อย่าพึ่งอัพ ios 11

ซ่อม iphone ปัญหาที่เจอบ่อยๆ เมื่ออัพเดท iOS

ซ่อม iphone ปัญหาที่เจอบ่อยๆ เมื่ออัพเดท iOS วันนี้ร้าน ซ่อมไอโฟน ขอนแก่น by คิมล็อคเทเลคอม มีเรื่องจะมาแจ้งเตือนเพื่อนสมาชิกทุกๆท่าน เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาระบบปฏิบัติการ IOS ของ Apple ได้ปล่อยเวอร์ชั่นล่าสุดออกมาคือ IOS 11 ซึ่งก็มาพร้อมกับฟังค์ชั่นและลูกเล่นใหม่ ๆ ตามภาษา IOS และหลังจากที่ปล่อยออกมาได้สักพักคนก็แห่กันอัพเดตุ IOS เวอร์ชั่นใหม่นี้กันอย่างบ้าคลั่ง ประจวบกับช่วงเทรนiphone8 พึ่งเปิดตัว ผลก็คือมีโทรศัพท์มือถือiphone ของuserผู้ใช้หลายคนเกิดอาการรวนจนติดต่อมาซ่อมกับเราเป็นจำนวนมาก ทำให้เราอยากเตือนเพื่อนสมาชิกร้านซ่อมไอโฟนขอนแก่นว่า ถ้าเป็นไปได้อย่าพึ่งอัพเดตุเวอร์ชั่นของ IOS เป็นเวอร์ชั่น 11 เพราะตอนนี้ IOS 11 ยังมีบัคอยู่เยอะ และไม่มีความเสถียรในการใช้งานอีกด้วย ถ้าใครที่อยากจะอัพจริง ๆ ทางร้านเราก็ขอแนะนำว่าควรจะไปอัพเดตุเวอร์ชั่นใหม่ใน MAC PC หรือคอมพิวเตอร์ของท่านผ่านโปรแกรมituneดีกว่า แนะนำ หลีกเลี่ยงการอับเดตiosผ่านไวไฟ จะดีที่ซู๊ด คำถาม-คำตอบที่พบประจำ ซ่อมไอโฟนช้า ไอโฟนความจำเต็ม เฟสเด้ง ไวไฟเทา เข้าแอ็ปเด้งออกเอง สแกนนิ้วไม่ได้ กล้องดำ กล้องใช้ไม่ได้ทุกฟังชั่น เชื่อป่าว อาการพวกนี้ เกิดจากการอับเดตiosผ่านwifi ถาม:ใช่หรออัพมาแล้วใช้งานได้ดีปกติเลย ตอบ: ผมขี้เดาคราบเพ่ อับตามสบายเลย ถ้ามันดี ถาม:แล้วทำฟังชั่นนี้มาให้อับผ่านตัวเครื่องทำไม ตอบ: อ๋อมันมีไว้ให้ ทำให้ไอโฟน ไอแพดพี่พังไง วันนี้พี่ถึงได้มาเจอผมฮ่าๆ ซ่อม iphone by คิมล็อคเทเลคอม ไม่รักไม่บอก ห่วงใยคุณห่วงใยท่าน เป็นไปได้ขอให้อย่าพึ่งอัพเดตุ IOS เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด แต่ควรรอให้ทาง IOS แก้บัคและปรับความเสถียรให้ลงตัวซะก่อน เมื่อไหร่ที่ IOS 11.1 ออกมาเมื่อไหร่ค่อยโหลดไปใช้กัน ข่าวดี ประกาศ ณ.วันที่ 22/9/2560 อับ ios 11 แล้วไม่ถูกใจ apple ยังเปิดโอกาศให้ดาวเกรต iOS 10.3.3 ได้ครับ เว็บไซต์ : http://ร้านซ่อมไอโฟน.com/

ซ่อมไอโฟน

###ซ่อม iPhone และทั่วประเทศ รับประกันการซ่อมนาน 3 เดือน###

ซ่อมไอโฟน รับซ่อมทุกอาการ ประสบการณ์มากกว่า 9 ปี รับประกันหลังการ ซ่อมไอโฟน นาน 3 เดือน พร้อมของแถม และโปรโมชั่น ฟรีค่าน้ำมัน 100 บาท สำหรับลูกค้าที่เดินทางไกลมากกว่า 10 กม. ร้านซ่อมไอโฟน คิมล็อคเทเลคอม ตั้งอยู่ที่ ตรงข้ามกับสนามฟุตบอลหญ้าเทียม ม.ภาค ขอนแก่น ยินดีให้คำปรึกษา และแก้ปัญหาเกี่ยวกับไอโฟน แมค ไอพอด ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแอปเปิล ทุกชนิด เราซ่อมได้ อาการจอไอโฟนแตก ,เครื่องค้าง,ไอโฟน error,error 9, 4005, 4013 หรือ 4014 ,ทัชสกรีนเสีย ,เปลี่ยนแบตฯ ,เปิดไม่ติด,เมนบอร์ดเสีย อาการอื่นๆ มั่นใจซ่อมได้ทุกอาการ ด้วยประสบการณ์การซ่อมที่สั่งสมนานหลายปี จึงได้เห็น ได้สัมผัส ซ่อมมาหลายเคส หลายอาการ จึงมั่นใจได้ว่าเราซ่อมได้ทุกอาการแน่นอน การันตี ผลงานการซ่อมได้จากลูกค้าที่ใช้บริการ งานซ่อมไอโฟนกับเรา เสียงตอบกลับมาส่วนใหญ่จะพอใจในการซ่อมของเรา ซ่อมไอโฟน ทั่วประเทศ ลูกค้าสามารถโทรสอบถามราคา เล่าถึงอาการเสีย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราซ่อมได้จริงก่อนได้ เรายินดีให้คำปรึกษา บอกราคาคร่าวๆให้ลูกค้าได้ทราบก่อนเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ ก่อนที่จะส่งเครื่องไอโฟน มาให้เราซ่อม เมื่อเครื่องของลูกค้าส่งมาถึงร้านเราแล้ว จะทำการตรวจเช็คอาการ ถ้างบประมาณเกินกว่าที่แจ้งทางเราจะโทรแจ้งถึงอาการเสีย และแจ้งงบประมาณในการซ่อมให้ลูกค้าทราบก่อน ถ้าลูกค้าให้ซ่อมต่อได้ ทางเราจึงจะดำเนินการซ่อมต่อไปทันที นอกจากจะซ่อมแล้ว เรายังให้คำแนะนำการใช้งาน เพื่อยืดอายุการใช้งานไอโฟนที่คุณรักให้สามารถใช้งานได้อย่างนานแสนนานอีกด้วย คิมล็อค เทเลคอม ให้บริการรับซ่อมไอโฟน ซ่อมผลิตภัณฑ์ของบริษัทแอปเปิล ทุกชนิด ทั่วประเทศ สำหรับลูกค้าที่อยู่ ขอนแก่น สามารถเดินทางมาซ่อมที่ร้าน ตั้งอยู่ตรงข้ามสนามฟุตบอลหญ้าเทียม ม.ภาค ขอนแก่น สำหรับลูกค้า ที่อยู่ต่างจังหวัด สามารถเดินทางมาซ่อมที่ร้านเราได้ ซ่อมด่วน ซ่อมเร็ว รอรับได้เลย ซ่อมเสร็จเราคืนค่าน้ำมันให้ลูกค้าที่เดินทางมาไกลมากกว่า 10 กม. อีกด้วย สำหรับลูกค้าที่อยู่ไกล ไม่สามารถเดินทางมาซ่อมได้ด้วยตัวเอง สามารถส่งสินค้ามาทางไปรษณีย์ไทย หรือ ขนส่งเอกชน มาตามที่อยู่ร้าน หลังซ่อมเสร็จ ส่งคืนสินค้าให้ลูกค้าทันที ติดต่อเรา 499/3 หมู่7 ตำบล บ้านเป็ด อำเภอ เมือง จังหวัด ขอนแก่น 40000 โทร. 087-868-8998 เมล์ : jomyut500@gmail.com Line ID : jomyut2499 Website : http://ร้านซ่อมไอโฟน.com/ซ่อมไอโฟน

inc-article-matichon-freeform101

ทักษะทางสังคม

สภาพครอบครัวไทยในปัจจุบัน มักเป็นครอบครัวเดี่ยวที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับบุตรหลานมากนัก เนื่องด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน อีกทั้ง สภาพความห่างเหินแปลกแยกระหว่างคนในสังคมที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่เคยแม้แต่จะพูดคุย และทำให้คนในชุมชนและสังคมมีปัญหาสายสัมพันธ์ที่อ่อนแอลง มีลักษณะต่างคนต่างอยู่และสภาพการมีน้ำใจต่อกันลดลง ซึ่งต่างจากสังคมไทยสมัยก่อน ที่ผู้คนมีค่านิยมยินดีช่วยเหลือเมื่อผู้อื่นเดือดร้อน มีน้ำใจให้แก่ผู้อื่นแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ค่านิยมนี้ได้เริ่มเปลี่ยนไปภายหลังจากที่ประเทศไทยพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย และการเปิดประเทศเพื่อการค้าการลงทุน การเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนในชุมชนและสังคมเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนจำนวนมากในปัจจุบัน ที่กลายเป็นผู้ที่ไม่สนใจปัญหาสังคม การเมือง มีชีวิตอยู่เพื่อตนเองเป็นหลัก ไม่สนใจสภาพสังคมส่วนรวมเท่าที่ควร และส่งผลให้เด็กส่วนใหญ่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว มีทีวี เกม เป็นเพื่อน รวมทั้งในโลกยุคไซเบอร์หรือยุคไร้สายในปัจจุบันที่สร้างโลกเสมือนให้เด็ก ๆ ได้เข้าไปหาเพื่อนคุยแก้เหงาในโลกเสมือนนี้แทนโลกแห่งความจริง สภาพการณ์เหล่านี้ ส่งผลให้เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเติบขึ้นมานั้นมีทักษะในการเข้าสังคมที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเกิดเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยทั้งต่อตัวเด็กเองและต่อสังคมในภาพรวม ทั้งนี้เนื่องจากทักษะสังคมเป็นทักษะที่นำมาซึ่งความสุขและเป็นใบเบิกทางแห่งความสำเร็จในชีวิต เปิดให้เกิดมิตรภาพ เปิดประตูสู่มิตรภาพและโอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของคนในสังคม ทักษะสังคมจึงเป็นทักษะสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญเพื่อเป็นรากฐานสำคัญอันนำมาซึ่งความสุขความสำเร็จในชีวิตเมื่อเติบโตขึ้นต่อไปในอนาคต จากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณชนของประเทศอังกฤษพบว่า การมีทักษะในการเข้าสังคมถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเหลือเด็กให้ประสบความสำเร็จในอนาคต แตกต่างความเชื่อที่ผ่านมาที่มองว่าความสามารถในการเรียนในชั้นเรียนเท่านั้นที่เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของเด็ก ทักษะสังคม (social skills)เป็นกลุ่มของทักษะต่าง ๆ ที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างกันในสังคม อันได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การพูด การฟัง การทำงานร่วมกันเป็นทีม ฯลฯ รวมทั้งความสามารถในการเข้าใจถึงสถานการณ์ที่หลากหลาย กฎกติกาต่าง ๆ ในสังคม ความสามารถในการรู้จักผู้อื่น และการคิดคำนึงถึงคนรอบข้างอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในทางบวกให้เกิดขึ้นเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย ทั้งวัยเด็กที่ต้องการการพึ่งพา การเรียนรู้สิ่งใหม่ในชีวิต วัยรุ่นที่ต้องการการยอมรับจากเพื่อนฝูงคนรอบข้าง วัยผู้ใหญ่ที่เริ่มสร้างครอบครัวและต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทักษะสังคมเป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับทักษะอื่น ๆ แนวทางสร้างและพัฒนาเด็กให้มีทักษะทางสังคม ต้องเริ่มตั้งแต่เยาว์วัย โดยมีแนวทางหลักดังนี้ สร้างมิตรภาพ โดยการริเริ่มผูกมิตรและหยิบยื่นไมตรีจิตให้กับผู้อื่นก่อนเสมอทั้งต่อเพื่อนฝูง ครูอาจารย์เช่น การยิ้มอย่างจริงใจเข้าไปแนะนำตัวแสดงความรู้จักกับผู้อื่นการเรียนรู้จักการเป็นผู้ให้มากกว่าที่จะเป็นผู้รับฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามหากเด็กค่อนข้างมีบุคลิกขี้อาย ควรช่วยเหลือเด็กโดยการเป็นผู้นำการสนทนาริเริ่มให้เด็กได้รู้จักกับเพื่อน ๆ หรือคุณครูก่อนจนคุ้นเคยและสามารถสานสัมพันธ์ต่อไปได้ รวมถึงให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องนี้อย่างเป็นระบบโดยผ่านเหตุการณ์จริงหรือเหตุการณ์สมมติ เช่น ผ่านการเล่าเรื่องจากนิทานสอนใจ การยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริง การสอนให้คิดถึงผู้อื่นโดยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วร่วมกันสรุปเป็นหลักการสอนเด็กในภาคปฏิบัติ ทั้งพฤติกรรมการแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำเพื่อพัฒนาทักษะสังคมด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิต เรียนรู้จักกิจกรรมและทำงานเป็นทีม กิจกรรมในการสอนเด็กให้มีทักษะทางสังคมมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย ครูต้องเลือกให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น กิจกรรมสำหรับเด็กวัยอนุบาล 3-5 ปี เป็นวัยที่ต้องเน้นกิจกรรมที่สนุกสนาน และน่าตื่นเต้น เช่น การเดินสำรวจธรรมชาติเป็นกลุ่ม การเล่นงูกินหาง การเต้นรำและร้องเพลงร่วมกัน ฯลฯ กิจกรรมสำหรับเด็กประถมศึกษา-12 ปี เช่น จับกลุ่มให้มาแสดงละคร จับกลุ่มให้เด็ก ๆ ค้นหาข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอหน้าชั้นเรียน การเล่นแชร์บอล ฯลฯ และกิจกรรมสำหรับวัยรุ่น(Teenage Challenge) ที่มีอายุ 13-17 ปี เป็นช่วงวัยที่เริ่มเข้าสังคมมากขึ้น ชอบทำกิจกรรมที่ความสนุกสนานและท้าทายความสามารถ เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล ตั้งค่ายพักแรม ฝึกถ่ายทำวีดีโอ ฯลฯ ที่มีอายุ 6ที่มีอายุ เรียนรู้เกี่ยวกับผู้อื่นและชุมชน ควรส่งเสริมให้เด็กได้ใช้เวลาว่างหรือทำกิจกรรมของโรงเรียน ผ่านการเข้าร่วมโครงงานพัฒนาชุมชนหรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกับกองทุนเวลาเพื่อสังคม ที่ผมเป็นประธาน โดยแนวคิดนี้คือ ทำดีได้ไม่ต้องใช้เงิน ด้วยการที่แต่ละคนบริจาคเวลาในการทำความดีเพียงเดือนละ 3 ชั่วโมง อันเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ปลูกฝังการเป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีส่วนหล่อหลอมการมีจิตสาธารณะ ไม่ไปข้องแวะกับการใช้เวลาไม่เหมาะสมที่ก่อเกิดปัญหา อีกทั้งส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคมโดยจัดระบบงานอาสาสมัคร เพื่อมีส่วนพัฒนาการเรียนรู้คนเมือง เช่น เยี่ยมเยียนสถานสงเคราะห์ ร่วมสอนและพัฒนาความรู้ให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส การช่วยงานในศูนย์บริการสาธารณสุข การร่วมรนณรงค์การประหยัดพลังงาน เป็นต้น ทักษะสังคม เป็นทักษะสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ และครู ควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทย ร่วมกับทักษะด้านอื่น ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อเป็นใบเบิกทางสำคัญสู่ความสุขความสำเร็จของเด็กต่อไปในอนาคต รวมทั้งเพื่อการปฏิบัติต่อกันในสังคมอย่างถูกต้องเหมาะสมอันเป็นเหตุที่นำมาซึ่งความสงบสุขของสังคมในภาพรวม

social-phobia_freeform101

โรคกังวลต่อการเข้าสังคม (Social Anxiety in Children & Adolescents)

“เมื่อความขี้อาย กลายเป็นความกลัว” กังวลต่อการเข้าสังคมหรือที่เคยเรียกว่าโรคกลัวสังคม (Social Phobia) พบเห็นได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งอาจทำให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองรู้สึกขัดอกขัดใจกับบุตรหลาน ของตนอย่างมากว่า “ไม่กล้าแสดงออก” หรือพ่อแม่อาจอับอายที่มีลูกขี้อายและยิ่งพยายามผลักดันให้เด็ก ๆ เหล่านี้ได้ “แสดงออก” มาก ๆ เช่น ส่งไปเต้นระบำขับร้องบนเวที ที่มีคนดูเยอะๆ อาจยิ่งจะทำให้เด็กรู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้นที่ไม่อาจทำให้พ่อแม่พอใจได้ อาการหลัก ๆ อาการหลักๆ ของโรคนี้คือ ความกลัวต่อการถูกเฝ้ามองหรือถูกประเมินจากคนอื่น เด็กเหล่านี้จะกลัวโดยคิดไป ว่าเขาอาจจะทำหรือพูดอะไรที่ดู “ เปิ่น ๆ เชย ๆ ผิด งี่เง่า ไม่เข้าท่า ” ออกไปทำให้ตัวเองได้อาย หรืออาจตกเป็นเป้า สายตาของการถูกการวิพากษ์วิจารณ์ ความแตกต่างของโรคนี้จากความ “ ขี้อาย ” ทั่วไปก็คือ เด็กเหล่านี้จะแทบทำอะไร ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้เลย และอาการเหล่านี้มักไม่ดีขึ้นเมื่อโตขึ้นแบบ “ หายไปเองตอนโต ” เหมือนเด็กขี้อาย คนอื่น ๆ เวลาที่เด็กเหล่านี้กลัว เด็กอาจมีอาการทางร่างกายต่าง ๆ ตามมา เช่น เวียนหัว มีนงง ท้องไส้ปั่นป่วน มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก หน้าแดงหรือเกร็งกล้ามเนื้อต่าง ๆ หรือบางคนอาจกลัวลนลาน วิ่งหนีเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ก็เป็นได้ สถานการณ์หลัก ๆ ที่มักทำให้เด็กเหล่านี้แสดงอาการออกมาคือ การต้องเป็นคนนำการสนทนาให้กับคนที่ไม่คุ้น การ ไปงานกิจกรรม ที่ไม่มีระเบียบแบบแผนดู “ มั่ว ๆ ” การต้องแสดงหรือพูดหน้าชั้น ถามคำถามในห้อง ซึ่งเด็กเหล่านี้ก็จะ “ ช่วยตนเอง ” โดยการ “ หลีกหนี ” การเข้าสู่สถานการณ์สังคมเหล่านั้นไป ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสที่จะได้รู้จัก ความสามารถของคน รู้จักคนเพิ่มหรือรักษามิตรภาพกับเพื่อน ๆ ไว้ โดยทั่วไปเด็กเหล่านี้มักมีอาการเหล่านี้มาตั้งแต่ยังอายุน้อย แต่มักจะเห็นอาการเด่นชัดในช่วง วัยรุ่นซึ่งเป็นจังหวะที่เด็กอาศัยการเข้าสังคม การคบหาเพื่อนเป็น “ห้องทดลอง” หาประสบการณ์ในการพัฒนาตนเองและบุคลิกภาพ ซึ่งหากเด็กที่มีอาการกลัวการเข้าสังคมอย่างมาก อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในด้านดังกล่าว ทำให้ เด็กรู้สึกอึดอัดกับตนเอง จนอาจเกิดปัญหาทางอารมณ์หรือโรคซึมเศร้าตามมา สิ่งที่น่ากลัวและเกิดอยู่เสมอ ก็คือ การหันไปใช้สุราเพื่อลดความกังวล “ตื่นเต้น” ในการเข้าสังคมเข้าทำนอง “เอาเหล้าย้อมใจ” หรือ “ถ้าเหล้าเข้าปากถึงจะคุยสนุก” ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ การเรียน และสังคมตามมาอีกมากมาย คำแนะนำในการช่วยเหลือ       สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง         • สร้างโอกาสให้บุตรหลานของท่านได้ “ทดลอง” กับสังคมที่หลากหลาย อย่างเล่นกับเพื่อน ๆ กลุ่ม ต่าง ๆ ไปงาน วันเกิด เพื่อน ๆ ญาติ ๆ เข้ากิจกรรมโรงเรียนแต่ไม่ควรผลักดันลูกไปเข้าสถานการณ์ใหญ่ ๆ ยาก ๆ ในทั้งที่ตั้งแต่เริ่มต้น อย่างประกวดร้องเพลง แข่งพูดโต้วาที เป็นต้น เพราะเด็กอาจล้มเหลวได้รับแต่ประสบการณ์ที่แย่แทนที่จะรู้สึกว่าทำได้ • เวลาเห็นลูกทำท่าอึดอัดหรือตอบคนอื่นช้า อย่า “พูดแทน” ลูก เช่น เวลาสั่งอาหารช้า ก็สั่งให้หรือแย่งตอบคำถาม ที่ผู้ใหญ่คนอื่น ถามให้แทน • จูงใจให้รางวัลหากลูกกล้าพูด • ทำตัวเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นในสถานการณ์สังคมต่าง ๆ ว่าควรวางตัวอย่างไร • กรุณาิิอย่าทำท่าทางเหนื่อยหน่าย “เบื่อ” หรือโมโห หากลูกไม่สามารถแสดงออกได้ดังใจของท่าน (จริง ๆ เขาก็ ผิดหวังตัวเองอยู่เยอะแล้ว) ควรแสดงความเข้าใจเขา และให้กำลังใจแนะนำให้ลองครั้งต่อไป       สำหรับคุณครู         • ลองเปลี่ยนบรรยากาศกฎเกณฑ์ให้ลูกศิษย์ที่กลัวการเข้าสังคมของคุณ ซึ่งอาจจะ “ช้า” หรือ “ลังเล” ให้มีโอกาส ได้แสดงออกบ้าง ไม่ใช่เน้นแต่ “ความเร็ว” หรือ “ความเด่น” • คุยกับเขาว่า เราพยายามสร้างโอกาสให้เขาได้แสดงออก ไม่ใช่ “แกล้ง” ทำให้เขาได้อาย • แนะนำเขาว่าการได้พูดตอบแค่ “เบาๆ” ในห้องก็เพียงพอแล้วสำหรับการมีส่วนร่วมในช่วงแรกๆเขาจะรู้สึกว่าการมี ส่วนร่วมนั้น “ง่าย” ขึ้นเรื่อยๆ ในครั้งถัดมา • อย่าระดมถามแต่เด็กที่กำลังฝึกคนนี้อยู่คนเดียว ควรกระจายถามเด็กคนอื่นๆ ให้เสมอๆ กันอย่างเป็นธรรมชาติ • พฤติกรรมบำบัด โดยมักให้เด็กได้ค่อยๆ เผชิญกับสถานการณ์ที่เด็กกลัวหรือตื่นเต้นอยู่ทีละน้อยให้เด็กได้พิสูจน์ “ว่าสิ่งที่เขาคิดกลัวอยู่นั้นเป็นจริงหรือ” อย่าง “ทุกคนต้องหัวเราะเยาะฉันแน่แค่ฉันพูดคำแรก” หรือ การฝึกสอนเด็กให้ รู้จักการเริ่มต้นการสนทนา หัดผ่อนคลายความเครียด ความกลัวของตนเองลง • การให้ยาที่ลดความกังวลและความตื่นกลัวของเด็ก ซึ่งมียาหลายชนิดที่ได้ผลดีโดยมิได้ทำให้เกิดการติดยา ง่วงซึมหรือทำลายสมองเด็กอย่างที่เคยเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ควรปรึกษาจิตแพทย์เด็กถึงทางเลือกของการรักษา

9 วิธีสร้างความมั่นใจในการทำงาน

9 วิธีสร้างความมั่นใจในการทำงาน ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง

ในชีวิตการทำงาน อาจจะมีบางช่วงที่คุณรู้สึกท้อแท้ ไม่แน่ใจว่า และตั้งคำถามว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ รวมถึงต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ยากจนดูเหมือนว่าเกินกำลัง ต้องพร้อมรับกับความกดดันระดับสูงที่อาจทำให้คุณรู้สึกพร้อมจะแตกออกเป็นเสี่ยง คุณอาจจะคิดถึงการถอยไปตั้งหลัก คุณอาจจะคิดถึงการล้มเลิกไม่เดินหน้าต่อ แต่ถ้าปัจจัยของความก้าวหน้า คือการฟันฝ่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นในรายทาง เราลองมาดูกับ 9 วิธีสร้างความมั่นใจในการทำงาน ที่คุณสามารถค่อยๆ ทำ ค่อยๆ บอกตัวเอง จนกว่าสิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็น ‘ตัวตน’ ใหม่ที่มั่นใจของคุณ ยืนตัวตรง เชิดหน้าด้วยความเชื่อมั่น ปลุกพลังในตัวคุณ ด้วยท่าทางที่สบายๆ ยืดอก ตัวตรง ภาษากายคือสิ่งที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันกับสภาพจิตใจและการใช้ชีวิตในภาพรวม แม้ว่าจิตใจจะเป็นตัวกำหนดท่าทางที่เราจะแสดงออกมา แต่ในทางกลับกัน การวางท่าทีให้มีความเชื่อมั่น เชิดหน้า และยืดตัวตรง แม้ว่าข้างในคุณจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นก็ตาม แต่วิธีตอกย้ำการกระทำ ก็จะค่อยๆ ปรับสภาพจิตใจให้มีความสัมพันธ์กันได้ในท้ายที่สุด คิดถึงความสำเร็จที่ผ่านมา อุปสรรคใดๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับ ‘ตัวของคุณเอง’ การทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้ประสบความสำเร็จอาจจะเป็นเรื่องยาก มีอุปสรรคอยู่มากมายที่รอคอยอยู่ข้างหน้า แต่กระนั้น ทุกสิ่งย่อมมีก้าวแรก ถ้าคุณรู้สึกอ่อนล้า ท้อแท้ ลองลิสท์รายชื่อสิ่งละอันพันละน้อยที่คุณทำได้สำเร็จเสร็จสิ้น อาจจะไม่จำเป็นต้องใหญ่โตหรือพลิกโลก แต่เป็นเรื่องที่คุณรู้สึกดี การได้เห็นความสำเร็จต่างๆ ที่ผ่านเข้ามานั้น จะช่วยตอกย้ำว่าคุณเองก็สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากเพียงใด และช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ ประสานสายตาเวลาพูดคุย ดวงตา คือหน้าต่างของหัวใจ จงประสานสายตาเวลาพูดคุยทุกครั้ง เมื่อดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ การประสานสายตาจึงเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความจริงใจ ที่เราแสดงให้อีกฝ่ายรับรู้ว่า เราไม่มีสิ่งใดปิดบัง และเป็นการแสดงถึงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม การหลบสายตา แม้คุณจะไม่ได้มีนัยอะไรที่สลักสำคัญหรือกระทำไปตามความเคยชิน แต่มันก็ทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัด และบั่นทอนความน่าเชื่อถือ รวมถึงความมั่นใจที่คุณมีให้กับตัวเองไปในทางหนึ่งด้วย มองในแง่ดีอยู่เสมอ ให้ความหวัง อยู่เหนือความสิ้นหวัง เพื่อยกระดับความมั่นใจให้สูงขึ้น คุณอาจจะได้ยินแนวคิดของเรื่อง ‘น้ำครึ่งแก้ว’ หรือ ‘น้ำเต็มแก้ว’ มาบ่อยๆ แต่คำตอบไหนล่ะที่ถูกต้องที่สุด? อันที่จริงแล้ว ชีวิตเป็นเรื่องของการผสมผสานกันระหว่างด้านดีและด้านลบอยู่เสมอ ซึ่งการมองโลกตามสภาพที่เป็นจริง มองด้วยใจเป็นกลาง อย่างเข้าใจ และเป็นไปในแง่ดี นอกจากจะช่วยให้คุณไม่เหนื่อยล้าจนเกินกว่าที่ควรจะเป็นแล้วนั้น ยังช่วยส่งผลต่อท่าทางที่คุณแสดงออกไปสู่บุคคลภายนอก ไม่ว่าจะด้วยน้ำเสียงหรือภาษากาย ก่อเกิดความรู้สึกที่ดีแก่ผู้พบเห็น ทำตัวให้แจ่มใส ทุกสิ่งมีด้านที่สวยงามอยู่เสมอ มองด้านเหล่านั้น เพื่อปลุกพลังใจให้สู้ต่อไป คุณอาจจะรู้สึกท้อแท้ เหน็ดเหนื่อย ห่อเหี่ยว แม้จะไม่ได้บอกใคร แต่ภาษากายที่แสดงออกมาก็สามารถรับรู้ได้โดยคนรอบข้าง ดังนั้นแล้ว ถ้าเริ่มรู้สึกลบกับตัวเอง ยืดอกเข้าไว้ ทำท่าให้เข้มแข็ง กระฉับกระเฉง หายใจเข้าปอดลึกๆ คุณจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเองอย่างน่าประหลาดใจ ฝึกการควบคุมน้ำเสียง เมื่อรู้สึกประหม่า อย่าปล่อยให้อาการคำพูดตายลอยค้างกลางอากาศ การพูดลิ้นพันกันหรือติดอ่าง คือสัญญาณของสภาพจิตใจที่ไม่คงที่ และเป็นสิ่งที่คนอื่นสามารถสัมผัสได้ง่ายที่สุด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว คุณอาจจะจำลองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นไว้ในหัว (เช่น การพูดในที่ชุมชน) แล้วลองฝึกซ้อมหน้ากระจก ทำซ้ำๆ จนกว่าความรู้สึกหวาดกลัวเหล่านั้นจะหายไป ปรับปรุงในท่าทีการวางตัว คนที่มีความมั่นใจ จะมีท่าทีที่พร้อมรับกับทุกสถานการณ์อย่างสุขุม คนที่มีความประหม่าในจิตใจ หลายครั้ง มักจะกลบด้วยอาการของความมั่นใจที่เกินพอดี เช่น พูดเยอะขึ้น หัวเราะเสียงดัง ร่าเริงผิดปกติ เหล่านี้ ไม่ใช่สัญญาณที่น่าพึงปรารถนาแต่ประการใด เพราะคนที่มีความมั่นใจอย่างจริงจัง จะมีความนิ่ง สงบ และมั่นคงแม้จะไม่ได้พูดสิ่งใดออกมาสักประโยคเดียว พยายามปรับปรุงท่าทีการวางตัวควบคู่กับความคิด และพึงระวังการแสดงออกในทางที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การเล่นมุขตลกหยาบโลน หรือล้อเลียนในท่าทางของผู้อื่น ใส่ใจเรื่องการแต่งตัวบ้าง แต่งตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง พร้อมความมั่นใจที่มากกว่าเดิมในสถานการณ์ต่างๆ การแต่งตัวดีช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับคุณในโอกาสต่างๆ ซึ่งคุณก็ควรจะให้ความพิถีพิถันในจุดนี้โดยถี่ถ้วน เช่น การใส่สูทที่ดูดีในยามที่ต้องออกไปพรีเซนต์งาน แต่งตัวให้ภูมิฐานตอนที่ต้องไปรับการสัมภาษณ์ หรือในยามสบายๆ ก็แต่งตัวที่เหมาะสมกับสถานที่และกาลเทศะ คุณจะมั่นใจมากขึ้นเมื่อทุกอย่างสอดรับกันได้อย่างลงตัว ยิ้มพิมพ์ใจ ยิ้มให้กับตัวเอง ยิ้มให้กับโลกรอบข้าง ช่วยสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น รอยยิ้มคือสิ่งที่จะตอบสนองต่อผู้พบเห็นในทางบวกอยู่เสมอ ทั้งยังช่วยเพิ่มพลังใจ และเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการยิ้ม จะช่วยสั่งการให้สมองนั้นได้หลั่งสารที่ส่งผลดีต่อจิตใจ ให้รู้สึกสดชื่น และเติมเต็มความมั่นใจ แม้ว่าลึกๆ คุณอาจจะไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นในตอนแรกก็ตาม วิธีการเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะใช้ได้ผลดีสำหรับชีวิตการทำงาน หากแต่ยังสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ที่จะส่งผลดีให้คุณกลายเป็นคนใหม่ ที่มีความมั่นใจ มีประสิทธิภาพ มีความสุขและประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว และถ้าคุณยังรู้สึกว่าทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ตัวเอง ต้องฝืนใจทำแล้วล่ะก็ ขอให้คิดถึงคำๆ หนึ่งที่ว่า ‘ทำไปจนกว่าจะกลายเป็นตัวตน (Fake it, Until you make it)’ แล้วคุณจะประหลาดใจว่ามันให้ผลดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ…  ที่มา : LinkedIn

7 วิธี สร้างความมั่นใจให้ตัวเองอย่างได้ผล

7 วิธี สร้างความมั่นใจให้ตัวเองอย่างได้ผล

บอกตัวเองว่าเราจะไม่ใช่สาวขี้อายคนเดิมที่นั่งอยู่หลังห้องตลอดเวลาอย่างเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นคนใหม่ที่บุคลิกดีและมั่นใจในทุกสถานการณ์ ผู้หญิงบางคนก็ช่างโชคดีซะเหลือเกินที่เกิดมาพร้อมความมั่นใจทะลุติดเพดานมาตั้งแต่เด็ก แต่เรานี่ซิ ทำอะไรก็ติดๆ ขัดๆ ไม่กล้าพูดไม่กล้าแสดงความคิดเห็นกับใครเขาหรอก จะคุยกับใครทำไมมันถึงได้ยากเย็นซะขนาดนี้ ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องงาน หรือต้องเข้าสังคมด้วยแล้ว อูยยยย เหงื่อแตกผลัก มือสั่นเป็นจ้าวเข้า ชาตินี้คงจะสำเร็จยากแล้วล่ะ แต่ก็นะ จะมัวแต่คอยหลบตาคนอื่นแบบนี้คงไม่ไหวแน่ งั้นมาดูสารพัดวิธีสร้างความมั่นใจขั้นเทพแล้วลองไปเปลี่ยนตัวเองดูกันดีกว่า 1. หยุดมองตัวเองว่าไม่ดี ไม่เก่ง ไม่เอาไหน ถ้าเรามัวแต่บอกตัวเองทุกวันว่าเราไม่เก่ง เราไม่สวย พูดแล้วคงไม่มีใครฟังแน่นอน แบบนี้มันจะไปเหลือความมั่นใจที่ไหนอีกล่ะ ก่อนอื่นเลยต้องเลิกคิดกับตัวเองในแง่ลบก่อน เพราะความคิดพวกนี้แหละที่จะทำให้เราเกิดอาการไม่มั่นใจ ไม่รักตัวเอง แล้วของแบบนี้บอกเลยว่าคนรอบข้างเขาก็รู้สึกได้นะว่าคุณไม่มั่นใจ คุณต้องหันมามองตัวเองและยอมรับในความเป็นตัวตนของคุณที่ไม่เหมือนใคร บอกตัวเองว่าเรามีค่า เราก็ทำได้ 2. ทำท่าทางให้ดูมั่นใจเข้าไว้ บุคลิกต้องดูดี อกผายไหล่ผึ่ง แต่งตัวเหมาะสมกับโอกาสและสถานที่ ยิ้มแย้ม มองตาคนฟังเวลาต้องพูด อย่าอ้อมแอ้มพูด ต้องพูดให้เสียงดังฟังชัด และมีการแสดงออกว่าเราเปิดรับความคิดเห็นของคนอื่น แค่นี้คนอื่นก็จะมองว่าคุณเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง แล้วตัวคุณเองจะรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ 3. ถามคำถามเยอะๆ เข้าไว้ ถ้าเราได้เตรียมความพร้อมมาก่อน เราก็จะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น วิธีสร้างความมั่นใจทางหนึ่งที่จะช่วยลดความประหม่าลงได้เมื่อต้องเข้าสังคมกับคนกลุ่มใหม่ๆ หรือเพื่อนใหม่ๆ ก็คือเตรียมคำถามปลายเปิดไว้สักสองสามข้อเพื่อชวนคุย (อะไร ที่ไหร่ เมื่อไหร่ อย่างไร ทำไม) โดยส่วนมากแล้วคนส่วนใหญ่มักจะกลัวเมื่อต้องเข้าสังคมใหม่ว่าไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร ไม่มีอะไรจะคุย แต่จริงๆ แล้วมันอยู่ที่การตั้งคำถามให้เหมาะสมเพื่อหาเรื่องคุยกับคนที่เราเพิ่งรู้จัก บางทีอาจพบว่าคุณมีความสนใจหรือมีอะไรที่คล้ายๆ กันก็ได้ เจอแบบนี้คุยถูกคอแน่นอน 4. แต่งตัวอย่างมีสไตล์ เสื้อผ้าทำให้คนดูดีขึ้น ซึ่งเป็นความจริงที่สุดสำหรับวิธีสร้างความมั่นใจ เพราะเสื้อผ้านั้นช่วยสร้างความประทับใจในตัวคุณได้ตั้งแต่แรกเห็น คุณลองสังเกตดูก็ได้นะ ว่าวันไหนที่คุณแต่งตัวดูดี ดูมีระดับ วันนั้นคุณจะรู้สึกได้ถึงความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นมา คุณจะเดินยืดและมีออร่าของความมั่นใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 5. พูดก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจ ถ้าต้องเข้าประชุมแล้วคุณไม่มีอะไรจะพูด ให้คุณพยายามพูดตั้งแต่เนิ่นๆ จะทักทายเพื่อนๆ ร่วมทีมหรือจะชวนคุยเรื่องงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ พอคุณได้พูดออกไปบ้าง แสดงความคิดเห็นออกไปบ้าง ทีนี้มันจะง่ายขึ้นเมื่อคุณต้องร่วมออกความเห็นในที่ประชุม หรือไม่ก็ลองดูวาระการประชุมก่อนเข้าห้อง แล้วเตรียมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณเข้าไปแชร์ ฝึกพูดมาก่อนก็จะช่วยได้เยอะ นี่ก็เป็นวิธีสร้างความมั่นใจก่อนเข้าห้องประชุมจริงนั่นเอง 6. ฝึกฝนตัวเอง ฝึกให้เก่ง ฝึกให้คุ้นเคยจนชำนาญ วิธีสร้างความมั่นใจอย่างง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณลดอาการประหม่า แล้วต้องฝึกยังไง ต้องทำยังไงล่ะ เอาง่ายๆ ถ้าคุณต้องพรีเซ็นต์งานหรือต้องพูดหน้าชั้น ให้คุณร่างประเด็นที่จะพูดออกมาคร่าวๆ เป็นข้อๆ ก่อนแล้วค่อยฝึกพูดหลายๆ ครั้งจนพูดได้โดยไม่ติดขัด คุณอาจจะฝึกพูดหน้ากระจกตอนอาบน้ำ ลากแฟนมานั่งฟัง หรือจะฝึกพรีเซ็นต์งานกับเจ้าหมาน้อยหรือเจ้าเหมียวที่บ้านก็ยังได้ การฝึกบ่อยๆ ว่าจะพูดอะไรบ้าง และพูดตามลำดับขั้นตอนจะช่วยให้คุณรู้จักเนื้อหาที่จะต้องพูดได้ดีขึ้น เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพูดจริงๆ ก็จะคล่องและมั่นใจไปเอง เพราะคุณฝึกมาเป็นร้อยๆ พันๆ รอบแล้วนั่นเอง 7. คิดถึงตอนจบเอาไว้ก่อนเลย มีมั้ยสักนิดที่อยากมีความมั่นใจอย่างพวกพิธีกรในรายการทีวีทั้งหลาย จริงๆ ก็ทำได้ไม่อยากเลยนะ แค่คุณต้องโฟกัสกับผลสำเร็จที่กำลังจะตามมาก็เท่านั้นเอง อย่างเช่นพวกพิธีกรรายการต่างๆ นั้นเขาจะมีสคริปต์ที่เตรียมมาก่อนแล้ว ว่าจะต้องพูดอะไรตอนไหนบ้าง เขาจะรู้ว่าเขาจะต้องสื่ออะไรให้กับคนดูและอยากให้คนดูมีอารมณ์ร่วมแบบไหน คุณก็แค่ลองเอาไปปรับใช้บ้าง ลองดูซิ คุณก็ทำอย่างนั้นได้เหมือนกันนะ

แนวทางการรักษา

แนวทางการรักษา

แนวทางการรักษาโรคกลัวการเข้าสังคมสามารถเลือกได้ 2 วิธี ได้แก่ 1. การรักษาด้วยวิธีจิตวิทยา จิตแพทย์จะเยียวยาอาการกลัวสังคมด้วยวิธี CBT (Cognitive behavior therapy) หรือการบำบัดด้วยการรับรู้และพฤติกรรม ซึ่งต้องถือว่าเป็นแนวทางการรักษาโรคกลัวการเข้าสังคมที่เหมาะสมมากอีกแนวทางหนึ่ง โดยจิตแพทย์จะพยายามโน้มน้าวผู้ป่วยให้เปลี่ยนความคิด ปรับพฤติกรรม และเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาอาการกลัวสังคมของตัวเอง เพื่อให้เขารู้สึกประหม่า และวิตกกังวลน้อยลง รวมทั้งเปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้การเข้าสังคมมากขึ้นด้วย หรือหากผู้ป่วยไม่พร้อมจะเข้ารับการรักษาแบบเดี่ยว ๆ จิตแพทย์ก็อาจจะแนะนำให้เข้ารับการบำบัดแบบกลุ่มฝึกฝนทักษะการเข้าสังคม เรียนรู้วิธีการตอบโต้บทสนทนา และทักษะการกล้าแสดงออกทุกชนิด โดยทำร่วมกันกับผู้ป่วยเคสอื่น ๆ 2. การรักษาด้วยยา โรคกลัวการเข้าสังคมมีแนวทางการรักษาด้วยตัวยาเช่นกัน โดยส่วนมากจิตแพทย์จะสั่งยาลดอาการซึมเศร้า (Antidepressants) และยาระงับความวิตกกังวล (Anti-Anxiety) ซึ่งระดับความรุนแรงของยาสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการผู้ป่วยด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ยาทั้ง 2 ตัวนี้ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากยาแต่ละตัวมีผลข้างเคียง เช่น อาการปวดหัว อาเจียน หรือทำให้นอนไม่หลับ ดังนั้นการใช้ยารักษาอาการกลัวการเข้าสังคม ควรอยู่ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์อย่างเข้มงวดนะคะ วิธีเยียวยาอาการผู้ป่วยแบบอื่น ๆ นอกจากการรักษาด้วยวิธีการทางการแพทย์ที่กล่าวไปแล้ว การใช้วิธีปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมบางอย่าง ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางบำบัดที่จะช่วยทำให้คนที่มีอาการหวาดกลัวสังคมได้มีชีวิตที่เป็นปกติสุขได้มากขึ้นเช่นกันค่ะ ลองไปดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง 1. ฝึกท้าทายความคิดในแง่ลบ ผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคมส่วนมากมักจะคาดเดาไปต่าง ๆ นานาเมื่อต้องตกเป็นเป้าสายตา หรืออยู่ในวงล้อมของคนอื่น ๆ โดยกลัวว่าจะแสดงพฤติกรรมเปิ่น ๆ ดูงี่เง่าออกไป และคนอื่นจะต้องวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างเสีย ๆ หาย ๆ แน่นอน ดังนั้นเราจึงเยียวยาเขาด้วยการให้เขาฝึกท้าทายความคิดในแง่ลบ พยายามเอาชนะความกลัว และการคาดเดาร้าย ๆ อย่างนั้นให้ได้ และผลักดันให้เขาคิดอยู่ในใจเสมอว่า “ฉันต้องทำได้ ไม่มีอะไรยากเลยสักนิด” นอกจากนี้ต้องพยายามให้เขาเลิกคาดเดาความคิดของคนอื่น เลิกกังวลสายตาของใครต่อใครให้ได้ด้วย 2. โฟกัสที่สิ่งรอบตัว หากไม่อยากจดจ่ออยู่กับความวิตกกังวล ผู้ป่วยควรหันเหความสนใจของตัวเองไปที่สิ่งแวดล้อมรอบตัว มองผู้คน และสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น รวมทั้งตั้งใจฟังในสิ่งที่ได้ยิน โดยไม่เอาความคิดด้านลบของตัวเองไปกลบเสียงรอบข้างนั้นจนหมด นอกจากนี้คุณไม่จำเป็นต้องแสดงปฏิกิริยาตอบโต้กับคู่สนทนาเพื่อรักษาบรรยากาศตลอดเวลาก็ได้ เงียบนิ่งในบางครั้ง ก็ไม่ทำให้บทสนทนาสะดุด แถมยังลดความเกร็งของคุณลงไปได้อีกด้วย 3. ฝึกกำหนดลมหายใจ –  อยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย (นั่งหรือยืนก็ได้) หลังตรง อกผาย –  ทาบมือไว้ที่บริเวณหน้าอก และหน้าท้อง –  สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ จากนั้นค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ โดยมือตรงหน้าท้องก็ขยับเลื่อนขึ้น ส่วนมือที่ทาบหน้าอกก็ลดต่ำลงอย่างช้า ๆ –  สูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้ง และกักลมไว้ประมาณ 2 วินาที –  ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้า ๆ ขยับมือได้อย่างอิสระ –  สูดลมหายใจให้ลึกที่สุด แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากอย่างช้า ๆ –  สูดลมหายใจเข้า 4 ครั้ง กักลมหายใจ 2 วินาที และปล่อยลมหายใจออกทางปากไปเรื่อย ๆ มีสมาธิกับการกำหนดลมหายใจให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ผู้ป่วยยังสามารถฝึกสมาธิด้วยโยคะ หรือการนั่งสมาธิ เพื่อปรับลดความวิตกกังวลต่อสถานการณ์อื่น ๆ ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วยนะคะ 4. เผชิญหน้ากับความกลัว ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง ดังนั้นหากต้องการเอาชนะความขลาดกลัวก็ต้องเผชิญหน้ากับมันให้ได้ โดยเริ่มแรกอาจให้ผู้ป่วยลองทดสอบกับสถานการณ์เล็ก ๆ ที่คิดว่าเขาน่าจะรับมือไหว เช่น กลัวการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ ก็ให้เขาลองออกงานสังคม โดยมีเพื่อนที่มนุษย์สัมพันธ์ดีเลิศเป็นบัดดี้ เปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้วิธีสานสัมพันธ์กับผู้อื่นไปเรื่อย ๆ และในที่สุดเขาก็จะเกิดความเคยชินกับการเริ่มต้นสานสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าได้ในที่สุด ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องจำไว้เสมอว่า การเริ่มต้นทุกอย่างไม่เคยง่าย ดังนั้นแรก ๆ อาจจะต้องใช้ความอดทนมากหน่อย และพยายามเริ่มทำความคุ้นชินกับสถานการณ์รอบตัวไปก่อน อย่าเพิ่งกระโดดข้ามขั้นตอนไปงานใหญ่นะคะ 5. สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี –  เข้าคอร์สเรียนการเข้าสังคม ซึ่งมักจะเปิดสอนเป็นหลักสูตรอบรมการพัฒนาบุคลิกภาพ ตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ –  เข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครที่คุณสนใจ ลองเข้ากลุ่มกิจกรรมที่ทำให้คุณรู้สึกสนุก และพัฒนาความกล้าแสดงออกของคุณมากขึ้น เป็นต้นว่า ชมรมคนรักสัตว์ ชมรมนักปั่นจักรยาน หรือเข้าร่วมกลุ่มสังคมเล็ก ๆ ที่ผู้ป่วยคุ้นเคยก่อนก็ได้ –  ฝึกฝนทักษะการเข้าสังคมด้วยตัวเอง หากคุณรู้สึกไม่กล้าพูดคุยกับคนแปลกหน้า ก็ต้องพยายามฝึกฝนทักษะจนกว่าจะกล้าเข้าไปพูดคุยกับคนแปลกหน้ามากขึ้น 6. เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ –  งด หรือหลีกเลี่ยงชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนทุกชนิด เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีส่วนกระตุ้นให้ร่างกายเกิดอาการวิตกกังวล หัวใจเต้นแรง –  จำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยอาจจะเลือกดื่มแอลกอฮอล์ย้อมใจเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ที่รู้สึกอึดอัด แต่ทั้งนี้ก็ควรต้องจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย เพราะแอลกอฮอล์ก็มีส่วนสร้างความประหม่าให้คุณได้เช่นกัน แม้โรคกลัวการเข้าสังคมจะดูไม่เป็นอันตรายกับสุขภาพของเราเท่าไร แต่ก็มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นหากคุณ หรือคนรอบข้างมีความสุ่มเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคนี้ (โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น) ก็ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อหาทางเยียวยาโดยด่วนค่ะ

โรคกลัวการเข้าสังคม

โรคกลัวการเข้าสังคม

โรคกลัวการเข้าสังคม คือ อาการวิตกกังวลว่าตัวเองจะเผลอทำอะไรเปิ่น ๆ เชย ๆ หรือทำพลาดให้ต้องอับอาย กลัวถูกวิพากย์วิจารณ์จากคนรอบข้าง ซึ่งดูเหมือนอาการของคนตื่นเต้นกับบางอย่างแบบปกติทั่วไป แต่สำหรับผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia) จะประหม่ามาก และไม่สามารถบังคับตัวเองให้ไม่ขลาดกลัวการเข้าสังคมได้เลย สาเหตุของโรคกลัวการเข้าสังคม นักจิตวิทยากล่าวว่า สาเหตุของโรคกลัวการเข้าสังคมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูของครอบครัว แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดถึงสาเหตุที่แท้จริง เพราะบางกรณีโรคนี้ก็เกิดกับคนในครอบครัวเพียงแค่คนเดียว คนอื่น ๆ ไม่มีอาการของโรคเลย ทั้งนี้อาจจะอธิบายในทางชีววิทยาได้ว่า นอกจากการเลี้ยงดูของครอบครัวแล้ว บางทีสาเหตุของโรคยังอาจเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง พันธุกรรม การประมวลผลในการกระทำของตัวเองและการตอบสนองของบุคคลอื่น รวมไปถึงพฤติกรรมฝังใจตั้งแต่เด็ก ๆ ด้วย โรคกลัวการเข้าสังคมเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง ? จากสถิติพบว่า โรคกลัวการเข้าสังคมเกิดขึ้นกับคนได้ทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเพศหญิง หรือเพศชายก็มีโอกาสเป็นโรคนี้เท่า ๆ กัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า อาการของโรคจะเห็นเด่นชัดในช่วงวัยเด็ก จนไปถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่เริ่มต้องเข้าสังคมมากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ยังมีแนวโน้มอีกด้วยว่า ผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคมส่วนมากจะขาดความมั่นใจในตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และคิดว่าตัวเองมีปมด้อยที่น่าอับอาย ซึ่งเป็นความคิดที่ลดคุณค่าของตัวเองลงโดยไม่รู้ตัว จนเกิดความขลาดกลัวการเข้าสังคมในที่สุด อาการหวาดกลัวสังคมที่เกิดขึ้นกับเด็ก เด็กขี้อายเป็นเรื่องปกติของช่วงวัยของเขา แต่สำหรับเด็กที่เข้าข่ายเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมจะแตกต่างออกไป เด็กเหล่านี้จะไม่กล้าแม้แต่เล่นกับเด็กคนอื่น อายถึงขั้นหวาดกลัวการพูดกับผู้ใหญ่ ไม่สบตาใครขณะพูด และมักจะไม่ยอมไปโรงเรียน อาการหวาดกลัวสังคมที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ โดยปกติแล้วผู้ใหญ่ที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคม มักจะมีอาการสืบเนื่องมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หรือเป็นวัยรุ่น โดยที่ไม่ได้รับการรักษาเยียวยาให้หายหวาดกลัวการเข้าสังคม สัญญาณ และอาการของโรค อ่านมาถึงตรงนี้ก็ชักสงสัยแล้วสิว่า คนที่เรารู้จักหรือแม้แต่ตัวเราเองเป็นโรคหวาดกลัวสังคมด้วยหรือเปล่า งั้นมาเช็กสัญญาณอาการของโรคนี้กันก่อนเลย โดยอาการของโรคจะแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้ อาการแสดงออกทางอารมณ์ และความคิด –  รู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ต้องพูดคุยกับบุคคลอื่น หรือเผลอ ๆ อยู่ต่อหน้าคนอื่นก็พูดไม่ออก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าต้องพูดไปตามมารยาทก็ยังฝืนความวิตกกังวลของตัวเองไม่ได้ –  วิตกกังวลเป็นอย่างมากว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับเรา หวาดกลัวบุคคลอื่นจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองไปต่าง ๆ นานา –  เครียดล่วงหน้าเป็นวัน หรือเป็นสัปดาห์ เมื่อรู้ว่าต้องปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน หรือต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่เจอคนเยอะ ๆ –  กลัวว่าตัวเองจะแสดงอาการหน้าขายหน้าอะไรออกไปสักอย่าง –  กลัวคนอื่นจะจับสังเกตได้ว่ากำลังรู้สึกประหม่าอยู่ อาการแสดงออกทางร่างกาย –  อาย หน้าแดง เขินจนบิด ไม่กล้าสบตา –  หายใจหอบถี่กระชั้น –  ปั่นป่วนในท้อง บางรายถึงกับอาเจียน –  เสียงสั่น พูดตะกุกตะกัก –  ใจเต้นแรง แน่นหน้าอก –  เหงื่อแตก –  หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ พฤติกรรมบ่งชี้อาการ –  ชอบปลีกตัวไปหลบอยู่คนเดียวบ่อย ๆ เพราะกลัวการเผชิญหน้ากับบุคคลอื่น –  มนุษยสัมพันธ์ค่อนข้างต่ำ สานสัมพันธ์ไม่เก่ง และรักษาความเป็นเพื่อนไว้ได้ยาก –  ไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเองแบบเดี่ยว ๆ จำเป็นต้องมีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม –  ไม่กล้าแสดงออกขั้นรุนแรง –  ในผู้ใหญ่บางรายอาจดื่มแอลกอฮอล์ย้อมใจทุกครั้ง ก่อนออกไปเผชิญหน้ากับคนหมู่มาก   ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการหวาดกลัวสังคม หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ อาการโรคหวาดกลัวสังคมคงไม่แสดงออกมาให้เห็นได้ชัดเจนนัก แต่หากคน ๆ นั้นได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยภายนอกบางอย่าง ก็ทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นมาได้ เช่นปัจจัยต่อไปนี้ –  เมื่อต้องพบเพื่อน หรือต้องทำความรู้จักกับคนใหม่ ๆ –  กำลังตกเป็นเป้าสายตา –  ถูกจับจ้องเวลาที่ทำอะไรก็ตาม –  รู้สึกว่าโดนแอบมอง –  จำเป็นต้องพูดคุยกับใครเป็นบทสนทนาสั้น ๆ –  เมื่อต้องพูดในที่สาธารณะ –  เมื่อต้องทำการแสดงบนเวที หรือหน้าชั้นเรียน –  ถูกล้อ แซว หรือกล่าวถึง –  เมื่อต้องพูดคุยกับคนสำคัญ หรือบุคคลที่มีอิทธิพลเหนือกว่าตัวเอง –  เวลาไปออกเดท –  เมื่อเป็นฝ่ายโทรศัพท์ หรือติดต่อผู้อื่นก่อน –  ถูกเรียกอย่างเฉพาะเจาะจงท่ามกลางคนหมู่มาก –  ใช้ห้องน้ำสาธารณะ –  เมื่อต้องเข้าสอบ หรือถูกทดสอบ –  รับประทานอาหารในที่สาธารณะ –  เมื่อต้องลุกขึ้นพูดในที่ประชุม –  เวลาไปงานปาร์ตี้ หรือต้องเข้าร่วมงานที่มีคนเยอะ ๆ การวินิจฉัยโรค จิตแพทย์จะวินิจฉัยโรคเมื่อบุคคลนั้นมีอาการกลัวสังคมต่อเนื่องกันนานเกิน 6 เดือน (โดยเฉพาะวัยเด็กไปจนถึงวัยรุ่น) โดยจะมีแบบทดสอบให้ทำ และจับสังเกตอาการระหว่างที่พูดคุย รับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือแม้แต่เข้าห้องน้ำสาธารณะต่อหน้าบุคคลอื่น (คนนอกครอบครัว หรือคนแปลกหน้า) หากว่าผู้ทดสอบมีอาการวิตกกังวล และหวาดกลัวต่อบุคคลอื่นแม้จะใช้ชีวิตตามปกติของตัวเองก็ทำได้ลำบาก นั่นก็แสดงว่า เข้าข่ายป่วยเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมแล้วนั่นเองค่ะ โรคกลัวการเข้าสังคม มีผลกระทบกับชีวิตอย่างไรบ้าง ? โรคหวาดกลัวสังคมถือเป็นอาการผิดปกติทางสุขภาพจิต ซึ่งหากใครเป็น ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างเช่น ผลกระทบกับชีวิตการงาน และการเรียน –  ไม่กล้าไปสัมภาษณ์งาน –  มีปัญหากับการติดต่อประสานงานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน –  ไม่กล้าแสดงออกในที่ประชุม หรือหน้าชั้นเรียน –  ลังเลที่จะตัดสินใจรับตำแหน่ง หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย –  ประสิทธิภาพในการทำงาน และการเรียนถดถอย –  ไม่มีความสุขกับการเรียน และการทำงาน           ผลกระทบกับความสัมพันธ์ –  มีปัญหาในการสานสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเพื่อน หรือคนรักก็ตาม ทำให้คบกับใครไม่ได้นาน –  ไม่กล้าเปิดใจรับใครเข้ามา –  ไม่กล้าแชร์ความคิดเห็นร่วมกับบุคคลอื่น          ผลกระทบกับการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน –  เสียโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คนใหม่ ๆ ทำให้ไม่ได้พัฒนาตนเองอย่างที่ควรจะเป็น รวมทั้งพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิตอีกหลายสิ่งเลยทีเดียว อีกทั้งการกักขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว ยังทำให้คุณกลายเป็นคนโลกแคบได้ง่าย ๆ ด้วยค่ะ

13 วิธีผูกมิตรใน 1 นาที

13 วิธีผูกมิตรใน 1 นาที/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

การที่ต้องพบปะผู้คนแปลกหน้าหรือการเข้าสังคมใหม่ๆอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนที่ขี้อาย แต่การเข้าสังคมจะช่วยในเรื่องการเรียนรู้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ อีกทั้งธรรมชาติของคนเราไม่มีใครชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยว เรามีเพื่อนไว้พูดคุยแก้เหงา ระบายความทุกข์ ขอความช่วยเหลือ เรามีเพื่อนไว้เที่ยวสนุกสนาน ผ่อนคลาย การอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวทำให้รู้สึกเหงา ว้าเหว่ และไม่ดีต่อสุขภาพจิต เทคนิคง่ายๆในการผูกมิตรกับผู้อื่นทำได้ดังนี้ 1. มีความเชื่อมั่นและเริ่มต้นบทสนทนาก่อน ลองมองหาหัวข้อที่น่าสนใจแล้วเริ่มบทสนทนา อาจเริ่มด้วยการคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ วงดนตรียอดนิยม แบบเสื้อผ้า เป็นต้น เช่นวันนี้อากาศร้อนจังนะคะ คุณใส่เสื้อสวยจังไม่ทราบซื้อที่ไหน เป็นต้น 2. คนเรามักตัดสินด้วยการประทับใจครั้งแรก ดังนั้นควรอาบน้ำ แปรงฟันรักษาสุขภาพร่างกายให้สะอาด แต่งตัวให้เหมาะกับกาลเทศะ เพื่อให้คนอื่นประทับใจในเรา เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด 3. อย่าจู้จี้หรือเลือกมากเกินไป คนที่เชยๆไม่ทันสมัย ไม่เป็นดาวเด่น เป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าสังคม เก็บตัว ไม่สวย หรือไม่หล่อ อาจเป็นคนที่จริงใจมากกว่าคนที่ดูจากลักษณะฉาบฉวยภายนอก 4. ยิ้มแย้มแจ่มใส รอยยิ้มเป็นการสร้างสะพานความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความประทับใจในครั้งแรกที่พบ แสดงความเป็นมิตรของเราออกมา จะทำให้คนอื่นเข้าหาเราได้ง่ายขึ้น 5. คิดทางบวก สวยทั้งภายนอกและภายใน รอยยิ้มเป็นสิ่งที่สำคัญแต่ความจริงใจภายในเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ให้เราคิดทางบวกเพราะนั่นจะทำให้คนที่อยู่รอบข้างสบายใจ ไม่รู้สึกอึดอัดเมื่อคบกับเรา 6. ผูกความสัมพันธ์ หากเราพบใครสักคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนที่ดี ไม่ควรรีรอลังเลใจ ควรขอเบอร์โทรศัพท์ หรือ ที่อยู่ทางอีเมล์ และอย่าลืมที่จะติดต่อกลับไป 7. เปิดใจกว้าง อย่าตัดสินผู้อื่นจากการพบกันครั้งแรก เปิดใจให้กว้างพยายามมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วเราจะมีเพื่อนที่หลากหลายเข้ามาจนนับไม่ถ้วนเลยที่เดียว 8. มีอารมณ์ดี สนุกสนาน อย่าเกร็ง เป็นตัวของตัวเอง หัวเราะและยิ้มแย้มแจ่มใส จะช่วยให้เราลืมปัญหา ชวนคุยเรื่องตลกๆจะช่วยให้คลายเครียดได้ 9. อย่ากลัวที่จะคุยกับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคนนั้นไม่มีใครเป็นเพื่อนเลย เพราะมีโอกาสที่เขาจะต้องการเพื่อนด้วยเหมือนกัน 10. พูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ไม่ต้องรอให้คนอื่นเข้ามาคุยกับเราก่อน แต่เริ่มเข้าไปพูดคุยก่อน เช่นเมื่อเห็นบางคนนั่งอยู่ลำพังที่โรงอาหาร เริ่มเข้าไปคุยแนะนำตัว เช่น เห็นพี่เรียนอยู่ในชั้นเคมี หรือที่อื่นๆที่เราเคยพบ ขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ เป็นต้น 11. ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการเป็นเพื่อนกับเรา ดังนั้นหากเราเข้าไปคุยแล้วได้รับการปฏิเสธ อย่าเสียใจ เพราะยังมีอีกหลายคนที่ยังต้องการเป็นเพื่อนของเรา 12. อย่าเสียโอกาส เพราะโอกาสไม่ได้มาหาเราได้ง่าย แทนที่จะรอว่าจะเริ่มบทสนทนาอย่างไร เราอาจเข้าไปเมื่อเห็นโอกาสที่เหมาะสม เช่นเห็นคนเดินอยู่ในซอยหากจะถามว่าไปไหน ไปทางเดียวกันหรือไม่เป็นต้น 13. มีอารมณ์ขัน คนเราชอบอยู่ใกล้คนที่มีอารมณ์ขัน สนุกสนาน ไม่เครียด ดังนั้นหากเราเป็นคนมีอารมณ์ขัน การผูกมิตรของเรามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว “คนเราทุกคนเกิดมาต้องมีเพื่อน” และการผูกมิตรที่ดี ต้องแสดงจริงใจ เป็นตัวของตัวเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส สุภาพ ให้เกียรติผู้อื่น ไม่เป็นคนตลกหยาบโลน ลามก หากทำได้ดังที่ที่กล่าวมาทั้ง 13 ข้อนั้น บางทีเราอาจพบเพื่อนแท้ในเวลาไม่ถึง 1 นาทีก็ได้

เข้าสังคมใหม่อย่างมั่นใจ

เข้าสังคมใหม่อย่างมั่นใจ

เมื่อคุณเริ่มเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำก็คือ การเข้าสังคมและการสร้างเพื่อนใหม่  ซึ่งสองเรื่อนี้อาจเป็นเรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ง่ายสำหรับทุกคน  เพราะสำหรับบางคนมันก็อาจเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะจัดการได้  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนชอบเข้าสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนขี้อายหรือไม่มั่นใจในตัวเอง ถ้าคุณคิดว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องมีเพื่อนก็ได้นั้น ขอให้เลิกคิดเลยค่ะ เพราะว่าในการเรียนมหาวิทยาลัยนั้น เพื่อนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะพวกเขาอาจเป็นคนที่ช่วยคุณทั้งในเรื่องการเรียนและการทำกิจกรรม ดังนั้นแล้วอย่าเพิ่งท้อค่ะ ขอแค่คุณคิดและเริ่มเปลี่ยนแปลง ก้าวแรกของการเรียนในมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ยากเกินไป  ลองมาดูกันค่ะว่าคุณควรทำอย่างไรถึงจะดีทั้งกับตัวคุณและกับคนรอบข้าง อย่าพยายามเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คุณ หมายความว่า จงเป็นอย่างที่คุณเป็น เช่น ถ้าคุณอยากจะพูดกับเพื่อนร่วมห้องแต่คุณก็ไม่มีความมั่นใจพอที่จะทำก็จงอย่าฝืนจนเกินตัว  คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยการแสร้งทำเป็นคนชอบเข้าสังคมจัดและทักทายทุกคนที่เดินเข้ามา  ขอเพียงแค่คุณพยายามพูดด้วยเรื่องง่ายๆอย่างเช่น “วันนี้อากาศดี” หรือ “คุณสบายดีนะ” ก็เพียงพอแล้ว  และเชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะเห็นถึงความพยายามของคุณ และเข้ามาคุยกับคุณเองแน่นอน แสดงความสนใจ ไม่ว่าใครก็ชอบเป็นที่สนใจ (แม้แต่คนขี้อาย) ลองพยายามแสดงความสนใจกับผู้คนรอบตัว เช่น ถ้าคุณไม่กล้าพูดตอบในเรื่องที่เพื่อนร่วมห้องกำลังเล่า  ขอเพียงแค่คุณยิ้มและหัวเราะแสดงความสนใจไปกับเรื่องที่พวกเขาเล่า ก็เพียงพอ  จากนั้นพวกเขาจะสนใจตอบแทนคุณแน่นอน เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ ค่อยๆเริ่มพูดคุยกับผู้คนด้วยคำพูดง่ายๆ เช่น เริ่มต้นด้วยคำถามปลายเปิด อย่าง “เป็นอย่างไรบ้าง” และปล่อยให้คนอื่นสานต่อบทสนทนาต่อ ระหว่างนั้นก็พยายามตอบคำถามหรือแสดงความสนใจให้เท่าที่ทำได้ แล้วพวกเขาจะรู้เองว่าคุณพยายามอยู่ คนส่วนใหญ่ชอบกีฬา ลองเริ่มต้นบทสนทนาด้วยกีฬา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะคนส่วนมากชอบกีฬา  ลองเริ่มด้วยคำทักทายที่ว่า “เฮ้! แมตช์เมื่อคืนของทีม…เป็นยังไงบ้าง”  (แต่ก็ควรระวังด้วยถ้าเขาไม่ได้ชอบทีมนั้นขึ้นมาก็อาจจะพลาดได้) ระมัดระวังในคำพูด บางครั้งคนบางประเภทก็ไม่ชอบให้ลุกล้ำมากเกินไปสำหรับเพื่อนใหม่  ดังนั้นคุณควรจะสร้างความคุ้นเคยหรือพูดคุยเฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่องทั่วไปหรือพูดคุยถึงสิ่งที่คล้ายคลึงกันก่อน เช่น “คุณเป็นอย่างไรบ้างวันนี้” หรือ “คุณมาเรียนที่นี่ได้อย่างไร” หรือ “คุณชอบวิชาอะไร” เพื่อที่จะได้หาว่ามีความชอบหรืออะไรที่เหมือนกันหรือไม่ ก่อนที่จะขยับเข้าไปถามหรือพูดคุยอะไรที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้ ให้ความเคารพ คุณควรแสดงออกถึงความเคารพหรือเชื่อถือ ทั้งกับตัวคุณเองและกับคนรอบข้าง  เพราะการได้รับความเคารพ ทั้งในการกระทำและเรื่องความคิด จะทำให้คุณได้รับการยอมรับจากคนรอบตัวได้ดีกว่า การสร้างความโดดเด่นในเรื่องแย่ๆ หรือเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ อย่าเห็นแก่ตัว พยายามเป็นคนใจกว้างเพียงพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ แต่ก็อย่าใจกว้างคนเกินไป เพราะถ้าคุณใจกว้างจนเกินเหตุ คุณอาจจะถูกใช้ประโยชน์ได้ ไม่อคติ เลิกยึดติดกับคำว่าอายุ เพราะไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ คุณก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ทั้งนั้น  แม้แต่คนอายุ 20 กับ 70 ก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ถ้าคุณคิดจะทำ อย่ากลัวที่จะขอ Facebook ลองเอ่ยปากถามถึงชื่อ Facebook, MySpace, AIM Screen Name, email address หรือแม้แต่เบอร์โทรศัพท์   เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมากถ้าคุณมีสิ่งที่สามารถติดต่อกับพวกเขาได้ และอาจจะทำให้การพูดคุยหลังจากนี้เป็นเรื่องง่ายขึ้น พยายามอยู่กับคนที่ดี คุณควรทำความรู้จักและเป็นเพื่อนกับคนที่ดีหรือเข้ากับคุณได้  เหมือนกับสำนวนที่ว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” เพราะผู้คนมักจะตัดสินคนจากคนที่อยู่รอบตัว พวกเขาไม่มาสนใจทำความรู้จักกับตัวคุณโดยตรง แต่จะตัดสินคุณจากคนที่คุณอยู่ด้วย ดังนั้นแล้ว ถ้าคนที่อยู่รอบตัวคุณเป็นคนดี คุณก็จะถูกมองว่าดี หรือ ถ้าพวกเขาเป็นคนเจ๋ง คุณก็จะถูกมองว่าเจ๋ง เช่นเดียวกัน