในแง่บวก มองโลกในแง่ดี คิดว่าเราต้องทำได้ ก็จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยคุณพ่อคุณแม่พยายามส่งเสริมให้ลูกเชื่อในตัวเองพร้อมกับให้กำลังใจด้วยการแสดงความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา ช่วยกระตุ้นความคิดในแง่บวกและสร้างความมั่นใจให้กับเขาว่า “ลูกทำได้” หรือ “ลูกทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” ซึ่งเป็นคำพูดที่ช่วยยืนยันว่าเขาทำได้ดี ทำให้เด็กรู้สึกอยากที่จะทำสิ่งนั้นต่อไป ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการวิจารณ์หรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะจะทำให้ลูกหมดกำลังใจและเสียความเชื่อมั่นในตนเองได้ค่ะ 5. ให้ลูกหัดทำอะไรด้วยตัวเอง คุณพ่อคุณแม่อาจหากิจกรรมให้เขาลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง โดยสังเกตจากความชอบและความถนัดของลูก เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ยากเกินความสามารถในช่วงวัยของเขา ไม่ว่าจะเป็นการติดกระดุมเสื้อ การผูกเชือกรองเท้า หรือการทานข้าวเอง เมื่อเขาทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองได้อย่างง่าย ๆ ถึงแม้ว่าการฝึกหัดในช่วงแรก ๆ อาจใช้เวลามากหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ออกมารับรองว่าคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอนค่ะ 6. ให้ลูกช่วยทำงานบ้าน ความมั่นใจในตัวเองของลูก จะถูกกระตุ้นและพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเขารู้ว่ามีคนให้ความเชื่อมั่นในตัวเขา โดยคุณพ่อคุณแม่อาจมอบหมายงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เขาทำ ซึ่งนับเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่เขาต้องทำให้ได้ ทั้งยังถือเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตัวเด็กเอง ทำให้เขารู้สึกภูมิใจและอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เมื่อลูกทำสำเร็จก็ควรชื่นชมลูกตามเหมาะสม ไม่มากจนเกินไป จะช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าเขาเป็นคนดีมีคุณค่า รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง และอยากทำดีอีกต่อไป แต่หากลูกทำงานพลาด คุณพ่อคุณแม่ก็ควรแนะนำให้เขารู้จักหาทางแก้ไขด้วยตัวเองดีกว่าการดุด่า ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองและเป็นการพัฒนาทักษะทางความคิดของลูกได้อย่างดีค่ะ 7. ให้ลูกเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง เมื่อลูกทำผิด หรือทำอะไรที่ไม่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ควรพูดกับเขาด้วยเหตุผล และถามสาเหตุว่าทำไมจึงทำแบบนั้น พร้อมแนะนำให้เขารู้จักแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้เขาได้รับบทเรียนจากการกระทำในครั้งนี้ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรตำหนิลูกด้วยถ้อยคำรุนแรงและบ่อยครั้ง เพราะจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับตัวเอง กลายเป็นคนไม่มั่นใจ ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าได้ 8. เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก การเป็นตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอนเสมอ ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะสั่งสอนลูกมากมายขนาดไหน ก็ไม่เท่ากับการที่คุณปฏิบัติให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่าง เพราะเมื่อลูกเห็นในสิ่งที่คุณทำ เขาก็จะเกิดการเลียนแบบและอยากทำตาม ดังนั้นถ้าอยากให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ก็ควรเป็นตัวอย่างและเป็นแนวทางที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับลูกด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ว่าทุกคำพูด และทุกการกระทำในแต่ละวิธีเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองของลูกที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ล้วนแต่เป็นแนวทางการสร้างคุณค่าในตนเองของลูกทั้งนั้น ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วยตัวเอง ให้เขาได้มีโอกาสลองผิด ลองถูก โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยให้คำแนะนำ และให้กำลังใจอยู่เสมอ เมื่อเขาเติบโตขึ้นก็จะเป็นคนที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มีความมั่นใจในตนเอง และสามารถช่วยเหลือตัวเองในสังคมได้อย่างปกติสุขนั่นเองค่ะ

สร้างความมั่นใจในการพูดสาธารณะ

เทคนิคในการสร้างความมั่นใจในการพูดสาธารณะ

ต้องยอมรับว่าการพูดในที่สาธารณะสำหรับใครหลายๆคนเป็นเรื่องที่ยาก ถึงขั้นกลัวการพูด ต้องมีการหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญสถานการณ์ดังกล่าวเลยทีเดียว ดังนั้นเราจะมาพูดถึงทักษะการพูดในที่สาธารณะ ที่จะช่วยให้เราพูดในที่สาธารณะได้ดีขึ้น ทั้งนี้จะแบ่งเทคนิคออกเป็นสองช่วงคือ ระยะสั้นและระยะยาว 1.ระยะสั้น – เตรียมพร้อมก่อนการนำเสนอ การพูดที่ดี เริ่มมาจากการรู้ในเรื่องที่เราจะพูด ทั้งนี้เมื่อเรามีความรู้ในเรื่องดังกล่าว เราก็จะมีความมั่นใจ ไม่ประหม่า ทำการการพูดเป็นไปได้อย่างง่าย ไม่ติดขัด – วิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง กลุ่มผู้ฟังนับเป็นเรื่องสำคัญ ลองมองภาพถ้าเรากำลังจะบรรยายความรู้ให้กับวัยรุ่น แต่พูดในเชิงเนื้อหาหรือศัพท์เฉพาะมากเกินไป ไม่มีการยกตัวอย่าง หรือ ไม่มีเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเข้าใจได้ง่าย อาจเกิดความน่าเบื่อได้ – สร้างความเป็นกันเองกับผู้ฟัง ดังที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อเราวิเคราะห์ผู้ฟังแล้ว การสร้างความคุ้นเคยกับผู้ฟัง อาทิ มีอารมณ์ขันหรือมุขตลกก็อาจช่วยให้เราลดความตื่นเต้นลงไปได้มาก – สร้างความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ หากสถานที่และบุคลากรเอื้ออำนวย ควรไปถึงสถานที่ก่อนเวลาเพื่อสร้างความคุ้นเคยหรือเตรียมอุปกรณ์ เมื่อถึงเวลาจริงจะได้ไม่ประหม่าหรือติดขัดเวลาที่ทำการพูด – สังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟัง คงเป็นเรื่องไม่ดีแน่ ถ้าหากขณะที่เรากำลังพูด มีผู้ฟังกำลังหลับ ดังนั้นควรสังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟังอยู่เสมอ เพื่อจะได้หาโอกาสแก้ไขสถานการณ์ต่อไป -อย่าท่องจำหรือใช้วิธีอ่านให้คนฟัง ควรทำการเตรียมเรื่องที่จะพูดมาก่อน ทั้งนี้ การที่อ่านหรือว่าท่องจำ เพราะกลัวหลุดเกี่ยวกับเรื่องที่จะพูดนั้นโดยที่ไม่สนใจใคร ไม่เปิดโอกาสให้ซักถาม คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ – ลืมความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หากในขณะที่ทำการพูด เกิดข้อผิดพลาด พยายามอย่าเก็บมาคิดมาใส่ใจ หากมีการกังวลเกี่ยวกับข้อผิดพลาดดังกล่าว อาจทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าที่คิด ให้พูดต่อให้จบ เมื่อพูดเสร็จแล้ว ค่อยมาทบทวนในสิ่งที่ทำพลาด และหาทางแก้ไขในโอกาสหน้า 2.ระยะยาว – การพัฒนาการพูดและการอ่านออกเสียง ก่อนที่จะพูดให้คนอื่นฟังนั้น เราควรพัฒนาการพูดและการอ่านของเราให้ถูกต้องเสียก่อน คนที่พูดออกเสียงได้ดี มีความมั่นใจ มักจะพูดในที่สาธารณะได้ดี เช่น การอ่านออกเสียง ควรหานิยาย นิทาน หรือหนังสือ มาลองอ่านออกเสียง ลองอ่านโดยเน้นจังหวะ เสียงสูง ต่ำ ให้ถูกต้อง การอ่านอย่างถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญ คำบางคำหรือแม้กระทั่งควบกล้ำ ร เรือ ล ลิงต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งนี้จงจำไว้ว่าการพูดในที่สาธารณะคือการพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก หลักภาษาจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก – ฝึกการพูดและท่าทางเวลาพูด เมื่อเราได้ลองพูดตามหลักอย่างถูกต้องแล้ว เรื่องต่อมาคือเรื่องของท่าทางทั้งนี้ ครอบคลุมถึงเรื่องของจังหวะและระดับน้ำเสียง ซึ่งวิธีการฝึกคือ การฝึกหน้ากระจก ทั้งนี้ในขณะที่เราพูด ก็สามารถที่จะสำรวจตัวเองได้ด้วยว่า ท่าทางในการพูดของเราเป็นอย่างไร สร้างความมั่นใจให้กับเราได้มากขึ้นด้วย รวมทั้งการอัดเสียงของตัวเองในขณะที่พูด เพื่อที่จะได้ทราบว่าน้ำเสียงของเราเป็นอย่างไร จังหวะการพูดเป็นอย่างไร ช้า หรือ เร็ว – ฝึกพูดกับคนในครอบครัวและเพื่อนๆ เนื่องจากว่าคนในครอบครัว หรือ เพื่อนๆเป็นคนที่เราคุ้นเคย เค้าสามารถที่จะวิจารณ์เราได้อย่างตรงไปตรงมา – ฝึกพูดในที่ชุมชน หรือ เริ่มจากสถานที่เล็กๆก่อน จะช่วยให้เราทราบถึงข้อดี ข้อเสีย และข้อควรปรับปรุงที่จะต้องแก้ไข เมื่อต้องพูดในสถานที่ ที่ใหญ่มากกว่านี้ได้

สร้างความมั่นใจในการพูด

เคล็ดลับ 5 ข้อเพื่อสร้างความมั่นใจในการพูด

คนที่พูดมาก ไม่ได้แปลว่าพูดเก่งเสมอไป หรือแม้จะมีความหมายใกล้เคียงกันมาก แต่ก็ยังไม่เท่ากับการ “พูดดี” ผู้ที่อยู่ในขั้นพูดดีนั้นคือผู้ที่ใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม พูดถูกกาลเทศะ พูดจาไพเราะน่าฟัง และอาจถึงขั้นพูดได้อย่างมีชั้นเชิงแพรวพราว แต่จะทำ อย่างไรให้พูดได้ดี และขจัดความประหม่าเวลาที่จะต้องพูดในที่สาธารณะ เราจึงมีเคล็ดลับสำคัญ 5 ข้อมาฝากกันค่ะ เคล็ดลับข้อ 1 มั่นใจด้วยการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี ความไม่พร้อม หรือความไม่รู้ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจค่ะ ถ้าไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ไม่เข้าใจเรื่องที่พูด ก็จงทำการบ้านให้หนัก เตรียมข้อมูลให้มากที่สุด มากกว่าที่จะต้องใช้ และทำการบ้านด้วยว่างานที่จะต้องไปพูดนั้นเป็นงานอะไร ใครจัด ใครฟัง และคาดหวังอะไรจากเรา เพื่อจะได้เตรียมตัวให้ถูกกาลเทศะ ไม่ทำให้ผู้เชิญต้องผิดหวัง เคล็ดลับข้อที่ 2 มั่นใจด้วยสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง คงไม่ดีแน่ถ้าท่านใช้ร่างกายอย่างหักโหม อดหลับอดนอนมาก่อนถึงวันที่จะต้องพูดในที่สาธารณะ หน้าตาที่ทรุดโทรม เสียงที่แหบพร่า และพลังงานที่อ่อนล้าจะทำให้ คุณขาดความมั่นใจไปแทบหมด และสิ่งที่สุดวิสัยอย่างยิ่งคือการเจ็บป่วยกะทันหันก่อนถึงวันงาน ดังนั้น หากจะเอาดีด้านการพูด ก็จงดูแลสุขภาพร่างกายให้ดีอย่างสม่ำเสมอค่ะ เคล็ดลับข้อที่ 3 มั่นใจด้วยการแต่งกายดี เนื่องจากการพูดในที่สาธารณะ หรือไปออกรายการโทรทัศน์ เราจะต้องอยู่ท่ามกลางสายตาของคนหมู่มาก ดังนั้น จงให้ความใส่ใจในรายละเอียดของการแต่งกาย ตั้งแต่การแต่งกายแบบไหนที่เจ้าภาพระบุไว้ในบัตรเชิญ หรือผู้จัดงานต้องการให้แต่งกายตามสีหลักของงาน หรือเข้ากับฉากโทรทัศน์อย่างไรหรือไม่ การพูดของท่านต้องยืนหรือนั่ง(ควรรู้แม้กระทั่งนั่งเก้าอี้แบบไหนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะสุภาพสตรี ที่บางทีใส่กระโปรงคลุมเข่าแบบสุภาพแล้ว แต่ไปเจอโซฟาหรือเก้าอี้ที่นั่งแล้วกระโปรงเลิกขึ้นไปถึงขาอ่อน แบบนี้ก็เสียความมั่นใจ ต้องนั่งกระมิดกระเมี้ยนไปตลอดการพูด) ความสะอาดเรียบร้อยของเสื้อผ้าก็เช่นกัน เพราะเป็นตัวบ่งบอกว่าท่านดูแลตัวเองดีแค่ไหน ส่วนการแต่งหน้าทำผม ก็เป็นองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากๆเพราะ จะทำให้ท่านมั่นใจหรือสูญเสียความมั่นใจก็ได้ เคล็ดลับข้อที่ 4 มั่นใจจากจินตนาการ สู่ความมั่นใจในการพูด อยากให้ผู้พูดที่ประหม่า แข้งขาสั่น เหงื่อแตก มือเย็นไปหมด เวลาที่จะต้องพูดต่อหน้าคนหมู่มาก ใช้จินตนาการเป็นตัวช่วยค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้เพ้อเจ้อ แต่เป็นเคล็ดลับสำคัญของบรรดานักแสดงมืออาชีพ และนักพูดที่มีชื่อเสียงมากมาย หากเราเชื่อว่าเรามั่นใจ หรือแสดงท่าทางที่มั่นใจออกมา ร่างกายของเราจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง และสั่งการให้เรามั่นใจจริงๆ ดังนั้น หากเราเชื่อว่าเราทำได้ เราพูดต่อหน้าคนหมู่มากได้ดี และทุกคนต้องการฟังเราพูด เราก็จะเริ่มต้นพูดจากความรู้สึกเช่นนั้นได้เอง เคล็ดลับข้อที่ 5 มั่นใจจากการฝึกฝนจนชำนาญ เมื่อทำตามเคล็ดลับทั้ง 4 ข้อมาแล้วข้อสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งค่ะ นั่นก็คือการฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน จนเกิดความชำนาญ เพราะไม่มีทักษะความสามารถใดได้มาโดยไม่ฝึกฝน เหมือนคนที่จะฝึกว่ายน้ำให้เป็น มีหนทางเดียวก็คือต้องลงน้ำ จะพูดให้ได้ดี ก็เช่นกัน เราต้องฝึกพูด และหาโอกาสพูดต่อหน้าคนหมู่มากอยู่เสมอนั่นเองค่ะ

การสร้างความมั่นใจและแก้ไขความประหม่า

การสร้างความมั่นใจและแก้ไขความประหม่า

เมื่อผู้พูดขาดความมั่นใจ ก็มักจะมีอาการประหม่า หรือตื่นเวทีปรากฏออกมาให้เห็น เราไม่สามารถทำให้ความรู้สึกประหม่าหายไปได้โดยเด็ดขาด แต่เราอาจจะควบคุมไว้ ทำให้ ลดน้อยลงได้ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดยพิจารณาถึงเหตุผล การหาประสบการณ์ การสร้างความอดทน การเตรียมเรื่องมาอย่างดี และการหาอุปกรณ์ประกอบการพูด เป็นต้น สาเหตุของความประหม่า 1. มองเห็นจุดอ่อนของตนเองมากเกินควร ย่อมทำให้เกิดความวิตกกังวลมาก ไม่กล้าแสดงตนต่อหน้าคนอื่น เมื่อเกิดความไม่กล้า ความประหม่าก็เกิดตามมาทันที 2. เกิดความขัดแย้งภายในตนเอง มีผลทำให้เกิดความว้าวุ่นใจ หรือวิตกกังวล จนกลายเป็นความประหม่า เวลาที่จะไปพูดในโอกาสสำคัญ ๆ ก็ปรารถนาจะประสบความสำเร็จ ในการพูด ต้องการพูดให้ดี ให้คนฟังสนใจและพอใจ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความกลัวว่าการพูดนั้นจะล้มเหลว คนฟังจะเบื่อ ไม่ได้รับประโยชน์ หรือหัวเราะเยาะในใจเอาได้ เหล่านี้ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในตนเองขึ้น 3. วาดภาพในใจไว้อย่างผิด ๆ ผู้พูดบางคนวาดภาพไว้ว่า ผู้ฟังที่ตนจะไปพูดนั้นคงจะฟังอย่างเพ่งเล็ง คอยจับผิดทุกคำพูด หากตนพูดอะไรผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจะถูกนำไปวิพากวิจารณ์อย่างมาก ทำให้เกิดความหวาดกลัวจนกลายเป็นความประหม่าตื่นเต้นได้ วิธีการแก้ไขความประหม่าตื่นเต้นไม่ให้เป็นอุปสรรคแก่การพูด ข้อปฏิบัติเพื่อเอาชนะความประหม่าเวทีให้ได้ผล และสร้างความมั่นใจในตนเอง มีวิธีปฏิบัติดังนี้ 1. เตรียมซ้อมเรื่องที่จะพูดมาให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ใช่ท่องจำทุกคำพูด ทว่าเป็นการแม่นยำในเนื้อหาสาระ และมีความคล่องตัวพอที่จะพูดให้ได้เนื้อหาสาระดังกล่าว 2. ให้ความสนใจในเรื่องราวที่เราจะพูดให้มากพอ เพ่งความสนใจให้ออกไปจากตัวเรา อย่าเพ่งความสนใจมาที่ตัวเราเองให้มากนัก 3. หาข้อมูลเกี่ยวกับคนฟังให้มากพอ เพื่อจะได้ดัดแปลงเรื่องที่เราพูดให้เหมาะสม กับคนฟังให้มากที่สุด 4. ขณะที่พูด พยายามพูดกับคนฟังให้ทั่วถึง ยิ่งจับตาคนฟังให้ทั่วถึงมากเพียงไร ความกลัวก็จะหายไป 5. พยายามทรงตัวให้ดีขณะที่พูด การทรงตัวที่สมดุลย์ จะทำให้ผู้พูดรู้สึกมั่นใจขึ้น 6. ตั้งใจให้มั่นคงเสมอว่า เราจะพยายามพูดให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งที่สุด เท่าที่จะทำได้ เมื่อความตื่นเต้นหายไป ร่างกายของเราก็จะรู้สึกปลอดโปร่ง เกิดความมั่นใจที่จะช่วยเสริมสมรรถภาพในการพูดได้อย่างดียิ่ง

การสร้างความเชื่อมั่น

การสร้างความเชื่อมั่น

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ทำงานทุกท่าน เพราะกล่าวได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งอิทธิพลให้คนผู้นั้น มีบุคลิกที่โดดเด่น และ แตกต่างจากคนอื่นๆ ในกลุ่ม ดังที่เราจะเคยเห็นว่า ทำไมคนบางคน ถึงดูมีความมั่นใจ และ ดูดี ทำให้ ทำอะไรๆ ก็ดูดี แต่เราพูดเฉพาะคนที่มีความเชื่อมั่น และ ความมั่นใจในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะ ยังมีหลายๆคนที่ดูเหมือนจะมีความมั่นใจมากเกินไป จนกลายเป็นโอ้อวด ในสายตาผู้อื่น แทนที่จะดูดี น่าเกรงขาม กลายเป็นดูแย่ และ ตลก ไปเสียได้ ดังนั้น การสร้างความเชื่อมั่น และ สร้างบุคลิกที่ดีแก่ตนเองนั่น เราเองเป็นผู้ที่สามารถฝึกและดูแลตนเองได้ดีมากกว่า สถาบันฝึกสอบบุคลิกภาพไหนๆเสียอีก เพราะว่า สถาบันหลายๆที่ มักจะสอนในแบบของหุ่นยนต์ หรือ ดูเกินจริงไปนิด ทำให้หลายๆคน ไม่กลายเป็นแข็ง ก็กลายเป็นระวังตัวมากจนเกินไป การสร้างความเชื่อมั่น และ บุคลิกที่ดีแก่ตนเอง พื้นฐานเราเองต้องมีความรักในตนเองเป็นพื้นฐานเสียก่อน รู้จักตนเองดี เพราะว่า จิตแพทย์ ชื่อดัง อย่าง อาจารย์ วิทยา นาควัชระ ได้กล่าวไว้ว่า นอกจากสาเหตุด้านกรรมพันธุ์แล้ว (พ่อ แม่ ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่เชื่อมั่น ก็ย่อมถ่ายทอดให้แก่ลูกได้) ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก หลายประการเช่น การขาดความภูมิใจในความเป็นมนุษย์ ตั่งแต่เด็กๆ อาจจะมาจากการอบรมเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องเช่น พ่อแม่ติชมลูกไม่ถูกกาลเทศะ ชมมากไปก็ไม่ดี เด็กไม่ภูมิใจ ตำหนิมากไปก็ลืมมองความดีของลูก พยายามหาแต่ข้อไม่ดีมาตำหนิ เกิดการหมดกำลังใจหมดความภูมิใจ เมื่อเติบโตก็จะทำให้กลายเป็นคนขาดความเชื่อมั่น ความรักในตนเอง ประการที่สอง การคิดดูถูกตนเองว่าเป็นคนไม่ดี ไม่เก่ง ซึ่งมาจากนิสัยที่ชอบโทษตัวเอง ประจานตัวเอง และ ลงโทษตัวเองตลอดเวลา เมื่อมีเหตุการณ์ผิดพลาด หรือ ไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิต ประการที่สาม มีลักษณะของการถูกข่มขู่มาตั่งแต่เด็กๆ ทำให้ไม่มีโอกาสได้แสดงออก หวาดกลัว การโดนว่า รังแก ทั้งทางตรง และ ทางอ้อม ย่อมส่งผลให้ผู้นั้น มีอาการไม่มั่นใจ และ ไม่เชื่อมั่นในตนเองได้ ประการที่สี่ คือ มีนิสัยชอบเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น คิดว่า คนอื่น เก่งกว่า สวยกว่า หล่อกว่า หรือ ดีกว่า มักจะมองหาปมด้อยแก่ตนเอง เพื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆอยู่เสมอ นานๆเข้ากลายเป็นคนชอบนินทาว่าร้ายคนอื่น และ ขี้อิจฉา ประการที่ห้า คือ การที่มีข้อ หรือ ปมด้อย ที่ตนเองคิดว่า คนอื่นจะรู้หรือสังเกตเห็นได้ ทำให้ไม่สบายใจ หรือไม่มั่นใจ เช่น คิดว่า ตัวเองผิวคล้ำดำ ไม่สวย คนอื่นจะต้องเห็นว่าตัวเองตัวดำ ดูตลก ทั้งๆที่คนอื่นไม่คิด ตัวเองก็จะคิดไปก่อน ทำให้หมดความมั่นใจในตนเองได้ สำหรับ การสร้างความเชื่อมั่น และ สร้างความมั่นใจให้แก่ตนเอง คุณไม่จำเป็นต้องไปฝึกอบรม พัฒนาบุคลิกภาพ มากกว่า การพัฒนาจิตใจภายในของตัวคุณเสียก่อน หรือ เรียกกันว่า จิตใต้สำนึกให้ได้เสียก่อน หลังจากนั้น เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะรักตนเอง และ รู้สึกดีกับตนเองแล้ว การที่คุณไปเข้าการฝึกอบรมต่างๆที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพย่อมส่งผล ประโยชน์สูงสุดให้คุณพัฒนาได้อย่างเป็นตัวคุณเอง มากกว่า เป็นรูปแบบของมนุษย์หุ่นยนต์หรือ แสแสร้ง รู้จักตนเอง คนเรานี้แปลก บางคนรักที่จะเรียนรู้คนอื่น อยากรู้อยากเห็นคนอื่นว่าเป็นยังไง บ้างคน ชื่นชอบดาราบางคนมากขนาดที่รู้จักดาราคนนั้นได้ดี ละเอียดยิบ ชนิดที่ว่า ดาราผู้นั้น ยังไม่รู้จักตนเองได้ดีเท่า ถ้าเราใช้นิสัยนั้นมาเรียนรู้ตนเองแทนที่จะไปสนใจคนอื่น รับรองได้ว่า เราจะรู้ว่า เรานั้น เป็นอย่างไร มีจุดดีจุดด้อยอย่างไรบ้าง เพื่อพยายามหาทางแก้ไขข้อบกพร่อง และ ส่งเสริมจุดเด่นของเรา การรู้จักตนเอง ไม่เพียงรู้จักแต่นิสัยที่แท้จริงของเรา แต่เราต้องรู้ให้ลึกขนาดที่ว่า อะไรที่ทำให้เรารู้สึกดี อะไรที่ทำให้เรารู้สึกแย่ และ อวัยวะส่วนไหนของเราที่ดูดี และ อวัยวะส่วนไหนที่เราไม่ค่อยมั่นใจ เพราะอะไร ถ้าเราเรียนรู้ตนเอง และ เข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ราจะรัก และ พยายามเป็นตัวของตนเอง ในรูปแบบที่เราชื่นชอบอย่างแท้จริง ความกล้าหาญ รู้จักกล้าที่จะรับผิดชอบในสิ่งต่างๆที่ทำ กล้าที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง และ กล้าที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ รวมถึง ความกล้าในสิ่งที่ถูกต้อง เช่น กล้าพูด กล้าทำ และ กล้าคิด เผอิญอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต กล้ารับผิดชอบหน้าที่การงาน และ ทำให้ดีที่สุด ถ้าฝึกได้ดังนี้ เราเองจะภูมิใจในตนเอง ที่ละนิด และ ในที่สุด เราจะเคารพตัวเราเอง และ เรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตนเอง เพิ่มพูนทักษะที่จำเป็น อันนี้เป็นผลพ่วงจากการรู้จักตนเอง ว่า อะไรที่เป็นจุดด้อยของเรา และ เราต้องเรียนรู้สิ่งใดเพิ่มเติม เพื่อแก้ไข และ สร้างความมั่นใจให้แก่ตนเอง ก็จะทำให้เราเรียนรู้ที่จะแก้ไข และ สุดท้าย เราก็จะมั่นใจในตนเอง และ ยังทำให้เราภูมิใจในตนเองมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เราจำเป็นต้องศึกษา หาความรู้ ฝึกฝน ให้รู้ และเชี่ยวชาญ เพราะการยิ่งเรียนรู้มากก็ยิ่งมีความรู้มาก เมื่อมีความรู้มากก็มีคนให้คำแนะนำปรึกษามากขึ้น มีคนนิยม เชื่อถือมากขึ้น นิยมความสำเร็จ ความเชื่อมั่นก็เหมือนกับไฟชีวิตที่ทำให้เรามีพลังในการทำสิ่งต่างๆ กระตือรือร้น และ มีทัศนคติที่ดีในการทำสิ่งต่างๆ อย่างไรก็ตาม ไฟก็อาจจะมอดได้เป็นบางครั้ง ดังนั้น การเพิ่มเชื้อไฟให้แก่ตนเองเป็นระยะจะทำให้เรามีพลังในชีวิตได้ตลอดเวลา การเป็นคนนิยมความสำเร็จ จะทำให้เราตั้งใจทำสิ่งต่างๆด้วยความตั้งใจ และ อยากทำให้ดีที่สุดนั่นเอง เชื้อไฟที่ดีที่สุดในการทำให้ไฟในชีวิตลุกโชนมากขึ้น ก็คือ การประสบความสำเร็จในการทำสิ่งต่างๆ แม้นกระทั่งคำชมเชยจากหัวหน้า เพื่อน หรือ คนในครอบครัว ก็สามารถทำให้เรามีความสุข และ มีพลังในการทำสิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การติดในคำชื่นชม ก็ไม่เป็นการดีต่อตนเอง ดังนั้น เราควรเป็นคนที่รู้จักเลือกในการได้รับคำชมจากคนที่ดีพอ หรือ คนที่ดีอย่างแท้จริง มากกว่า จะต้องการให้ทุกคนชื่นชม เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น แทนที่เราจะเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเอง จะกลายเป็นว่า ไม่มีความมั่นใจในตนเองมากกว่า ดังนั้น จงฉลาดเลือกการได้รับคำชมจากคนที่มีคุณค่า และ ดีพอเท่านั้น เพราะ ความจริงแล้ว ถ้าเราทำอะไรสำเร็จ แม้นจะเป็นเรื่องเล็กๆ เช่น การแก้นิสัยเกียจคร้านของตนเองได้ เราเองก็จะภูมิใจในตนเองได้โดยไม่ต้องให้คนอื่นชื่นชมก็ได้ และ เราก็สามารถมีกำลังใจ ทำการใหญ่ๆ ให้สำเร็จได้ง่ายมากขึ้น เป็นคนชอบการแก้ไขมากกว่าบ่น หรือ ท้อแท้ เรียนรู้ความจริงว่า ชีวิตย่อมมีอุปสรรค ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สิ่งที่จะทำให้สิ่งต่างๆแตกต่างกันออกไป ก็คือ ใครเรียนรู้ที่จะแก้ไขมากกว่าท้อแท้ รวมทั้งปัญหาบางอย่างก็เป็นเรื่องเล็กน้อย ก็ไม่ควรนำมาทำให้เป็นปัญหาใหญ่ของตนเอง…อ่านต่อ

สอนลูกให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม

สอนลูกให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม

โลกศตวรรษที่ 21 คือการเปลี่ยนแปลงสิ่งเดิมให้ดีขึ้นและแย่ลงเมื่อเกิดความผิดพลาด กลายเป็นดาบสองคมสำหรับคนที่ปรับตัวได้ช้า หรือไม่สามารถปรับตัวได้ เด็กที่เกิดในยุคนี้เป็นวัยที่เรียนรู้สิ่งใหม่ แตกต่างจากครอบครัว อาทิ สมัยคุณเป็นเด็ก การเล่นของคุณอาจเป็นขายข้าวแกง หรือเล่นพ่อแม่ลูก ปัจจุบันหลายครอบครัวเลี้ยงเด็ก ๆ ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น การปรับตัวและความคิดของพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญ อย่าตามน้ำกับกระแสสังคมมากไป การเกิดความเปลี่ยนแปลงมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ดังนั้นคุณควรดึงข้อดีมา และนำข้อดีในอดีตมาเช่นกัน ส่วนข้อเสียใช้เป็นบทเรียนให้เด็กได้รู้ แต่ไม่ควรปฏิบัติตาม สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยให้เด็กพัฒนาและก้าวทันโลก สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยให้เด็กพัฒนาและก้าวทันโลกคือ ทักษะชีวิต จิตสำนึก และรู้เท่าทันต่อเทคโนโลยีรอบกาย เพราะการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป สภาวะอารมณ์ที่เครียดง่ายขึ้น ความกดดันจากบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบ อาจทำให้เด็กที่เติบโตเป็นวัยรุ่นเกิดความสับสน และเลียนแบบในสิ่งที่ไม่เหมาะได้ ครอบครัวต้องเป็นหลักให้เขาได้ยึด ให้เขาเปิดใจคุยกับคุณได้ ดีกว่าปล่อยให้เด็กไปปรึกษาเพื่อนอย่างผิดพลาด เพราะเพื่อนของเขาเป็นคนดีก็มี คนไม่ดีก็มีเยอะ สังคมของคนไทยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งสภาพอากาศ ฐานะหน้าที่การงาน จิตใจของคนที่มองตนเป็นหลักแล้ว คุณทำให้เด็กแตกต่างจากคนอื่น ๆ ได้ด้วยการพร่ำสอนความเหมาะสม และไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม ไม่ทำให้ตนเดือดร้อนเช่นกัน ฝึกให้เขารู้จักเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งใด ก็ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นได้ ส่วนสำคัญคือเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวไกล หากเด็กตามทันได้แต่ไม่รู้ความเหมาะสมแล้ว จะกลายเป็นปัญหาที่ปวดใจแก่ครอบครัว ตัวอย่างเช่น กรณีเด็กติดเกม และมีพฤติกรรมเลียนแบบด้านความรุนแรงจากเกม หรือสูญหายจากการติดต่อคนแปลกหน้า และนัดเจอกันโดยที่คุณไม่ทราบ และการรับข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสมจากโลกโซเชียล ความใกล้ชิด สนิทสนม และพูดคุยแลกเปลี่ยนภายในครอบครัว เป็นหนทางที่ช่วยพัฒนาเด็กได้เต็มศักยภาพ และเป็นคนดีของสังคมได้ในยุคศตวรรษที่ 21 เริ่มตั้งแต่เนิน ๆ แล้ว คุณจะหมดห่วงได้ เพราะเขาสามารถต้านทานต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีได้นั่นเอง

ความมั่นใจของลูก1

9 วิธีช่วยทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเอง

เมื่อลูกเป็นเด็กไม่มีความมั่นใจหรืออายที่จะแสดงออก ไม่มีความนับถือในตัวเอง พ่อแม่หลายคนคงไม่อยากเห็นลูกเป็นเช่นนั้นแน่นอน เมื่อคุณเห็นว่าลูกขาดความเชื่อมั่น คุณต้องหาวิธีดึงความเชื่อมั่นในตัวเองของลูกออกมาให้ได้ โดยใช้วิธีการต่างๆเหล่านี้… 1. รับรู้ความรู้สึกของลูก หากลูกของคุณเหมือนมีปัญหาอะไรในใจ คุณควรพร้อมจะรับรู้และพร้อมแชร์ความรู้สึกนั้นๆกับลูกด้วยค่ะ 2. ช่วยเปิดความคิดความเชื่อมั่นให้กับลูก เด็กบางคนอาจจะมีความเชื่อมั่นบางอย่างที่เป็นสิ่งที่ไม่ควร หรือไม่สามารถทำให้เป็นไปตามนั้นได้ คุณควรเปิดความคิด หรือ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแบบใหม่ให้ลูกเดินไปในทางที่ดีขึ้นได้ค่ะ 3. ห้ามเปรียบเทียบเด็ดขาด การเปรียบเทียบความดีของเด็กแต่ละคนเป็นเรื่องเลวร้ายมาก เด็กจะขาดความเชื่อมั่นและการนับถือตัวเองทันที 4. สอนลูกคิดบวก พยายามสอนความคิดเชิงบวกให้ลูก ถ้าลูกเชื่อมั่นว่าลูกสามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างให้ดีขึ้นได้ หรือ เชื่อว่าตัวลูกสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ ก็จะทำให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตัวเองได้ค่ะ 5. กล่าวคำชื่นชม คุณควรกล่าวคำชื่นชมเมื่อลูกทำเรื่องที่ถูกต้องหรือทำเรื่องดีๆ ทั้งตอนที่อยู่ในบ้าน หรือตอนอยู่กันเยอะๆ ในเครือญาติหรือผู้ใหญ่คนอื่นๆ จะทำให้ลูกรู้สึกดี และมีความนับถือในตัวเองมากขึ้น 6. แสดงความรักให้ลูกเห็นเสมอ ทำให้ลูกเห็นว่าคุณรักลูกมากแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าลูกจะอยู่ในช่วงเวลาที่ดีหรือไม่ดี หรือ อาจทำเรื่องผิดพลาด พยายามทำให้ลูกรู้สึกว่าลูกยังมีคุณอยู่ด้วยเสมอค่ะ 7. สอนให้ลูกรู้จักช่วยงานในบ้าน ให้ลูกช่วยงานบ้านบางอย่าง เช่น เอาขยะไปทิ้ง ทำความสะอาดโต๊ะกินข้าว เด็กๆจะมีความรับผิดชอบมากขึ้น และรู้สึกว่าผู้ใหญ่ไว้ใจให้ทำหน้าที่สำคัญ เด็กๆจะทำได้ดีค่ะ 8. ร่วมดีใจในสิ่งที่ลูกทำได้ อย่างเช่น เมื่อลูกขี่จักยานได้ครั้งแรก เมื่อคุณแสดงความดีใจไปกับลูกด้วย ลูกจะรู้สึกมีความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ค่ะ 9. เป็นแบบอย่างที่ดีและถูกต้องให้กับลูก ไม่ว่าคุณจะสั่งสอนลูกมากแค่ไหน ก็ไม่เท่ากับการที่คุณปฏิบัติให้ลูกเห็น คุณควรเป็นตัวอย่าง เป็นแนวทางที่ดีให้กับลูกด้วยนะคะ

พัฒนาบุคลิกภาพ1

การพัฒนาบุคลิกภาพ เสริมสร้างความมั่นใจ

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันการพัฒนาบุคลิกภาพของตัวเราเองให้ดูดีและเป็นที่ยอมรับของสังคมนั้น เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเพราะหน้าที่การงาน ความรัก หรือแม้กระทั่งสังคมโดยทั่วไปก็ชอบคนที่ดูดี แต่ การพัฒนาบุคลิกภาพ ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แค่เพียงการแต่งตัวให้สวยงามเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจิตใจ และอุปนิสัยต่าง ๆ ที่ต้องทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพสังคม คำว่า “บุคลิกภาพ” หมายถึง คุณลักษณะต่าง ๆ ที่แสดงออกมาทางร่างกาย โดยสะท้อนซึ่งความนึกคิดของคนนั้น ๆ ออกมาโดยอาจจะสร้างความประทับใจหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการแสดงออกนั้นจะเหมาะสมกับสถานที่และช่วงเวลาหรือไม่ การพัฒนาบุคลิกภาพ การพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก คุณสามารถทำได้โดยง่ายเพียงแค่เข้าใจและรู้จักเลือกใช้สิ่งของเสื้อผ้าเครื่องประดับต่าง ๆ ให้เหมาะสม รู้ว่าสถานที่ใดใครใส่อะไร สถานที่ใดไม่ควรใส่อย่างไร รวมถึงการสำรวมคำพูดให้เหมาะสมอยู่เสมอ ด้านการแต่งกาย คุณไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าราคาแสนแพง แต่แต่งกายให้เหมาะสมกับโอกาสในชุดเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อยเพียงแค่นี้คุณก็ดูดีได้แล้ว ด้านกิริยาท่าทางการพูด คุณควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของสถานที่ สถานะ และคิดถึงคำพูดที่คุณกำลังพูดออกไป โดยให้นึกเสมอว่า คนที่คุณกำลังจะพูดอยู่นั้นคือตัวคุณอีกคน คุณจะได้พิจารณาได้ว่าคำพูดที่คุณจะพูดนั้นสมควรแก่การพูดหรือไม่ คำพูดจริงใจแต่ผ่านสำนวนแข็งกร้าวก็อาจจะกลายเป็นคำพูดดูถูกแทนการให้กำลังใจได้เช่นเดียวกัน อย่าสักแต่พูดออกไปแต่จงพิจารณาในคำพูดอย่างมีสติเสมอจะช่วยให้การเข้าสังคมของคุณจะมีมิตรมากกว่าศัตรู รูปร่างหน้าตา แม้เป็นส่วนที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่ก็สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ การเริ่มต้นดูแลตั้งแต่การกินอยู่บริโภคอาหารอย่างเหมาะสม พักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเพียงพอก็จะช่วยให้คุณดูดีขึ้นได้มากเลยทีเดียว ในกรณีที่คุณไม่มีปัญหาเรื่องการเงินคุณอาจจะเข้าสปาและให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลเรื่องผิวพรรณของคุณ ก็จะช่วยให้หน้าตาและผิวพรรณของคุณดูดีและสดใสอยู่ตลอดเวลาเลยทีเดียว บุคลิกภาพภายในจิตใจที่สะท้อนออกผ่านร่างกาย การพัฒนาบุคลิกภาพภายในนั้นทำได้ยากกว่าการพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก เพราะเป็นการสั่งสมของจิตใต้สำนึกที่อยู่ภายใน แต่การเปลี่ยนแปลงก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลาและความอดทนและความสม่ำเสมอทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับพฤติกรรมที่เราพิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม อีกวิธีที่ช่วยในการพัฒนาบุคลิกภาพภายในได้มากคือ สภาพแวดล้อม ถ้าเราอยู่ในกลุ่มของคนที่ชอบสูบบุหรี่กินเหล้าคงเป็นการยากที่เราจะไม่สูบบุหรี่หรือกินเหล้าได้ ดังนั้นการเปลี่ยนกลุ่มเพื่อน กลุ่มสังคมที่อยู่อาศัย หรือ สถานที่ทำงาน เป็นกลุ่มที่มีคุณภาพที่ดีขึ้นก็จะช่วยให้การปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพภายในของเราทำได้ง่ายยิ่งขึ้น แม้บุคลิกภาพภายนอกจะเป็นสิ่งที่คนเรามองเห็นเป็นอันดับแรกเสมอ แต่ก็จงอย่าตัดสินใครจากภายนอกเป็นอันขาด จงใช้เวลาของท่านซักนิดเพื่อดูความดีและจิตใจที่งดงามมากกว่าความสวยงามของร่างกาย และการปรับปรุงบุคลิกภาพแต่เพียงภายนอกนั้นเป็นเสมือนเพียงหน้ากาก เสื้อผ้า ของคนเรา หาใช่ตัวตนที่แท้จริงไม่ ดังนั้นการพัฒนาบุคลิกภาพที่แท้จริงคือการยกระดับจิตใจ และ ปัญญาของตัวเองให้สูงขึ้น