Tag: สังคม

การตั้งเป้าหมาย

เขียนจุดแข็งของคุณ มันเป็นงานที่ง่ายที่จะช่วยให้คุณมีความคิดหรือมุมมองแง่บวกในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยรักษาความมั่นใจไว้ แน่นอนว่าคุณมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพัฒนา ทุกคนก็เช่นกัน แต่บ่อยครั้ง การขาดความมั่นใจก็มาจากการขาดการเคารพตัวเอง การจดจุดแข็งในชีวิตของคุณสามารถช่วยให้คุณผ่านจุดด้อยไปได้ 3 สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณควรมี ทักษะหรือพรสวรรค์: มันไม่จำเป็นต้องเป็นทักษะการแข่งขัน แค่หมายความว่าคุณรู้ทักษะหรือพรสวรรค์ของตัวคุณเองหรือยัง เช่น ด้านกีฬา ศิลปะ ธุรกิจ การสร้างสรรค์ บุคลิกลักษณะเฉพาะตัว: จดว่าคุณมีบุคลิกลักษณะอะไรที่ภูมิใจบ้าง เช่น คุณคิดว่าคุณเป็นคนชอบทำงานหนัก ห่วงใยผู้อื่น มีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ ผลสัมฤทธิ์: สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณทำสำเร็จและภูมิใจ บางทีอาจจะเป็นการแสดงคอนเสิร์ต พูดในที่สาธารณะ ทำเค้กวันเกิด หรือวิ่งแข่ง

โรคหวาดกลัวการเข้าสังคม

โรคหวาดกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia) เป็นโรควิตกกังวลกลัวชนิดหนึ่งที่เกิดจากความหวาดกลัวว่าจะถูกประเมินในแง่ลบจากผู้อื่น กลัวว่าตนเองจะทำอะไรที่น่าอายต่อหน้าผู้อื่น วิตกกังวลว่าตัวเองจะเผลอทำอะไรเปิ่นๆ เชยๆ หรือทำพลาดให้ต้องอับอาย กลัวต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง ซึ่งดูเหมือนอาการตื่นเต้นทั่วไปในคนปกติ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคมจะประหม่ามากและไม่สามารถบังคับตัวเองให้ไม่ขลาดกลัวการเข้าสังคมได้ และมักจะพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมและมีความกลัวถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน สาเหตุ อาจเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง พันธุกรรม การประมวลผลในการกระทำของตัวเองและการตอบสนองของบุคคลอื่น พฤติกรรมฝังใจตั้งแต่เด็ก บุคลิกภาพ วิธีการเลี้ยงดู อาการสำคัญ อาการในเด็กที่เข้าข่ายเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมจะมีความขี้อายเกินเด็กปกติทั่วไป ซึ่งเด็กเหล่านี้จะไม่กล้าแม้แต่จะเล่นกับเด็กคนอื่น อายถึงขั้นหวาดกลัวการพูดกับผู้ใหญ่ ไม่สบตาใครขณะพูด และมักจะไม่ยอมไปโรงเรียน อาการในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคม มักจะมีอาการสืบเนื่องมาตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น โดยที่ไม่ได้รับการรักษาเยียวยาให้หายหวาดกลัวการเข้าสังคม อาการที่บ่งถึงโรคหวาดกลัวสังคม 1. ความผิดปกติที่แสดงออกทางอารมณ์และความคิด รู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ต้องพูดคุยกับบุคคลอื่น หรือพูดไม่ออกเมื่ออยู่ต่อหน้าคน วิตกกังวลเป็นอย่างมากว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร หวาดกลัวบุคคลอื่นจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองไปต่าง ๆ นานา เครียดล่วงหน้าเป็นวัน หรือเป็นสัปดาห์ เมื่อรู้ว่าต้องปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน หรือต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่เจอคนเยอะ ๆ กลัวว่าตัวเองจะแสดงอาการหน้าขายหน้าอะไรออกไปสักอย่าง กลัวคนอื่นจะจับสังเกตได้ว่ากำลังรู้สึกประหม่าอยู่ 2. ความผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย ตัวอย่างเช่น อาย หน้าแดง เขินจนบิด ไม่กล้าสบตา หายใจหอบถี่ปั่นป่วนในท้อง บางรายถึงกับอาเจียน เสียงสั่น พูดตะกุกตะกัก ใจเต้นแรง แน่นหน้าอก เหงื่อแตก หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ 3. ความผิดปกติที่แสดงออกทางพฤติกรรม ชอบปลีกตัวไปหลบอยู่คนเดียวบ่อย ๆ เพราะกลัวการเผชิญหน้ากับบุคคลอื่น มนุษย์สัมพันธ์ค่อนข้างต่ำ สานสัมพันธ์ไม่เก่ง และรักษาความเป็นเพื่อนไว้ได้ยาก ไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเองแบบเดี่ยว ๆ จำเป็นต้องมีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่กล้าแสดงออกขั้นรุนแรง ในผู้ใหญ่บางรายอาจดื่มแอลกอฮอล์ย้อมใจทุกครั้ง ก่อนออกไปเผชิญหน้ากับคนหมู่มาก 4. ส่งผลกระทบต่อชีวิตในด้านต่างๆ การเรียน การงาน เช่น ไม่กล้าแสดงออกในที่ประชุม หรือหน้าชั้นเรียน ไม่กล้าไปสัมภาษณ์งาน ลังเลที่จะตัดสินใจรับตำแหน่ง หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีปัญหากับการติดต่อประสานงานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน ไม่มีความสุขกับการเรียน และการทำงาน สัมพันธภาพ เช่น มีปัญหาในการสานสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเพื่อน หรือคนรักทำให้คบกับใครไม่ได้นาน ไม่กล้าเปิดใจรับใครเข้ามา ไม่กล้าแชร์ความคิดเห็นร่วมกับบุคคลอื่น เสียโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คนใหม่ ๆ ทำให้ไม่ได้พัฒนาตนเองอย่างที่ควรจะเป็น รวมทั้งพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิต การรักษา สิ่งสำคัญของการรักษาคือผู้ป่วยต้องตระหนักถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นกับตนและพร้อมที่จะเข้ารับบำบัด ซึ่งโรคนี้สามารถบำบัดรักษาให้หายได้ 1. การรักษาด้วยยา โดยส่วนมากจิตแพทย์จะสั่งยาลดอาการซึมเศร้า (Antidepressants) และยาระงับความวิตกกังวล (Anti-Anxiety) ซึ่งระดับความรุนแรงของยา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยแต่ละราย การใช้ยารักษาโรคนี้ จิตแพทย์จะใช้เป็นแนวทางการรักษารอง เนื่องจากการใช้ยาอาจส่งผลให้เกิดภาวะติดยาและเมื่อหยุดยาอาการอาจกลับเป็นซ้ำได้ 2. การรักษาด้วยจิตบำบัด เป็นแนวทางการรักษาหลัก ซึ่ง เทคนิคที่นิยมใช้ และได้ผลมากคือ การบำบัดแบบปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy หรือ CBT) เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการรับรู้ (ความคิด) กับอาการวิตกกังวลเข้ากับพฤติกรรม หรือการกระทำของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถระบุ และเรียนรู้ที่จะแก้ไขและปรับเปลี่ยนความคิดและการการกระทำที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลนั้นได้ 3. การฝึกทักษะอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น ทักษะการสร้างสัมพันธภาพ ทักษะการผ่อนคลายความเครียดความวิตกกังวล ทักษะการพูดต่อหน้าสาธารณะ ทักษะการเผชิญกับสิ่งใหม่ เป็นต้น.

ทักษะทางสังคม

ทักษะทางสังคม เพื่อความสำเร็จในชีวิต

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แม้ว่าแต่ละคนจะมีสังคมที่แตกต่างกันไป บางคนเติบโตมาในสังคมที่เพียบพร้อม อบอุ่น บางคนเกิดมาในสังคมที่มีบ้าง ไม่มีบ้าง หรือแม้แต่ บางคนอยู่ในสังคมที่ ไม่มีอะไรเลย แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นสังคม อาจจะเคยมีความคิดหรือได้ยินคำพูดที่ว่า “อยู่คนเดียวก็ได้ ไม่ตาย” ไม่จริงหรอกค่ะ แม้ว่าการกระทำจะอาจดูเป็นไปได้ แต่ในใจลึกๆ ก็ยังโหยหาอยู่ดีแหละค่ะ ยิ่งคำว่า “สังคม” มันก็บอกอยู่แล้วว่ามันต้องมีจำนวนคนมากกว่าหนึ่งคน แล้วการที่มีคนเยอะๆ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็จะยากขึ้น เพราะจะมีการแข่งขันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไหนๆ เราก็ต้องอยู่ในสังคม วันนี้เลยนำเรื่องของการใช้ทักษะต่างๆ เพื่อความอยู่รอดและประสบความสำเร็จในสังคมมาฝากใน ทักษะทางสังคม เพื่อความสำเร็จในชีวิตค่ะ 1. การมองโลกในแง่ดี หลายคนอาจบอกว่า การมองโลกแง่ดี ไม่ถือว่าเป็นทักษะทางสังคม แต่มันสามารถเป็นตัวปรับปรุงพื้นฐานที่สำคัญ ให้เราต่อยอดในทักษะต่างๆ ต่อไป โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์จะถูกดึงดูดจากอะไรก็ตามที่ดูแล้วเป็นด้านบวก ยิ่งถ้าเป็นคนมองโลกในแง่ดีด้วยแล้ว จะยิ่งดึงดูดให้คนรอบข้างเข้ามาหาอย่างมากมาย เพราะคนที่มองโลกในแง่ดีมักจะเป็นแรงบันดาลใจ และคอยผลักดันให้คุณทำเป้าหมายให้สำเร็จ แต่ก็อย่างว่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป มองบวกมากไปก็จะโดนมองว่า “โลกสวย” บางครั้งอาจลามไปถึงการถูกมองว่า “สร้างภาพ” ได้ ของแบบนี้ เราเป็น เรารู้ค่ะ ไม่ต้องไปป่าวประกาศ ยังไงก็ประสบความสำเร็จ 2. ความสุภาพอ่อนโยน ความสุภาพอ่อนโยนเป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญและสมควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก มันไม่ใช่เรื่องยากหรอกค่ะที่จะทำดีกับทุกคนรอบๆ ตัวคุณ พยายามให้มากขึ้นในการใช้ความสุภาพ รวมถึงกลั่นกรองคำพูดคำจาก่อนจะปล่อยมันออกมาจากปาก พยายามหลีกเลี่ยงกริยาและคำพูดเชิงลบ พูดคำว่าขอโทษและขอบคุณให้ติดปาก ไม่มีคนสุภาพคนไหนถูกรังเกียจนะคะ 3. ความเห็นอกเห็นใจ เป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญอีกทักษะหนึ่งที่สามารถทำให้คุณรู้สึกหรือคิดถึงจิตใจผู้อื่น และอยากจะช่วยเหลืออย่างเต็มใจ ทักษะนี้จะช่วยทำให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ฟังอย่างระมัดระวังเวลามีคนพูดคุยแล้วจะมีความพยายามในการที่จะแก้ปัญหามากขึ้นค่ะ การเห็นใจและช่วยเหลือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ดูกรณีและดูคนด้วยนะคะ จะได้ไม่เจ็บช้ำความรู้สึก 4. การฝึกวินัย โดยพื้นฐานแล้ว บุคคลที่มีระเบียบวินัยจะมีนิสัยที่เกี่ยวข้องกับพวกกฎระเบียบ กฎหมาย ขนบธรรมเนียม และเงื่นไขต่างๆ และเพื่อพัฒนาให้ตัวเรามีระเบียบวินัยและการควบคุมตัวเองให้มากขึ้น ลองให้รางวัลตัวเองเมื่อทำอะไรสำเร็จตามเป้าหมายดูสิคะ เช่น ให้ตัวเองพักเมื่อเป้าหมายสำเร็จ หรือไปทำอะไรตามใจตัวเองเพื่อชาร์จพลัง เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและเดินออกมาจาก comfort zone ดูค่ะ เพื่อความสำเร็จ 5. ความอดทน เป็นเรื่องที่สำคัญสุดๆ ที่จะต้องเรียนรู้การมีความอดทนในสมัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกอย่างรอบตัวเราผ่านไปเร็วมาก เมื่อมีบางอย่าง มาทำให้ต่อมความอดทนของราสั่นคลอน ให้หลับตา หายใจเข้าลึกๆ นึกภาพให้ออกว่าสถานการณ์แบบนี้ ควรวางตัวอย่างไร พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ยังไงนิ่งกว่าก็ชนะค่ะ 6. ทักษะการฟัง คนที่ประสบความสำเร็จนั้น ไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่มีวาทศิลป์ หากแต่ต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยเช่นกัน ทักษะในการตั้งใจฟังให้ดีในสิ่งที่คนอื่นๆ พูดจะช่วยให้คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะได้เข้าใจการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ เมื่อคุณกำลังสนทนากับใครสักคน อย่าข่มเขาเอาตัวเราใหญ่ ลองเงียบแล้วตั้งใจฟังถึงสิ่งที่เขากำลังจะบอกเรา ที่สำคัญ การฟังเป็นเรื่องสำคัญเพราะหลายครั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จหรือวินาศเป็นเพราะว่า ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียดนั่นเอง 7. การให้อภัย คนที่ประสบความสำเร็จเขาไม่ถือเอาความพยาบาทหรือหมางใจไว้นานๆ หรอกค่ะ มันหน่วง เขาเรียนรู้ที่จะให้อภัยและลืม และในที่สุดแล้ว พวกเขาจะได้เรียนรู้จากการกระทำเหล่านี้ พวกเขาไม่อยู่กับอดีตค่ะ เพราะเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรในอดีตได้ การแบกรับความกดดันจะยิ่งทวีความกดดัน แล้วมันจะกระทบกับการดำเนินชีวิตของคุณ ดังนั้น เรียนรู้การให้อภัยผู้อื่นให้มากๆ หรือแม้แต่การให้อภัยตัวเอง อยากสำเร็จต้องเดินหน้าต่อค่ะ อย่าให้อะไรมายึดใจเราให้ติดอยู่กับที่ ความสำเร็จ อยากได้มา ต้องคว้าเองนะคะ ไปหวังพึ่งดวง รอชะตา ไม่มีทางหรอกค่ะ ที่จะไปถึงฝัน “หากอยากเห็นผืนแผ่นดินสดใส แต่ไม่ยอมลอยเรือข้ามไป ปล่อยเรือไว้อย่างนั้น” พัฒนาทักษะเหล่านี้ ดูสิคะ ถึงสังคมจะกว้างขนาดไหน คนเยอะเท่าไหร่ เราก็ประสบความสำเร็จได้แน่นอนค่ะ

โรคกลัวการเข้าสังคม

โรคกลัวการเข้าสังคม

โรคกลัวการเข้าสังคม คือ อาการวิตกกังวลว่าตัวเองจะเผลอทำอะไรเปิ่น ๆ เชย ๆ หรือทำพลาดให้ต้องอับอาย กลัวถูกวิพากย์วิจารณ์จากคนรอบข้าง ซึ่งดูเหมือนอาการของคนตื่นเต้นกับบางอย่างแบบปกติทั่วไป แต่สำหรับผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia) จะประหม่ามาก และไม่สามารถบังคับตัวเองให้ไม่ขลาดกลัวการเข้าสังคมได้เลย สาเหตุของโรคกลัวการเข้าสังคม นักจิตวิทยากล่าวว่า สาเหตุของโรคกลัวการเข้าสังคมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูของครอบครัว แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดถึงสาเหตุที่แท้จริง เพราะบางกรณีโรคนี้ก็เกิดกับคนในครอบครัวเพียงแค่คนเดียว คนอื่น ๆ ไม่มีอาการของโรคเลย ทั้งนี้อาจจะอธิบายในทางชีววิทยาได้ว่า นอกจากการเลี้ยงดูของครอบครัวแล้ว บางทีสาเหตุของโรคยังอาจเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง พันธุกรรม การประมวลผลในการกระทำของตัวเองและการตอบสนองของบุคคลอื่น รวมไปถึงพฤติกรรมฝังใจตั้งแต่เด็ก ๆ ด้วย โรคกลัวการเข้าสังคมเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง ? จากสถิติพบว่า โรคกลัวการเข้าสังคมเกิดขึ้นกับคนได้ทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเพศหญิง หรือเพศชายก็มีโอกาสเป็นโรคนี้เท่า ๆ กัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า อาการของโรคจะเห็นเด่นชัดในช่วงวัยเด็ก จนไปถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่เริ่มต้องเข้าสังคมมากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ยังมีแนวโน้มอีกด้วยว่า ผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคมส่วนมากจะขาดความมั่นใจในตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และคิดว่าตัวเองมีปมด้อยที่น่าอับอาย ซึ่งเป็นความคิดที่ลดคุณค่าของตัวเองลงโดยไม่รู้ตัว จนเกิดความขลาดกลัวการเข้าสังคมในที่สุด อาการหวาดกลัวสังคมที่เกิดขึ้นกับเด็ก เด็กขี้อายเป็นเรื่องปกติของช่วงวัยของเขา แต่สำหรับเด็กที่เข้าข่ายเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมจะแตกต่างออกไป เด็กเหล่านี้จะไม่กล้าแม้แต่เล่นกับเด็กคนอื่น อายถึงขั้นหวาดกลัวการพูดกับผู้ใหญ่ ไม่สบตาใครขณะพูด และมักจะไม่ยอมไปโรงเรียน อาการหวาดกลัวสังคมที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ โดยปกติแล้วผู้ใหญ่ที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคม มักจะมีอาการสืบเนื่องมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หรือเป็นวัยรุ่น โดยที่ไม่ได้รับการรักษาเยียวยาให้หายหวาดกลัวการเข้าสังคม สัญญาณ และอาการของโรค อ่านมาถึงตรงนี้ก็ชักสงสัยแล้วสิว่า คนที่เรารู้จักหรือแม้แต่ตัวเราเองเป็นโรคหวาดกลัวสังคมด้วยหรือเปล่า งั้นมาเช็กสัญญาณอาการของโรคนี้กันก่อนเลย โดยอาการของโรคจะแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้ อาการแสดงออกทางอารมณ์ และความคิด –  รู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ต้องพูดคุยกับบุคคลอื่น หรือเผลอ ๆ อยู่ต่อหน้าคนอื่นก็พูดไม่ออก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าต้องพูดไปตามมารยาทก็ยังฝืนความวิตกกังวลของตัวเองไม่ได้ –  วิตกกังวลเป็นอย่างมากว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับเรา หวาดกลัวบุคคลอื่นจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองไปต่าง ๆ นานา –  เครียดล่วงหน้าเป็นวัน หรือเป็นสัปดาห์ เมื่อรู้ว่าต้องปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน หรือต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่เจอคนเยอะ ๆ –  กลัวว่าตัวเองจะแสดงอาการหน้าขายหน้าอะไรออกไปสักอย่าง –  กลัวคนอื่นจะจับสังเกตได้ว่ากำลังรู้สึกประหม่าอยู่ อาการแสดงออกทางร่างกาย –  อาย หน้าแดง เขินจนบิด ไม่กล้าสบตา –  หายใจหอบถี่กระชั้น –  ปั่นป่วนในท้อง บางรายถึงกับอาเจียน –  เสียงสั่น พูดตะกุกตะกัก –  ใจเต้นแรง แน่นหน้าอก –  เหงื่อแตก –  หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ พฤติกรรมบ่งชี้อาการ –  ชอบปลีกตัวไปหลบอยู่คนเดียวบ่อย ๆ เพราะกลัวการเผชิญหน้ากับบุคคลอื่น –  มนุษยสัมพันธ์ค่อนข้างต่ำ สานสัมพันธ์ไม่เก่ง และรักษาความเป็นเพื่อนไว้ได้ยาก –  ไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเองแบบเดี่ยว ๆ จำเป็นต้องมีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม –  ไม่กล้าแสดงออกขั้นรุนแรง –  ในผู้ใหญ่บางรายอาจดื่มแอลกอฮอล์ย้อมใจทุกครั้ง ก่อนออกไปเผชิญหน้ากับคนหมู่มาก   ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการหวาดกลัวสังคม หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ อาการโรคหวาดกลัวสังคมคงไม่แสดงออกมาให้เห็นได้ชัดเจนนัก แต่หากคน ๆ นั้นได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยภายนอกบางอย่าง ก็ทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นมาได้ เช่นปัจจัยต่อไปนี้ –  เมื่อต้องพบเพื่อน หรือต้องทำความรู้จักกับคนใหม่ ๆ –  กำลังตกเป็นเป้าสายตา –  ถูกจับจ้องเวลาที่ทำอะไรก็ตาม –  รู้สึกว่าโดนแอบมอง –  จำเป็นต้องพูดคุยกับใครเป็นบทสนทนาสั้น ๆ –  เมื่อต้องพูดในที่สาธารณะ –  เมื่อต้องทำการแสดงบนเวที หรือหน้าชั้นเรียน –  ถูกล้อ แซว หรือกล่าวถึง –  เมื่อต้องพูดคุยกับคนสำคัญ หรือบุคคลที่มีอิทธิพลเหนือกว่าตัวเอง –  เวลาไปออกเดท –  เมื่อเป็นฝ่ายโทรศัพท์ หรือติดต่อผู้อื่นก่อน –  ถูกเรียกอย่างเฉพาะเจาะจงท่ามกลางคนหมู่มาก –  ใช้ห้องน้ำสาธารณะ –  เมื่อต้องเข้าสอบ หรือถูกทดสอบ –  รับประทานอาหารในที่สาธารณะ –  เมื่อต้องลุกขึ้นพูดในที่ประชุม –  เวลาไปงานปาร์ตี้ หรือต้องเข้าร่วมงานที่มีคนเยอะ ๆ การวินิจฉัยโรค จิตแพทย์จะวินิจฉัยโรคเมื่อบุคคลนั้นมีอาการกลัวสังคมต่อเนื่องกันนานเกิน 6 เดือน (โดยเฉพาะวัยเด็กไปจนถึงวัยรุ่น) โดยจะมีแบบทดสอบให้ทำ และจับสังเกตอาการระหว่างที่พูดคุย รับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือแม้แต่เข้าห้องน้ำสาธารณะต่อหน้าบุคคลอื่น (คนนอกครอบครัว หรือคนแปลกหน้า) หากว่าผู้ทดสอบมีอาการวิตกกังวล และหวาดกลัวต่อบุคคลอื่นแม้จะใช้ชีวิตตามปกติของตัวเองก็ทำได้ลำบาก นั่นก็แสดงว่า เข้าข่ายป่วยเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมแล้วนั่นเองค่ะ โรคกลัวการเข้าสังคม มีผลกระทบกับชีวิตอย่างไรบ้าง ? โรคหวาดกลัวสังคมถือเป็นอาการผิดปกติทางสุขภาพจิต ซึ่งหากใครเป็น ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างเช่น ผลกระทบกับชีวิตการงาน และการเรียน –  ไม่กล้าไปสัมภาษณ์งาน –  มีปัญหากับการติดต่อประสานงานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน –  ไม่กล้าแสดงออกในที่ประชุม หรือหน้าชั้นเรียน –  ลังเลที่จะตัดสินใจรับตำแหน่ง หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย –  ประสิทธิภาพในการทำงาน และการเรียนถดถอย –  ไม่มีความสุขกับการเรียน และการทำงาน           ผลกระทบกับความสัมพันธ์ –  มีปัญหาในการสานสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเพื่อน หรือคนรักก็ตาม ทำให้คบกับใครไม่ได้นาน –  ไม่กล้าเปิดใจรับใครเข้ามา –  ไม่กล้าแชร์ความคิดเห็นร่วมกับบุคคลอื่น          ผลกระทบกับการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน –  เสียโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คนใหม่ ๆ ทำให้ไม่ได้พัฒนาตนเองอย่างที่ควรจะเป็น รวมทั้งพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิตอีกหลายสิ่งเลยทีเดียว อีกทั้งการกักขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว ยังทำให้คุณกลายเป็นคนโลกแคบได้ง่าย ๆ ด้วยค่ะ

เข้าสังคมใหม่อย่างมั่นใจ

เข้าสังคมใหม่อย่างมั่นใจ

เมื่อคุณเริ่มเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำก็คือ การเข้าสังคมและการสร้างเพื่อนใหม่  ซึ่งสองเรื่อนี้อาจเป็นเรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ง่ายสำหรับทุกคน  เพราะสำหรับบางคนมันก็อาจเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะจัดการได้  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนชอบเข้าสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนขี้อายหรือไม่มั่นใจในตัวเอง ถ้าคุณคิดว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องมีเพื่อนก็ได้นั้น ขอให้เลิกคิดเลยค่ะ เพราะว่าในการเรียนมหาวิทยาลัยนั้น เพื่อนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะพวกเขาอาจเป็นคนที่ช่วยคุณทั้งในเรื่องการเรียนและการทำกิจกรรม ดังนั้นแล้วอย่าเพิ่งท้อค่ะ ขอแค่คุณคิดและเริ่มเปลี่ยนแปลง ก้าวแรกของการเรียนในมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ยากเกินไป  ลองมาดูกันค่ะว่าคุณควรทำอย่างไรถึงจะดีทั้งกับตัวคุณและกับคนรอบข้าง อย่าพยายามเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คุณ หมายความว่า จงเป็นอย่างที่คุณเป็น เช่น ถ้าคุณอยากจะพูดกับเพื่อนร่วมห้องแต่คุณก็ไม่มีความมั่นใจพอที่จะทำก็จงอย่าฝืนจนเกินตัว  คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยการแสร้งทำเป็นคนชอบเข้าสังคมจัดและทักทายทุกคนที่เดินเข้ามา  ขอเพียงแค่คุณพยายามพูดด้วยเรื่องง่ายๆอย่างเช่น “วันนี้อากาศดี” หรือ “คุณสบายดีนะ” ก็เพียงพอแล้ว  และเชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะเห็นถึงความพยายามของคุณ และเข้ามาคุยกับคุณเองแน่นอน แสดงความสนใจ ไม่ว่าใครก็ชอบเป็นที่สนใจ (แม้แต่คนขี้อาย) ลองพยายามแสดงความสนใจกับผู้คนรอบตัว เช่น ถ้าคุณไม่กล้าพูดตอบในเรื่องที่เพื่อนร่วมห้องกำลังเล่า  ขอเพียงแค่คุณยิ้มและหัวเราะแสดงความสนใจไปกับเรื่องที่พวกเขาเล่า ก็เพียงพอ  จากนั้นพวกเขาจะสนใจตอบแทนคุณแน่นอน เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ ค่อยๆเริ่มพูดคุยกับผู้คนด้วยคำพูดง่ายๆ เช่น เริ่มต้นด้วยคำถามปลายเปิด อย่าง “เป็นอย่างไรบ้าง” และปล่อยให้คนอื่นสานต่อบทสนทนาต่อ ระหว่างนั้นก็พยายามตอบคำถามหรือแสดงความสนใจให้เท่าที่ทำได้ แล้วพวกเขาจะรู้เองว่าคุณพยายามอยู่ คนส่วนใหญ่ชอบกีฬา ลองเริ่มต้นบทสนทนาด้วยกีฬา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะคนส่วนมากชอบกีฬา  ลองเริ่มด้วยคำทักทายที่ว่า “เฮ้! แมตช์เมื่อคืนของทีม…เป็นยังไงบ้าง”  (แต่ก็ควรระวังด้วยถ้าเขาไม่ได้ชอบทีมนั้นขึ้นมาก็อาจจะพลาดได้) ระมัดระวังในคำพูด บางครั้งคนบางประเภทก็ไม่ชอบให้ลุกล้ำมากเกินไปสำหรับเพื่อนใหม่  ดังนั้นคุณควรจะสร้างความคุ้นเคยหรือพูดคุยเฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่องทั่วไปหรือพูดคุยถึงสิ่งที่คล้ายคลึงกันก่อน เช่น “คุณเป็นอย่างไรบ้างวันนี้” หรือ “คุณมาเรียนที่นี่ได้อย่างไร” หรือ “คุณชอบวิชาอะไร” เพื่อที่จะได้หาว่ามีความชอบหรืออะไรที่เหมือนกันหรือไม่ ก่อนที่จะขยับเข้าไปถามหรือพูดคุยอะไรที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้ ให้ความเคารพ คุณควรแสดงออกถึงความเคารพหรือเชื่อถือ ทั้งกับตัวคุณเองและกับคนรอบข้าง  เพราะการได้รับความเคารพ ทั้งในการกระทำและเรื่องความคิด จะทำให้คุณได้รับการยอมรับจากคนรอบตัวได้ดีกว่า การสร้างความโดดเด่นในเรื่องแย่ๆ หรือเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ อย่าเห็นแก่ตัว พยายามเป็นคนใจกว้างเพียงพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ แต่ก็อย่าใจกว้างคนเกินไป เพราะถ้าคุณใจกว้างจนเกินเหตุ คุณอาจจะถูกใช้ประโยชน์ได้ ไม่อคติ เลิกยึดติดกับคำว่าอายุ เพราะไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ คุณก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ทั้งนั้น  แม้แต่คนอายุ 20 กับ 70 ก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ถ้าคุณคิดจะทำ อย่ากลัวที่จะขอ Facebook ลองเอ่ยปากถามถึงชื่อ Facebook, MySpace, AIM Screen Name, email address หรือแม้แต่เบอร์โทรศัพท์   เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมากถ้าคุณมีสิ่งที่สามารถติดต่อกับพวกเขาได้ และอาจจะทำให้การพูดคุยหลังจากนี้เป็นเรื่องง่ายขึ้น พยายามอยู่กับคนที่ดี คุณควรทำความรู้จักและเป็นเพื่อนกับคนที่ดีหรือเข้ากับคุณได้  เหมือนกับสำนวนที่ว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” เพราะผู้คนมักจะตัดสินคนจากคนที่อยู่รอบตัว พวกเขาไม่มาสนใจทำความรู้จักกับตัวคุณโดยตรง แต่จะตัดสินคุณจากคนที่คุณอยู่ด้วย ดังนั้นแล้ว ถ้าคนที่อยู่รอบตัวคุณเป็นคนดี คุณก็จะถูกมองว่าดี หรือ ถ้าพวกเขาเป็นคนเจ๋ง คุณก็จะถูกมองว่าเจ๋ง เช่นเดียวกัน