Category: การเข้าสังคม

inc-article-matichon-freeform101

ทักษะทางสังคม

สภาพครอบครัวไทยในปัจจุบัน มักเป็นครอบครัวเดี่ยวที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับบุตรหลานมากนัก เนื่องด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน อีกทั้ง สภาพความห่างเหินแปลกแยกระหว่างคนในสังคมที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่เคยแม้แต่จะพูดคุย และทำให้คนในชุมชนและสังคมมีปัญหาสายสัมพันธ์ที่อ่อนแอลง มีลักษณะต่างคนต่างอยู่และสภาพการมีน้ำใจต่อกันลดลง ซึ่งต่างจากสังคมไทยสมัยก่อน ที่ผู้คนมีค่านิยมยินดีช่วยเหลือเมื่อผู้อื่นเดือดร้อน มีน้ำใจให้แก่ผู้อื่นแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ค่านิยมนี้ได้เริ่มเปลี่ยนไปภายหลังจากที่ประเทศไทยพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย และการเปิดประเทศเพื่อการค้าการลงทุน การเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนในชุมชนและสังคมเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนจำนวนมากในปัจจุบัน ที่กลายเป็นผู้ที่ไม่สนใจปัญหาสังคม การเมือง มีชีวิตอยู่เพื่อตนเองเป็นหลัก ไม่สนใจสภาพสังคมส่วนรวมเท่าที่ควร และส่งผลให้เด็กส่วนใหญ่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว มีทีวี เกม เป็นเพื่อน รวมทั้งในโลกยุคไซเบอร์หรือยุคไร้สายในปัจจุบันที่สร้างโลกเสมือนให้เด็ก ๆ ได้เข้าไปหาเพื่อนคุยแก้เหงาในโลกเสมือนนี้แทนโลกแห่งความจริง สภาพการณ์เหล่านี้ ส่งผลให้เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเติบขึ้นมานั้นมีทักษะในการเข้าสังคมที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเกิดเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยทั้งต่อตัวเด็กเองและต่อสังคมในภาพรวม ทั้งนี้เนื่องจากทักษะสังคมเป็นทักษะที่นำมาซึ่งความสุขและเป็นใบเบิกทางแห่งความสำเร็จในชีวิต เปิดให้เกิดมิตรภาพ เปิดประตูสู่มิตรภาพและโอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของคนในสังคม ทักษะสังคมจึงเป็นทักษะสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญเพื่อเป็นรากฐานสำคัญอันนำมาซึ่งความสุขความสำเร็จในชีวิตเมื่อเติบโตขึ้นต่อไปในอนาคต จากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณชนของประเทศอังกฤษพบว่า การมีทักษะในการเข้าสังคมถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเหลือเด็กให้ประสบความสำเร็จในอนาคต แตกต่างความเชื่อที่ผ่านมาที่มองว่าความสามารถในการเรียนในชั้นเรียนเท่านั้นที่เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของเด็ก ทักษะสังคม (social skills)เป็นกลุ่มของทักษะต่าง ๆ ที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างกันในสังคม อันได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การพูด การฟัง การทำงานร่วมกันเป็นทีม ฯลฯ รวมทั้งความสามารถในการเข้าใจถึงสถานการณ์ที่หลากหลาย กฎกติกาต่าง ๆ ในสังคม ความสามารถในการรู้จักผู้อื่น และการคิดคำนึงถึงคนรอบข้างอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในทางบวกให้เกิดขึ้นเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย ทั้งวัยเด็กที่ต้องการการพึ่งพา การเรียนรู้สิ่งใหม่ในชีวิต วัยรุ่นที่ต้องการการยอมรับจากเพื่อนฝูงคนรอบข้าง วัยผู้ใหญ่ที่เริ่มสร้างครอบครัวและต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทักษะสังคมเป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับทักษะอื่น ๆ แนวทางสร้างและพัฒนาเด็กให้มีทักษะทางสังคม ต้องเริ่มตั้งแต่เยาว์วัย โดยมีแนวทางหลักดังนี้ สร้างมิตรภาพ โดยการริเริ่มผูกมิตรและหยิบยื่นไมตรีจิตให้กับผู้อื่นก่อนเสมอทั้งต่อเพื่อนฝูง ครูอาจารย์เช่น การยิ้มอย่างจริงใจเข้าไปแนะนำตัวแสดงความรู้จักกับผู้อื่นการเรียนรู้จักการเป็นผู้ให้มากกว่าที่จะเป็นผู้รับฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามหากเด็กค่อนข้างมีบุคลิกขี้อาย ควรช่วยเหลือเด็กโดยการเป็นผู้นำการสนทนาริเริ่มให้เด็กได้รู้จักกับเพื่อน ๆ หรือคุณครูก่อนจนคุ้นเคยและสามารถสานสัมพันธ์ต่อไปได้ รวมถึงให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องนี้อย่างเป็นระบบโดยผ่านเหตุการณ์จริงหรือเหตุการณ์สมมติ เช่น ผ่านการเล่าเรื่องจากนิทานสอนใจ การยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริง การสอนให้คิดถึงผู้อื่นโดยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วร่วมกันสรุปเป็นหลักการสอนเด็กในภาคปฏิบัติ ทั้งพฤติกรรมการแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำเพื่อพัฒนาทักษะสังคมด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิต เรียนรู้จักกิจกรรมและทำงานเป็นทีม กิจกรรมในการสอนเด็กให้มีทักษะทางสังคมมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย ครูต้องเลือกให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น กิจกรรมสำหรับเด็กวัยอนุบาล 3-5 ปี เป็นวัยที่ต้องเน้นกิจกรรมที่สนุกสนาน และน่าตื่นเต้น เช่น การเดินสำรวจธรรมชาติเป็นกลุ่ม การเล่นงูกินหาง การเต้นรำและร้องเพลงร่วมกัน ฯลฯ กิจกรรมสำหรับเด็กประถมศึกษา-12 ปี เช่น จับกลุ่มให้มาแสดงละคร จับกลุ่มให้เด็ก ๆ ค้นหาข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอหน้าชั้นเรียน การเล่นแชร์บอล ฯลฯ และกิจกรรมสำหรับวัยรุ่น(Teenage Challenge) ที่มีอายุ 13-17 ปี เป็นช่วงวัยที่เริ่มเข้าสังคมมากขึ้น ชอบทำกิจกรรมที่ความสนุกสนานและท้าทายความสามารถ เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล ตั้งค่ายพักแรม ฝึกถ่ายทำวีดีโอ ฯลฯ ที่มีอายุ 6ที่มีอายุ เรียนรู้เกี่ยวกับผู้อื่นและชุมชน ควรส่งเสริมให้เด็กได้ใช้เวลาว่างหรือทำกิจกรรมของโรงเรียน ผ่านการเข้าร่วมโครงงานพัฒนาชุมชนหรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกับกองทุนเวลาเพื่อสังคม ที่ผมเป็นประธาน โดยแนวคิดนี้คือ ทำดีได้ไม่ต้องใช้เงิน ด้วยการที่แต่ละคนบริจาคเวลาในการทำความดีเพียงเดือนละ 3 ชั่วโมง อันเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ปลูกฝังการเป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีส่วนหล่อหลอมการมีจิตสาธารณะ ไม่ไปข้องแวะกับการใช้เวลาไม่เหมาะสมที่ก่อเกิดปัญหา อีกทั้งส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคมโดยจัดระบบงานอาสาสมัคร เพื่อมีส่วนพัฒนาการเรียนรู้คนเมือง เช่น เยี่ยมเยียนสถานสงเคราะห์ ร่วมสอนและพัฒนาความรู้ให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส การช่วยงานในศูนย์บริการสาธารณสุข การร่วมรนณรงค์การประหยัดพลังงาน เป็นต้น ทักษะสังคม เป็นทักษะสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ และครู ควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทย ร่วมกับทักษะด้านอื่น ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อเป็นใบเบิกทางสำคัญสู่ความสุขความสำเร็จของเด็กต่อไปในอนาคต รวมทั้งเพื่อการปฏิบัติต่อกันในสังคมอย่างถูกต้องเหมาะสมอันเป็นเหตุที่นำมาซึ่งความสงบสุขของสังคมในภาพรวม

13 วิธีผูกมิตรใน 1 นาที

13 วิธีผูกมิตรใน 1 นาที/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

การที่ต้องพบปะผู้คนแปลกหน้าหรือการเข้าสังคมใหม่ๆอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนที่ขี้อาย แต่การเข้าสังคมจะช่วยในเรื่องการเรียนรู้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ อีกทั้งธรรมชาติของคนเราไม่มีใครชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยว เรามีเพื่อนไว้พูดคุยแก้เหงา ระบายความทุกข์ ขอความช่วยเหลือ เรามีเพื่อนไว้เที่ยวสนุกสนาน ผ่อนคลาย การอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวทำให้รู้สึกเหงา ว้าเหว่ และไม่ดีต่อสุขภาพจิต เทคนิคง่ายๆในการผูกมิตรกับผู้อื่นทำได้ดังนี้ 1. มีความเชื่อมั่นและเริ่มต้นบทสนทนาก่อน ลองมองหาหัวข้อที่น่าสนใจแล้วเริ่มบทสนทนา อาจเริ่มด้วยการคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ วงดนตรียอดนิยม แบบเสื้อผ้า เป็นต้น เช่นวันนี้อากาศร้อนจังนะคะ คุณใส่เสื้อสวยจังไม่ทราบซื้อที่ไหน เป็นต้น 2. คนเรามักตัดสินด้วยการประทับใจครั้งแรก ดังนั้นควรอาบน้ำ แปรงฟันรักษาสุขภาพร่างกายให้สะอาด แต่งตัวให้เหมาะกับกาลเทศะ เพื่อให้คนอื่นประทับใจในเรา เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด 3. อย่าจู้จี้หรือเลือกมากเกินไป คนที่เชยๆไม่ทันสมัย ไม่เป็นดาวเด่น เป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าสังคม เก็บตัว ไม่สวย หรือไม่หล่อ อาจเป็นคนที่จริงใจมากกว่าคนที่ดูจากลักษณะฉาบฉวยภายนอก 4. ยิ้มแย้มแจ่มใส รอยยิ้มเป็นการสร้างสะพานความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความประทับใจในครั้งแรกที่พบ แสดงความเป็นมิตรของเราออกมา จะทำให้คนอื่นเข้าหาเราได้ง่ายขึ้น 5. คิดทางบวก สวยทั้งภายนอกและภายใน รอยยิ้มเป็นสิ่งที่สำคัญแต่ความจริงใจภายในเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ให้เราคิดทางบวกเพราะนั่นจะทำให้คนที่อยู่รอบข้างสบายใจ ไม่รู้สึกอึดอัดเมื่อคบกับเรา 6. ผูกความสัมพันธ์ หากเราพบใครสักคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนที่ดี ไม่ควรรีรอลังเลใจ ควรขอเบอร์โทรศัพท์ หรือ ที่อยู่ทางอีเมล์ และอย่าลืมที่จะติดต่อกลับไป 7. เปิดใจกว้าง อย่าตัดสินผู้อื่นจากการพบกันครั้งแรก เปิดใจให้กว้างพยายามมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วเราจะมีเพื่อนที่หลากหลายเข้ามาจนนับไม่ถ้วนเลยที่เดียว 8. มีอารมณ์ดี สนุกสนาน อย่าเกร็ง เป็นตัวของตัวเอง หัวเราะและยิ้มแย้มแจ่มใส จะช่วยให้เราลืมปัญหา ชวนคุยเรื่องตลกๆจะช่วยให้คลายเครียดได้ 9. อย่ากลัวที่จะคุยกับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคนนั้นไม่มีใครเป็นเพื่อนเลย เพราะมีโอกาสที่เขาจะต้องการเพื่อนด้วยเหมือนกัน 10. พูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ไม่ต้องรอให้คนอื่นเข้ามาคุยกับเราก่อน แต่เริ่มเข้าไปพูดคุยก่อน เช่นเมื่อเห็นบางคนนั่งอยู่ลำพังที่โรงอาหาร เริ่มเข้าไปคุยแนะนำตัว เช่น เห็นพี่เรียนอยู่ในชั้นเคมี หรือที่อื่นๆที่เราเคยพบ ขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ เป็นต้น 11. ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการเป็นเพื่อนกับเรา ดังนั้นหากเราเข้าไปคุยแล้วได้รับการปฏิเสธ อย่าเสียใจ เพราะยังมีอีกหลายคนที่ยังต้องการเป็นเพื่อนของเรา 12. อย่าเสียโอกาส เพราะโอกาสไม่ได้มาหาเราได้ง่าย แทนที่จะรอว่าจะเริ่มบทสนทนาอย่างไร เราอาจเข้าไปเมื่อเห็นโอกาสที่เหมาะสม เช่นเห็นคนเดินอยู่ในซอยหากจะถามว่าไปไหน ไปทางเดียวกันหรือไม่เป็นต้น 13. มีอารมณ์ขัน คนเราชอบอยู่ใกล้คนที่มีอารมณ์ขัน สนุกสนาน ไม่เครียด ดังนั้นหากเราเป็นคนมีอารมณ์ขัน การผูกมิตรของเรามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว “คนเราทุกคนเกิดมาต้องมีเพื่อน” และการผูกมิตรที่ดี ต้องแสดงจริงใจ เป็นตัวของตัวเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส สุภาพ ให้เกียรติผู้อื่น ไม่เป็นคนตลกหยาบโลน ลามก หากทำได้ดังที่ที่กล่าวมาทั้ง 13 ข้อนั้น บางทีเราอาจพบเพื่อนแท้ในเวลาไม่ถึง 1 นาทีก็ได้

เข้าสังคมใหม่อย่างมั่นใจ

เข้าสังคมใหม่อย่างมั่นใจ

เมื่อคุณเริ่มเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำก็คือ การเข้าสังคมและการสร้างเพื่อนใหม่  ซึ่งสองเรื่อนี้อาจเป็นเรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ง่ายสำหรับทุกคน  เพราะสำหรับบางคนมันก็อาจเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะจัดการได้  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนชอบเข้าสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนขี้อายหรือไม่มั่นใจในตัวเอง ถ้าคุณคิดว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องมีเพื่อนก็ได้นั้น ขอให้เลิกคิดเลยค่ะ เพราะว่าในการเรียนมหาวิทยาลัยนั้น เพื่อนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะพวกเขาอาจเป็นคนที่ช่วยคุณทั้งในเรื่องการเรียนและการทำกิจกรรม ดังนั้นแล้วอย่าเพิ่งท้อค่ะ ขอแค่คุณคิดและเริ่มเปลี่ยนแปลง ก้าวแรกของการเรียนในมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ยากเกินไป  ลองมาดูกันค่ะว่าคุณควรทำอย่างไรถึงจะดีทั้งกับตัวคุณและกับคนรอบข้าง อย่าพยายามเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คุณ หมายความว่า จงเป็นอย่างที่คุณเป็น เช่น ถ้าคุณอยากจะพูดกับเพื่อนร่วมห้องแต่คุณก็ไม่มีความมั่นใจพอที่จะทำก็จงอย่าฝืนจนเกินตัว  คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยการแสร้งทำเป็นคนชอบเข้าสังคมจัดและทักทายทุกคนที่เดินเข้ามา  ขอเพียงแค่คุณพยายามพูดด้วยเรื่องง่ายๆอย่างเช่น “วันนี้อากาศดี” หรือ “คุณสบายดีนะ” ก็เพียงพอแล้ว  และเชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะเห็นถึงความพยายามของคุณ และเข้ามาคุยกับคุณเองแน่นอน แสดงความสนใจ ไม่ว่าใครก็ชอบเป็นที่สนใจ (แม้แต่คนขี้อาย) ลองพยายามแสดงความสนใจกับผู้คนรอบตัว เช่น ถ้าคุณไม่กล้าพูดตอบในเรื่องที่เพื่อนร่วมห้องกำลังเล่า  ขอเพียงแค่คุณยิ้มและหัวเราะแสดงความสนใจไปกับเรื่องที่พวกเขาเล่า ก็เพียงพอ  จากนั้นพวกเขาจะสนใจตอบแทนคุณแน่นอน เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ ค่อยๆเริ่มพูดคุยกับผู้คนด้วยคำพูดง่ายๆ เช่น เริ่มต้นด้วยคำถามปลายเปิด อย่าง “เป็นอย่างไรบ้าง” และปล่อยให้คนอื่นสานต่อบทสนทนาต่อ ระหว่างนั้นก็พยายามตอบคำถามหรือแสดงความสนใจให้เท่าที่ทำได้ แล้วพวกเขาจะรู้เองว่าคุณพยายามอยู่ คนส่วนใหญ่ชอบกีฬา ลองเริ่มต้นบทสนทนาด้วยกีฬา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะคนส่วนมากชอบกีฬา  ลองเริ่มด้วยคำทักทายที่ว่า “เฮ้! แมตช์เมื่อคืนของทีม…เป็นยังไงบ้าง”  (แต่ก็ควรระวังด้วยถ้าเขาไม่ได้ชอบทีมนั้นขึ้นมาก็อาจจะพลาดได้) ระมัดระวังในคำพูด บางครั้งคนบางประเภทก็ไม่ชอบให้ลุกล้ำมากเกินไปสำหรับเพื่อนใหม่  ดังนั้นคุณควรจะสร้างความคุ้นเคยหรือพูดคุยเฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่องทั่วไปหรือพูดคุยถึงสิ่งที่คล้ายคลึงกันก่อน เช่น “คุณเป็นอย่างไรบ้างวันนี้” หรือ “คุณมาเรียนที่นี่ได้อย่างไร” หรือ “คุณชอบวิชาอะไร” เพื่อที่จะได้หาว่ามีความชอบหรืออะไรที่เหมือนกันหรือไม่ ก่อนที่จะขยับเข้าไปถามหรือพูดคุยอะไรที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้ ให้ความเคารพ คุณควรแสดงออกถึงความเคารพหรือเชื่อถือ ทั้งกับตัวคุณเองและกับคนรอบข้าง  เพราะการได้รับความเคารพ ทั้งในการกระทำและเรื่องความคิด จะทำให้คุณได้รับการยอมรับจากคนรอบตัวได้ดีกว่า การสร้างความโดดเด่นในเรื่องแย่ๆ หรือเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ อย่าเห็นแก่ตัว พยายามเป็นคนใจกว้างเพียงพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ แต่ก็อย่าใจกว้างคนเกินไป เพราะถ้าคุณใจกว้างจนเกินเหตุ คุณอาจจะถูกใช้ประโยชน์ได้ ไม่อคติ เลิกยึดติดกับคำว่าอายุ เพราะไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ คุณก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ทั้งนั้น  แม้แต่คนอายุ 20 กับ 70 ก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ถ้าคุณคิดจะทำ อย่ากลัวที่จะขอ Facebook ลองเอ่ยปากถามถึงชื่อ Facebook, MySpace, AIM Screen Name, email address หรือแม้แต่เบอร์โทรศัพท์   เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมากถ้าคุณมีสิ่งที่สามารถติดต่อกับพวกเขาได้ และอาจจะทำให้การพูดคุยหลังจากนี้เป็นเรื่องง่ายขึ้น พยายามอยู่กับคนที่ดี คุณควรทำความรู้จักและเป็นเพื่อนกับคนที่ดีหรือเข้ากับคุณได้  เหมือนกับสำนวนที่ว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” เพราะผู้คนมักจะตัดสินคนจากคนที่อยู่รอบตัว พวกเขาไม่มาสนใจทำความรู้จักกับตัวคุณโดยตรง แต่จะตัดสินคุณจากคนที่คุณอยู่ด้วย ดังนั้นแล้ว ถ้าคนที่อยู่รอบตัวคุณเป็นคนดี คุณก็จะถูกมองว่าดี หรือ ถ้าพวกเขาเป็นคนเจ๋ง คุณก็จะถูกมองว่าเจ๋ง เช่นเดียวกัน