สิ่งที่ทำให้เรารับรู้ว่าเราควรเปลี่ยนแปลงหรือสถานการณ์อย่างไรอาจจะเป็นแรงผลักดันชั้นดี

เรื่องของการปรับเปลี่ยนอาจจะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากเมื่อเราจะมองเห็นได้ว่าในบางครั้ง เรามักจะรู้สึกไม่ปลอดภัยกับสิ่งที่เรากำลังก้าวเดินไปโดยไม่รู้ตัวแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็ตามใจเราจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่ามันคือเรื่องที่ทำให้เราต้องปรับตัว และการปรับตัวก็เป็นสิ่งที่ยากเสมอซึ่งเราอาจจะรู้จักอะไรหลายอย่างมาแล้วและพบได้ว่าการพยายามทำความรู้จักกับสิ่งที่เรากำลังทำนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยว่าน่าจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกเราได้ถึงความน่ากลัวที่จะมาถึงอันเป็นความผิดพลาดล้มเหลวที่เรากำลังจะต้องได้รับ เพราะว่าเราจะ ถูกด่า ถูกว่า หรือถูกโจมตี มันคือสิ่งที่มนุษย์ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง มนุษย์ปฏิเสธความล้มเหลวปฏิเสธความเจ็บปวดและความผิดหวังทุกอย่างที่เกิดขึ้นดังนั้นการปรับเปลี่ยนจึงเป็นสิ่งที่ยากได้ทว่ามันจะเกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งแรกของการลงมือทำเท่านั้น เราจะพยายามต่อหรือไม่เมื่อพบว่าสิ่งที่เรากำลังเปลี่ยนแปลงนั้นคือสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้เราประสบความสำเร็จอย่างที่หวังเพราะฉะนั้นทางออกสำหรับคนที่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้จึงแบ่งได้เป็น 2 ทางนั้นก็คือ หากเราไม่กลับไปใช้วิธีการแบบเดิมเราก็ย่อมจะมุ่งหน้าหาวิธีการใหม่ไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะสำเร็จ เพราะฉะนั้นแล้วความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องใช้พลังใจอย่างเดียวได้เพราะว่าเราจำเป็นจะต้องใช้หัวสมองในการคิดว่าอะไรคือสิ่งที่เรากำลังจะไปในขณะนั้นมันอาจจะเป็นเรื่องยากแต่การยอมรับว่าเราอาจจะเป็นอย่างที่เราคิดหรือไม่เป็นก็ได้แต่เป็นอย่างไรก็ตามสิ่งที่เรากำลังทำโดยปรารถนาความสำเร็จให้เกิดขึ้นนั้นย่อมจะเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่จะทำให้เราสามารถเดินหน้าไปยังเส้นทางที่เราไม่รู้จักฝ่าฟันความกลัวและความไม่แน่นอนไปได้ สิ่งที่ทำให้เรารับรู้ว่าเราควรเปลี่ยนแปลงหรือสถานการณ์อย่างไรอาจจะเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เราต้องการจะพัฒนาตัวเองซึ่งแน่นอนว่ามนุษย์ต้องการจะพัฒนาเสมอ แม้ว่าจะเป็นการเล่นเกมคาสิโนออนไลน์viva9988ก็ตามเพราะว่าจะเห็นได้ว่าเกมเหล่านี้คือสิ่งที่เราจะพัฒนาได้อย่างไรในเมื่อผลของการเดิมพันมากจะเดิมพันกันด้วยโชคชะตาและความน่าจะเป็นในที่สุด แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้มันจะมีช่องว่างเสมอ การบริหารการคำนวณการคิดในรูปแบบวิธีการใหม่ๆอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราจำเป็นจะต้องค้นหาเพื่อพบว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมกับเราแต่ทว่าปัญหานั้นก็คือ การออกเดินทางเพื่อพบกับสิ่งแปลกใหม่อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิดไว้ว่ามันดีกว่าเดิมเสมอไป เรากลับพบแล้วว่าในบางครั้งการที่เรานึกถึงวิธีการเก่าๆ ที่เคยใช้มาอาจจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าแต่ทว่าเรากลับเลือกที่จะหาเส้นทางใหม่อาจเป็นสิ่งที่เราต้องแลกด้วยกันเดิมพันกับเวลาความคิดสติปัญญาอย่างมากเลยทีเดียวได้ผลตอบแทนนั้นย่อมจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าเมื่อเราจะเห็นได้ว่าการบุกเบิกในวิธีการที่สำคัญจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงช่องว่างของการเดิมพันได้ เพราะฉะนั้นแล้วเราจึงจำเป็นที่จะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้ถึงสิ่งที่เราต้องการแม้ว่ามันจะมีความล้มเหลวเกิดขึ้นบ้างแต่ทุกอย่างนั้นหากท้ายที่สุดแล้วเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างกลับไปใช้วิธีการเดิมที่ดีอยู่แล้วนั่นอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา หลายคนอาจจะถามว่าการที่เราพยายามโดยไม่สำเร็จในเรื่องของการหาวิธีการใหม่ๆเหล่านี้คือความล้มเหลวอย่างหนึ่งหรือไม่? แน่นอนว่ามันย่อมจะเป็นความล้มเหลวอย่างหนึ่งแต่ทว่าความล้มเหลวในลักษณะนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่าเกลียดหรือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้แต่อย่างไรเท่ากับว่ามันเป็นวิธีที่น่าชื่นชม ที่จะพบได้ว่าความล้มเหลวในลักษณะใด คือสิ่งที่ไม่สามารถใช้ได้ก็เพียงแค่ค้นพบสิ่งที่ไม่สามารถใช้ได้อีกหนึ่งวิธีเท่านั้น และเช่นกันที่ความล้มเหลวไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไปเราเพียงแต่ไม่สามารถค้นพบได้ในเร็ววันนี้และพยายามที่จะพัฒนาเพื่อมีประสิทธิผลของการเดิมพันต่อไปเราต่างรู้ดีถึงสิ่งที่เรากำลังทำมันอาจจะมีสิ่งที่ทำให้เราแปลกใจในผลที่เกิดขึ้น เมื่อเราปรับเปลี่ยนสิ่งที่เราทำไปเรื่อยๆเราอาจจะพบว่ามันมีสิ่งที่เป็นไปได้อยู่แม้เพียงเล็กน้อยก็ตามเราเพียงแค่ค้นพบสิ่งใหม่ๆที่เราไม่เคยรู้จักมาว่ามันจะมีอยู่ขึ้นมาก่อนแล้วแต่ทว่าการค้นพบด้วยตัวเองนั่นก็เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นไม่น้อยและนั่นอาจจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจเล็กๆว่าเราก็สามารถเป็นคนหนึ่งที่เห็นวิธีการเหล่านั้นได้ด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่เพียงแค่การป้อนของข้อมูลที่เราเคยรู้มา หรือศึกษามาจากคนอื่น และนั่นเองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราหาสิ่งต่างๆต่อไปแม้ว่าจะยังคงใช้วิธีการเดิมที่ได้ผลก็ตาม คาสิโนออนไลน์อาจจะไม่มีอะไรใหม่ให้เราได้ค้นมากนัก แต่วิธีการเล่นกลับมีอีกหลายอย่างให้เราได้เลือกทำอย่างไม่รู้จบของเกมแต่ล่ะอย่างเช่นกัน

‘เก็บภาษี ช่วยใครบ้าง’ คำถามใหญ่สังคมไทย

ระบบภาษีไทยช่วยลดความเหลื่อมล้ำหรือไม่ คนไทยเสียภาษีน้อยไปหรือมากไป แล้วเงินภาษีที่เก็บได้ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เกิดประสิทธิผลอย่างทั่วถึงหรือไม่ วงเสวนาเรื่อง ‘อัดฉีด เก็บภาษี ช่วยใคร?’ จัดโดยโครงการติดตามเศรษฐกิจไทย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมหาคำตอบ ดร.ธร ปีติดล อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดการเสวนา ด้วยการตั้งคำถาม 3 ข้อ คือ 1) ภาษีไทยอยู่ตรงไหนในโลก 2) ภาษีไทยทุกวันนี้ ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจอะไรบ้าง และ 3) ภาษีไทยควรจะไปทางไหน ซึ่งจากงานศึกษาของธนาคารโลก ทำให้พบว่า ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาของไทยไม่ได้มีสัดส่วนมากนักและไม่ใช่รายได้หลักในระบบภาษีไทย และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยขั้นสูงสุดที่ร้อยละ 35 ก็อยู่ระดับกลางๆ ถึงแม้จะสูงกว่าฟิลิปปินส์ (ร้อยละ 32) อินโดนีเซีย (ร้อยละ 30) มาเลเซีย (ร้อยละ 28) สิงคโปร์ (ร้อยละ 22) ฮ่องกง (ร้อยละ 15) แต่ก็ต่ำกว่า ญี่ปุ่น (ร้อยละ 50) จีน (ร้อยละ 45) และเกาหลีใต้ (ร้อยละ 39) ขณะที่ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลไทยสูงสุดที่ร้อยละ 20 ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคบางประเทศบ้าง แต่ก็มีสิทธิพิเศษทางภาษีในหลายด้าน โดยเฉพาะเพื่อการกระตุ้นการลงทุนผ่านการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก อย่างไรก็ตาม รายได้ภาษีหลักๆ ของประเทศไทยจึงมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT การปฏิรูปภาษีต้องอยู่บนฐานความโปร่งใส สร้างการยอมรับ เชื่อใจจากประชาชน ขณะที่ภาษีที่เก็บได้หลักๆ ของไทย มาจากฐานการบริโภค มาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ในสัดส่วนมากถึงร้อยละ 57 sbobet แต่ก็มีข้อจำกัดจากการกระจายรายได้ ขณะที่สัดส่วนภาษีที่มาจากฐานเงินได้ มีร้อยละ 42 และที่น่าสนใจคือ ภาษีจากฐานทรัพย์สินสัดส่วนร้อยละ 1 เท่านั้น ทั้งที่ในทางเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนทราบดีว่า ภาษี สามารถใช้เป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ หากมีการออกแบบที่ตอบโจทย์ดังกล่าว แต่ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ประเทศไทยกลับใช้ภาษีเพื่อตอบโจทย์สำหรับกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค ทั้งที่ในระยะหลังจะมีงานวิจัยระบุว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนมีประสิทธิภาพน้อยลง ในเวลาที่ประเทศอื่นๆ ก็ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีพอๆ กับประเทศไทยหรือดีกว่าไทยแล้ว ดังนั้น ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่สูญเสียไปผ่านสิทธิประโยชน์ที่บีโอไอให้ปีละประมาณ 1.2-1.4 แสนล้านบาท จะตอบโจทย์ในปัจจุบันหรือไม่ แนะใช้ ‘ภาษี’ ลดความเหลื่อมล้ำ ด้าน ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ให้ความเห็นว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ นโยบายการคลังจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างไร จะนำเงินออกจากกระเป๋าคนรวยให้ได้มากกว่ากระเป๋าคนจนได้อย่างไร เนื่องจากด้วยโครงสร้างภาษีปัจจุบัน คนที่รวยมีรายได้สูง เสียภาษีสูงสุดในอัตราร้อยละ 35 และกฎหมายยังให้แยกรายได้จากเงินปันผลได้ด้วย ดังนั้น การจ่ายภาษีของคนกลุ่มนี้จึงเสียน้อยกว่าร้อยละ 35 ดังนั้น ในภาพใหญ่ของระบบภาษีไทย คือ เงินยังออกจากกระเป๋าคนรวยได้อีก แต่เนื่องจากนโยบายการคลังที่นำรายได้รัฐไปใช้จ่ายในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับคนมีรายได้ เช่น สร้างทางด่วน สร้างรถไฟความเร็วสูง เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน มากกว่าจะให้เงินอุดหนุนการศึกษาเด็กยากจน ทำให้เงินไม่ลงไปถึงคนข้างล่าง สิ่งเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น เพราะถ้าดูกันจริงๆ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่มาจากการบริโภคใช้จ่ายนั้น ร้อยละ 80 ออกมาจากกระเป๋าคนมีเงิน คนมีกำลังใช้จ่าย และออกมาจากกระเป๋าคนจนเพียงร้อยละ 20 ดังนั้นการประวิงเวลาการขึ้นแวต ในอีกด้านหนึ่งจึงเป็นการช่วยคนมีเงินมากกว่าช่วยคนจน ดังนั้นข้อเสนอของ ดร.สมชัย คือ เมื่อมีการขึ้นแวต ร้อยละ 10 ตามกฎหมาย รัฐควรทำในแบบขั้นบันได หรือกำหนดว่า รายได้จากภาษีนี้ครึ่งหนึ่งจะนำไปช่วยคนจน หรือสร้างบริการสาธารณะแก่คนจน เป็นต้น   ว่าที่ ร.อ. จิตร์ ศิรธรานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถ้ารัฐจะเก็บภาษีแวตเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ตามกฎหมาย ก็คาดว่า คนทั่วไปจะยินดีจ่าย แต่พวกเขาต้องมั่นใจว่า เงินภาษีที่จ่ายไปถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่ถูกใช้ไปจำนำข้าวขาดทุน 7-8 แสนล้านบาท หรือถูกใช้ไปซื้อเรือดำน้ำ หรือทำอะไรที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์  

สื่อนอกสงสัย ทำไมมีร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ เยอะมาก

สื่อต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่า ในสหรัฐฯ มีร้านอาหารไทยเปิดอยู่จำนวนมาก แม้ชาวไทยในสหรัฐฯ จะมีจำนวนไม่มากเท่าคนชาติอื่นก็ตาม และพบว่านี่เป็นผลจากนโยบายของรัฐบาลไทยที่อยากให้อาหารไทยได้รับความนิยมเหมือนแมคโดนัลด์ สำนักข่าว Munchies/Vice กล่าวว่าอาหารไทยเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมที่ชาวนิวยอร์กนิยมซื้อกลับบ้านหรือสั่งแบบเดลิเวอรี เพราะทั้งอร่อยและสะดวก เนื่องจากร้านอาหารไทยมีตั้งอยู่แทบทุกหัวถนนในนครนิวยอร์ก และยังมีร้านอาหารตั้งอยู่ทั่วสหรัฐฯ อีกด้วย จนทำให้ชาวอเมริกันหลายคนเกิดความสงสัยว่า ทำไมจึงมีร้านอาหารไทยจำนวนมากเช่นนี้ แม้ร้านอาหารเม็กซิกันและจีนอาจมีจำนวนมากกว่าร้านอาหารไทย แต่จำนวนร้านอาหารทั้งสองชาติก็สอดคล้องกับจำนวนประชากรเม็กซิกันในสหรัฐฯ ที่มีประมาณ 36 ล้านคนและมีคนจีนอีกประมาณ 5 ล้านคน ซึ่งข้อมูลของสถานทูตไทยในสหรัฐฯ เปิดเผยว่ามีชาวไทยอเมริกันอยู่เพียง 300,000 คน หรือไม่ถึงร้อยละ 1 ของจำนวนชาวเม็กซิกันอเมริกัน แต่ร้านอาหารไทยมีประมาณ 5,350 ร้าน ส่วนร้านอาหารเม็กซิกันมีประมาณ 54,000 ร้าน แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนร้านอาหารไทยต่อประชากรชาวไทยมีมากกว่าถึง 10 เท่า ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะอาหารไทยอร่อยและได้รับความนิยมมากในสหรัฐฯ แต่อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร้านอาหารไทยมีจำนวนมากก็คือการที่รัฐบาลไทยจ่ายเงินสนับสนุน โดยรัฐบาลพยายามเพิ่มจำนวนร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ในฐานะที่เป็นทูตด้านอาหาร เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกและรายได้การท่องเที่ยว ในปี 2001 รัฐบาลไทยได้ตั้งบริษัทโกลบอล ไทย เรสเตอรองต์ จำกัด โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดร้านอาหารไทยอย่างน้อย 3,000 แห่งทั่วโลก โดยนายกรพจน์ อัศวินวิจิตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  viva9988 ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัยเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะวอลสตรีทเจอร์นัลว่ารัฐบาลหวังว่าเชนร้านอาหารไทยเหล่านี้จะเป็นเหมือน ‘แมคโดนัลด์แห่งวงการอาหารไทย’ แม้ร้านอาหารไทยเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จถึงขั้นเป็นแมคโดนัลด์ของอาหารไทย แต่นโยบายนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเพิ่มจำนวนร้านอาหารไทยในต่างประเทศ จากประมาณ 5,000 ร้าน เพิ่มิขึ้นมากว่า 15,000 ร้านทั่วโลก และรัฐบาลก็ยังคงให้เงินสนับสนุนต่อไป นอกจากนี้ ธนาคารไทยอีกหลายแห่งยังได้ให้เงินกู้กับชาวไทยที่ต้องการเปิดร้านอาหารในต่างประเทศด้วย Munchies ระบุว่ากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการมากกว่าคนในอุตสาหกรรมร้านอาหาร ได้ร่างแผนธุรกิจ ‘ร้านอาหารต้นแบบ’ ไว้ 3 แบบ เพื่อให้นักลงทุนเลือกแผนการเปิดร้าน ตั้งแต่เรื่องความสวยงามไปจนถึงเมนูอาหาร Elephant Jump จะเป็นร้านอาหารแบบลำลอง ราคาประมาณ 150 – 470 บาทต่อหัว Cool Basil เป็นร้านอาหารราคาปานกลาง 470 – 780 บาทต่อหัว Golden Leaf จะเป็นร้านอาหารที่มีการตกแต่งสวยงามแบบไทยโบราณ ราคาประมาณ 780 – 940 บาทต่อหัว นอกจากให้เงินสนับสนุนและวางแผนธุรกิจต้นแบบแล้ว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังจับคู่นักธุรกิจและนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติให้ได้พูดคุยกัน ทำวิจัยการตลาดเกี่ยวกับรสชาติอาหารที่ถูกปากคนแต่ละพื้นที่ และส่งตัวแทนจากสถาบันทำอาหารไทยได้อบรมให้เชฟในต่างประเทศด้วย เมื่อร้านอาหารไทยเปิดกันมากแล้ว รัฐบาลยังมีใบประกาศนียบัตร ‘Thai Select’ จากกระทรวงพาณิชย์เพื่อการันตีคุณภาพและความน่าเชื่อถือให้กับร้านอาหารไทยที่ผ่านเกณฑ์อีกด้วย จากนั้นกระทรวงพาณิชย์ก็จะแนะนำวิธีโปรโมตร้าน รวมถึงหารือว่ารัฐบาลจะช่วยสนับสนุนเรื่องวัตถุดิบสำหรับทำอาหารอย่างไรบ้าง เช่น การนำเข้าข่า น้ำปลา ข้าวไรซ์เบอร์รี ปัจจุบัน สหรัฐฯ กลายเป็นตลาดใหญ่สำหรับอาหารไทย โดยคนอเมริกันกลายเป็นกลุ่มลูกค้าที่ชอบอาหารทำจากกะทิไปจนถึงน้ำจิ้มสะเต๊ะ รัฐบาลไทยจึงพยายามจะตีตลาดพื้นที่ใหม่ๆ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง โดยมีการตั้งเป้าว่าภายในปี 2020 ไทยจะขึ้นเป็น 1 ใน 5 ผู้ส่งออกอาหารฮาลาลด้วย

ทักษะทางสังคม

ทักษะทางสังคม เพื่อความสำเร็จในชีวิต

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แม้ว่าแต่ละคนจะมีสังคมที่แตกต่างกันไป บางคนเติบโตมาในสังคมที่เพียบพร้อม อบอุ่น บางคนเกิดมาในสังคมที่มีบ้าง ไม่มีบ้าง หรือแม้แต่ บางคนอยู่ในสังคมที่ ไม่มีอะไรเลย แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นสังคม อาจจะเคยมีความคิดหรือได้ยินคำพูดที่ว่า “อยู่คนเดียวก็ได้ ไม่ตาย” ไม่จริงหรอกค่ะ แม้ว่าการกระทำจะอาจดูเป็นไปได้ แต่ในใจลึกๆ ก็ยังโหยหาอยู่ดีแหละค่ะ ยิ่งคำว่า “สังคม” มันก็บอกอยู่แล้วว่ามันต้องมีจำนวนคนมากกว่าหนึ่งคน แล้วการที่มีคนเยอะๆ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็จะยากขึ้น เพราะจะมีการแข่งขันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไหนๆ เราก็ต้องอยู่ในสังคม วันนี้เลยนำเรื่องของการใช้ทักษะต่างๆ เพื่อความอยู่รอดและประสบความสำเร็จในสังคมมาฝากใน ทักษะทางสังคม เพื่อความสำเร็จในชีวิตค่ะ 1. การมองโลกในแง่ดี หลายคนอาจบอกว่า การมองโลกแง่ดี ไม่ถือว่าเป็นทักษะทางสังคม แต่มันสามารถเป็นตัวปรับปรุงพื้นฐานที่สำคัญ ให้เราต่อยอดในทักษะต่างๆ ต่อไป โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์จะถูกดึงดูดจากอะไรก็ตามที่ดูแล้วเป็นด้านบวก ยิ่งถ้าเป็นคนมองโลกในแง่ดีด้วยแล้ว จะยิ่งดึงดูดให้คนรอบข้างเข้ามาหาอย่างมากมาย เพราะคนที่มองโลกในแง่ดีมักจะเป็นแรงบันดาลใจ และคอยผลักดันให้คุณทำเป้าหมายให้สำเร็จ แต่ก็อย่างว่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป มองบวกมากไปก็จะโดนมองว่า “โลกสวย” บางครั้งอาจลามไปถึงการถูกมองว่า “สร้างภาพ” ได้ ของแบบนี้ เราเป็น เรารู้ค่ะ ไม่ต้องไปป่าวประกาศ ยังไงก็ประสบความสำเร็จ 2. ความสุภาพอ่อนโยน ความสุภาพอ่อนโยนเป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญและสมควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก มันไม่ใช่เรื่องยากหรอกค่ะที่จะทำดีกับทุกคนรอบๆ ตัวคุณ พยายามให้มากขึ้นในการใช้ความสุภาพ รวมถึงกลั่นกรองคำพูดคำจาก่อนจะปล่อยมันออกมาจากปาก พยายามหลีกเลี่ยงกริยาและคำพูดเชิงลบ พูดคำว่าขอโทษและขอบคุณให้ติดปาก ไม่มีคนสุภาพคนไหนถูกรังเกียจนะคะ 3. ความเห็นอกเห็นใจ เป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญอีกทักษะหนึ่งที่สามารถทำให้คุณรู้สึกหรือคิดถึงจิตใจผู้อื่น และอยากจะช่วยเหลืออย่างเต็มใจ ทักษะนี้จะช่วยทำให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ฟังอย่างระมัดระวังเวลามีคนพูดคุยแล้วจะมีความพยายามในการที่จะแก้ปัญหามากขึ้นค่ะ การเห็นใจและช่วยเหลือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ดูกรณีและดูคนด้วยนะคะ จะได้ไม่เจ็บช้ำความรู้สึก 4. การฝึกวินัย โดยพื้นฐานแล้ว บุคคลที่มีระเบียบวินัยจะมีนิสัยที่เกี่ยวข้องกับพวกกฎระเบียบ กฎหมาย ขนบธรรมเนียม และเงื่นไขต่างๆ และเพื่อพัฒนาให้ตัวเรามีระเบียบวินัยและการควบคุมตัวเองให้มากขึ้น ลองให้รางวัลตัวเองเมื่อทำอะไรสำเร็จตามเป้าหมายดูสิคะ เช่น ให้ตัวเองพักเมื่อเป้าหมายสำเร็จ หรือไปทำอะไรตามใจตัวเองเพื่อชาร์จพลัง เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและเดินออกมาจาก comfort zone ดูค่ะ เพื่อความสำเร็จ 5. ความอดทน เป็นเรื่องที่สำคัญสุดๆ ที่จะต้องเรียนรู้การมีความอดทนในสมัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกอย่างรอบตัวเราผ่านไปเร็วมาก เมื่อมีบางอย่าง มาทำให้ต่อมความอดทนของราสั่นคลอน ให้หลับตา หายใจเข้าลึกๆ นึกภาพให้ออกว่าสถานการณ์แบบนี้ ควรวางตัวอย่างไร พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ยังไงนิ่งกว่าก็ชนะค่ะ 6. ทักษะการฟัง คนที่ประสบความสำเร็จนั้น ไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่มีวาทศิลป์ หากแต่ต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยเช่นกัน ทักษะในการตั้งใจฟังให้ดีในสิ่งที่คนอื่นๆ พูดจะช่วยให้คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะได้เข้าใจการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ เมื่อคุณกำลังสนทนากับใครสักคน อย่าข่มเขาเอาตัวเราใหญ่ ลองเงียบแล้วตั้งใจฟังถึงสิ่งที่เขากำลังจะบอกเรา ที่สำคัญ การฟังเป็นเรื่องสำคัญเพราะหลายครั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จหรือวินาศเป็นเพราะว่า ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียดนั่นเอง 7. การให้อภัย คนที่ประสบความสำเร็จเขาไม่ถือเอาความพยาบาทหรือหมางใจไว้นานๆ หรอกค่ะ มันหน่วง เขาเรียนรู้ที่จะให้อภัยและลืม และในที่สุดแล้ว พวกเขาจะได้เรียนรู้จากการกระทำเหล่านี้ พวกเขาไม่อยู่กับอดีตค่ะ เพราะเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรในอดีตได้ การแบกรับความกดดันจะยิ่งทวีความกดดัน แล้วมันจะกระทบกับการดำเนินชีวิตของคุณ ดังนั้น เรียนรู้การให้อภัยผู้อื่นให้มากๆ หรือแม้แต่การให้อภัยตัวเอง อยากสำเร็จต้องเดินหน้าต่อค่ะ อย่าให้อะไรมายึดใจเราให้ติดอยู่กับที่ ความสำเร็จ อยากได้มา ต้องคว้าเองนะคะ ไปหวังพึ่งดวง รอชะตา ไม่มีทางหรอกค่ะ ที่จะไปถึงฝัน “หากอยากเห็นผืนแผ่นดินสดใส แต่ไม่ยอมลอยเรือข้ามไป ปล่อยเรือไว้อย่างนั้น” พัฒนาทักษะเหล่านี้ ดูสิคะ ถึงสังคมจะกว้างขนาดไหน คนเยอะเท่าไหร่ เราก็ประสบความสำเร็จได้แน่นอนค่ะ

วันหยุดหรรษา ชมพู่ อารยา พาลูกแฝด สายฟ้า พายุ ว่ายน้ำครั้งแรก

เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่มีคุณภาพที่สุดของคุณแม่ซุปตาร์ ชมพู่ อารยา กับการพาลูกๆ ลงเล่นน้ำครั้งแรก และดูเหมือน สายฟ้า กับ พายุ จะชื่นชอบเอามากๆ ด้วย จากภาพจะเห็นว่า พี่สายฟ้า ดูมีความสุขสุดๆ ไปเลยกับการว่ายน้ำ  ส่วน น้องพายุ ก็ดูร่าเริงไม่แพ้คนพี่เพราะอยู่บนตักของแม่ชม และภาพดังกล่าวนอกจากจะโฟกัสไปที่ ลูกๆ เล่นน้ำในสระครั้งแรกแล้ว ยังได้เห็น แม่ชม ใส่ชุดว่ายน้ำแบบฉบับคุณแม่อีกด้วย เป็นภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นจริงๆ บอกเลยว่าน่ารักและดูอบอุ่นมาก แม่ลูกผูกพัน   ทั้งนี้ จากข้อมูลของการให้เด็กทารกว่ายน้ำ มีประโยชน์มากมายคือสามารถสร้างทักษะที่ทำให้เด็กได้มีพัฒนาการทางด้านสมองและร่างกาย รวมถึงยังส่งผลทางด้านอารมณ์ทำให้เด็กมีอารมณ์ดี สดใสร่าเริง ไม่หงุดหงิดง่าย นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกการควบคุมของการประสานกล้ามเนื้อทุกส่วนอีกด้วย จะเห็นว่าปัจจุบันพ่อแม่รุ่นใหม่ต่างนิยมพาลูกไปว่ายน้ำ เพราะมีประโยชน์มากจริงๆ

สตรีหมายเลข 1 เปิด “ลานโบว์ลิ่งในทำเนียบขาว” รับเทศกาลอีสเตอร์ปีนี้

ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ประกาศวันจัดกิจกรรมประเพณีกลิ้งไข่อีสเตอร์ประจำทำเนียบขาว Easter Egg Roll ครั้งที่ 140 ซึ่งจะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 2 เมษายนนี้ ที่บริเวณสนามหญ้าฝั่งใต้ หรือ South Lawn ของทำเนียบขาว นอกจากจะมีกิจกรรมที่เป็นประเพณีดั้งเดิม ทั้งประเพณีกลิ้งไข่อีสเตอร์และการตามหาไข่อีสเตอร์ ซึ่งจะมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลและครอบครัวเข้าร่วม ในปีนี้สตรีหมายเลข 1 เมลาเนีย ทรัมป์ ได้เพิ่มความสนุกขึ้นอีกขั้น ด้วยการเพิ่มลานโบว์ลิงที่สนามหญ้าในปีนี้ด้วย sbobet ในปีนี้ทำเนียบขาวเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมทั้งสิ้น 30,000 คน เหมือนทุกปี ซึ่งประชาชนที่เข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ก็มาจากการจับฉลากไปเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งเด็กๆและผู้ปกครองที่เข้าร่วมทั้งหมดจะได้รับไข่อีสเตอร์จากทำเนียบขาวเป็นที่ระลึกกลับบ้านไปด้วย

วิธีสอนลูกให้เชื่อมั่นในตนเอง

17 วิธีสอนลูกให้เชื่อมั่นในตนเอง

เด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเองมักไม่กล้าเผชิญกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ หรือทำสิ่งใดๆ ที่ท้าทาย เพราะกลัวความล้มเหลวหรือกลัวทำให้คนอื่นผิดหวัง สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวถ่วงในการประสบความสำเร็จในอนาคตของลูกต่อไป ศัตรูของความเชื่อมั่นคือความท้อใจและความกลัว ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะคอยช่วยเสริมแรงและให้กำลังใจลูกสามารถก้าวผ่านสิ่งที่ยากๆ ในอนาคตได้ ซึ่ง นาตาเรีย วอเธอร์ ได้เขียนแนะนำไว้มี 17 วิธีดังนี้ 1. ชื่นชมกับความพยายามของลูก ไม่ว่าลูกจะแพ้หรือชนะ เมื่อเราโตมากขึ้นเราจะพบว่าระหว่างการเดินทางมีค่ามากกว่าจุดหมายปลายทาง เมื่อลูกตั้งเป้าหมายเพื่อที่จะชนะในการทำกิจกรรมบางอย่าง แต่ต้องสะดุดล้มหรือพลาดพลั้งไม่ไปถึงเส้นชัย ให้เราให้กำลังใจกับความพยายามของลูกนั้น อย่าทำให้ลูกรู้สึกอายเมื่อเขากำลังพยายาม ผลดีในระยะยาวคือลูกจะเรียนรู้ว่าความพยายามช่วยสร้างความมั่นใจได้อย่างมากทีเดียว 2. ฝึกการให้กำลังใจเพื่อสร้างความสามารถ ควรให้กำลังใจและเสริมแรงให้ลูกทำในสิ่งที่ลูกสนใจ เพราะจะทำให้ลูกไม่รู้สึกกดดันมมากจนเกินไป ฮาโมนี ชู นักเปียโนระดับโลกบอกในรายการทอล์กโชว์ของเอลเลน ว่า เธอฝึกเล่นเปียโนตั้งแต่ 3 ขวบ และเล่นได้ดีเพราะได้รับกำลังใจจากครอบครัว การฝึกความพยายามจะสร้างความเชื่อมั่นในการพัฒนาตนเองตามมา 3. ให้ลูกฝึกแก้ปัญหาด้วยตนเอง ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกเสมอ ลูกจะขาดทักษะในการพัฒนาด้านความเชื่อมั่นในการคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง เมื่อผู้ปกครองคอยช่วยเหลือตลอดเวลาลูกจะขาดวิธีรู้จักคิดแก้ปัญหาและความเชื่อมั่นในตนเองจะหมดไป นั่นหมายความว่า ยอมให้ลูกได้เกรด B หรือ C บ้างแทนที่จะได้เกรด Aตลอดในขณะที่ลูกกำลังเรียนรู้ในการแก้ปัญหาในการทำงาน 4. ให้ลูกแสดงพฤติกรรมตามวัย ไม่ควรมีความคาดหวังให้ลูกแสดงพฤติกรรมเหมือนผู้ใหญ่ เมื่อลูกรู้สึกว่าต้องแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมและถูกต้องตามที่พ่อแม่กำหนดเท่านั้นจะทำให้เห็นถึงมาตรฐานที่เป็นไปไม่ได้และจะไปลดความพยายามที่ลูกทำอยู่ การตั้งมาตรฐานที่ลูกไม่สามารถไปถึงได้จะลดความเชื่อมั่นของลูกลง 5. กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น การตั้งคำถามที่ไม่จบไม่สิ้น อาจทำให้ลูกรู้สึกเหนื่อยและเบื่อหน่าย แต่ความจริงแล้วไม่ควรเป็นอย่างนั้น ผู้ปกครองควรตั้งคำถามเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก เพื่อลูกจะเรียนรู้ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรามองไม่เห็นในโลกนี้อีกมากมายที่เรายังไม่ได้เรียนรู้ สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้ลูกมีความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น เด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่ตั้งคำถามให้เสมอๆ จะเรียนรู้ได้เร็วและดีกว่าเด็กที่พ่อแม่หาคำตอบให้ตลอดเวลา 6. ให้ลูกลองสิ่งท้าทายใหม่ๆ แสดงให้ลูกเห็นเป้าหมายที่เป็นความสำเร็จเล็กๆ เพื่อไปสู่ความสำเร็จของเป้าหมายใหญ่ๆ เช่น ขี่จักรยานโดยไม่ใช้ล้อเล็กฝึกการช่วยขี่ คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างความมั่นใจในตัวลูกเพิ่มขึ้นได้จากความรับผิดชอบตามวัย 7. หลีกเลี่ยงการซิกแซก หรือมีข้อยกเว้นให้ลูกเสมอ การให้สิทธิพิเศษทำให้ลูกขาดความเชื่อมั่น 8. ไม่วิพากษ์วิจารณ์การแสดงออกของลูก ไม่มีสิ่งไหนที่ทำให้ลูกท้อใจเท่ากับการวิพากษ์วิจารณ์ลูกในความพยายามของเขา การให้คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะสามารถทำได้บ้าง แต่อย่าบอกว่าลูกทำกิจกรรมนี้ได้แย่จริงๆ ถ้าลูกกลัวที่จะล้มเหลวเพราะกังวลว่าจะทำให้เราโกรธหรือผิดหวัง ลูกจะไม่กล้าทำสิ่งใหม่ การที่พ่อแม่วิพากษ์วิจารณ์ลูกบ่อยๆ จะทำให้ลูกรู้สึกหมดคุณค่าในตัวเองและหมดแรงจูงใจด้วย 9. ทำความล้มเหลวให้เป็นเกาะที่สร้างฐานการเรียนรู้ การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดช่วยสร้างความมั่นใจ แต่นั่นจะเกิดขึ้นได้เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทำข้อผิดพลาดเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้เติบโตและก้าวไป อย่าปกป้องลูกมากเกินไป ยอมให้ลูกล้มเหลวบ้างบางครั้งบางคราวเพื่อช่วยให้ลูกเกิดความเข้าใจ และมีการวางแผนที่ดีขึ้นในครั้งหน้า คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้จากข้อผิดพลาด 10. เปิดประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ ในฐานะผู้ปกครองเราควรช่วยเปิดโอกาสให้ลูกมีประสบการณ์ในโลกกว้างมากขึ้นเพื่อเปิดโลกทัศน์ในการเรียนรู้ การเปิดประสบการณ์ให้ลูกจะสอนให้ลูกรู้ว่า ไม่ว่าจะเจอประสบการณ์ซึ่งน่ากลัวที่เราไม่เคยเผชิญมาก่อนเราก็จะสามารถฝ่าฟันและเอาชนะมันได้ 11. สอนลูกว่าหากจะทำให้สำเร็จต้องรู้อะไรบ้าง คุณพ่อคุณแม่เป็นฮีโร่ในใจของเด็กๆจนกระทั่งลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ใช้โอกาสนั้นสอนลูกให้รู้จักวิธีการคิด การแสดงและการพูด เป็นตัวอย่างและแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก การที่ลูกเฝ้าดูความสำเร็จของเราแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน 12. อย่าบอกลูกเมื่อเรามีความกังวลใจกับลูก ผู้ปกครองที่กังวลใจมักแปลความหมายได้ว่าไม่เชื่อมั่น การแสดงความมั่นใจของผู้ปกครองจะส่งผลต่อความมั่นใจของเด็กด้วย 13. ให้กำลังใจลูกเมื่อลูกเผชิญความทุกข์ยากลำบาก ในชีวิตนั้นไม่มีความยุติธรรมและไม่มีอะไรที่ง่ายเสมอไปซึ่งลูกต้องเรียนรู้เข้าสักวันใดวันหนึ่ง เมื่อเราเผชิญกับความยากลำบาก คุณพ่อคุณแม่ควรชี้ให้เห็นว่าเมื่อเราทนต่อความยากลำยากได้จะช่วยสร้างให้เราปรับตัวในการรู้จักยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ลูกฟังว่าทุกถนนสู่ความสำเร็จจะต้องเผชิญกับขวากหนามบ้างอะไรบ้าง 14. คุณพ่อคุณแม่เสนอตัวที่จะเข้าช่วยเหลือและสนุบสนุนแต่ต้องไม่มากจนเกินไป การให้ความช่วยเหลือที่มากเกินไปและเร็วเกินไปจะลดความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองของลูก ควรให้ลูกช่วยเหลือตัวเองก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกมากขึ้น 15. ชมเชยในความกล้าหาญเมื่อลูกเริ่มลองสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทีมบาสเกตบอลหรือการลองเล่นโรลเลอร์สเก็ต ผู้ปกครองควรที่จะชมและให้กำลังใจเมื่อลูกทำสิ่งใหม่ๆ โดยพูดคำชมง่ายๆ เช่นเก่งมากที่กล้าลองสิ่งใหม่ๆ ความสบายมาจากการที่เราติดยึดกับสิ่งเก่าๆ แต่ความกล้าหาญมาจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม 16. ฉลองความตื่นเต้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เด็กๆ มองดูและเรียนรู้ว่าพ่อแม่รู้สึกอย่างไรต่อสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับเขา ถ้าเราตื่นเต้นกับวิธีการว่ายน้ำ หรือการพูดภาษาใหม่ๆ เด็กๆ ก็จะรู้สึกตื่นเต้นด้วย การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ยากและหากทำให้ประสบความสำเร็จ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการฉลองความสำเร็จช่วยให้ลูกโตขึ้น 17. เป็นผู้ปกครองแบบเข้าใจลูก ไม่บังคับหรือเข้มงวดจนเกินไป หากเราเข็มงวดกับลูกมากเกินไป จะทำให้ลูกขาดความมั่นใจและลดความเชื่อมั่นลง การทำตามคำสั่งตลอดเวลาจะทำให้ลูกขาดความกล้า การสร้างลูกให้มีความเขื่อมั่นจะทำให้ลูกเป็นคนสร้างสรรค์และกล้าพูดคำว่า “ไม่ได้” ต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้องเช่นกล้าปฏิเสธต่อผู้ที่มาหยิบยื่นสิ่งเสพติดต่างๆให้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องยอมให้ลูกรู้จักลองผิดลองถูกเพื่อสร้างลูกให้เป็นคนดีและคนเก่งในอนาคต เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

นาทียื้อชีวิตกลางทะเล หนุ่มใหญ่ฝรั่งเศสช็อกลอดถ้ำมรกต

(28 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ถ้ำมรกต อ.กันตัง จ.ตรัง ผู้ประกอบการเรือหางยาวนำเที่ยว ซึ่งนำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนหลายคน ออกจากท่าเรือจ่าดำ ตรงสะพานคลองปากแมง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง ลงเรือหางยาวไปเที่ยวถ้ำมรกต เมื่อถึงถ้ำมรกตทางไกด์เรือหางยาวก็ให้นักท่องเที่ยวว่ายน้ำเข้าไปในถ้ำ ในระหว่างที่นักท่องเที่ยวกำลังลอดเข้าถ้ำมรกตอยู่นั้น นายโฮเซ อายุ 61 ปี ชาวฝรั่งเศส มีอาการแน่นหน้าอกอย่างกะทันหัน ทางไกด์เรือหางยาวว่ายน้ำออกจากถ้ำเพื่อขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่เรือตรวจการณ์อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่ลอยลำอยู่ที่ปากถ้ำมรกต โดยในวันนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวทะเลเป็นจำนวนมาก เมื่อทราบว่ามีนักท่องเที่ยวช็อกหมดสติอยู่ในถ้ำ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมประจำเกาะกระดาน หน่วยกู้ภัยทางทะเลชุมชน และผู้ประกอบการเรือทัวร์ หาดปากเมง ได้ช่วยกันนำร่างของนายโฮเซออกจากถ้ำมาขึ้นเรือแคนนู เพื่อนำมาขึ้นเรือหางยาวเพื่อทำการปั๊มหัวใจช่วยเหลือ จากนั้นนำร่างขึ้นเรือเร็วของอุทยานฯ จากถ้ำมรกตมายังท่าเรือจ่าดำ หาดปากเมง อ.สิเกา   viva9988 ในระหว่างเจ้าหน้าที่ประสานงานขอรถพยาบาลฉุกเฉิน โรงพยาบาลสิเกา มารับเพื่อทำการปฐมพยาบาลและปั๊มหัวใจ ก่อนที่จะนำร่างส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสิเกา แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสคนนี้เอาไว้ได้ทำให้นายโฮเซเสียชีวิตลง สำหรับผู้เสียชีวิตเดินทางเข้าประเทศไทย พร้อมกับครอบครัว เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561 และมีกำหนดเดินทาง กลับวันที่ 17 เมษายน 2561 พักอยู่ที่โรงแรมดังแห่งหนึ่งในหาดปากเมง ขณะนี้ศพอยู่ที่โรงพยาบาลสิเกา รอประสานกับสถานทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย ในการจัดการเรื่องศพของผู้เสียชีวิตต่อไป

8 วิธีเลี้ยงลูก สร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกน้อย

8 วิธีเลี้ยงลูก สร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกน้อย

ความมั่นใจในตัวเอง เป็นสิ่งที่ทำให้คนเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องรู้สึกกังวล หรือกลัวสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามา ซึ่งความมั่นใจในตนเอง รวมไปถึงความภาคภูมิใจในตนเองนั้น เป็นสิ่งที่ต้องมีการสั่งสมมาตั้งแต่ในวัยเด็ก โดยเด็กที่มีความมั่นใจในตนเองจะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ ๆ ในสังคมได้ มีความอดทนต่อความกดดัน ความเครียด และความขัดแย้งในชีวิตได้ดี รู้จักวิธีแก้ไขปัญหา เป็นคนมองโลกในแง่ดี ซึ่งต่างจากเด็กที่ขาดความมั่นใจ มักเป็นเด็กที่ขี้กลัว วิตกกังวล และเกิดความเครียดต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้ง่าย คุณพ่อคุณแม่หลายท่านจึงพยายามที่จะฝึกสอนให้ลูกของตนเองเติบโตเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตนเอง เป็นคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย และสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในชีวิต เพื่อที่เขาจะสามารถใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างมีความสุข สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างง่าย ๆ ซึ่งการที่เด็กจะเกิดความมั่นใจในตนเองได้นั้น เขาต้องรู้สึกว่าตัวเขาดีพอ และเป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ เขาจึงเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเขาเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรส่งเสริมและปลูกฝังลักษณะนิสัย รวมถึงเสริมสร้างความมั่นใจ และความภาคภูมิใจให้กับลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดี สนับสนุนพฤติกรรมด้านบวก และสนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจ โดยมีผู้ใหญ่คอยดูอยู่ห่าง ๆ 1. ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น การยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น รวมถึงการสนับสนุนในสิ่งที่เขาชอบ ถือเป็นการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกได้อีกวิธีหนึ่ง โดยเริ่มจากให้เขาได้ตัดสินใจในกิจวัตรประจำวันที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เช่น การเลือกเสื้อผ้า และกิจกรรมที่เขาอยากทำ เมื่อเขาได้ทำในสิ่งที่ชอบก็จะช่วยให้เขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้เรียนรู้การแก้ไขปัญหาและการเจรจาต่อรองกับเพื่อนฝูง ทั้งยังช่วยให้เขารู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้เลือกทำอีกด้วย นอกจากนี้การถามความเห็นและการตัดสินใจจากลูกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะช่วยให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า ช่วยส่งเสริมความมั่นใจ และช่วยให้เขาได้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา 2. เข้าใจความรู้สึกของลูก การรับรู้และเข้าใจในความรู้สึกของลูก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกใดก็ตาม เช่น เมื่อลูกดีใจที่ขี่จักรยานได้เป็นครั้งแรก หากคุณพ่อคุณแม่แสดงความชื่นชมยินดีไปกับลูกด้วยนั้น ลูกก็จะเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ค่ะ แต่หากลูกมีปัญหาอะไรในใจ ก็ควรพร้อมรับฟังและร่วมแบ่งปันความรู้สึกนั้น ๆ กับลูกด้วย เช่น บางครั้งที่ลูกร้องไห้งอแง กรีดร้องไม่ได้ดั่งใจ คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งดุว่าลูกแรง ๆ แต่ควรพูดคุยและถามไถ่กันด้วยเหตุผล ทำให้เขารู้ว่าเราเข้าใจความรู้สึกหงุดหงิดของเขานะ พร้อมกับสอนให้เขารู้จักรับมือและการแสดงอารมณ์ที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้เขาเข้าใจตัวเอง และเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองขึ้นมาค่ะ 3. แสดงความรักให้ลูกเห็นอยู่เสมอ ความรักคือสิ่งพื้นฐานที่ช่วยทำให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีความสุข ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกิดความมั่นใจในตนเองได้อย่างง่าย ๆ แค่มอบความรักให้แก่กันและกันค่ะ เพียงคุณพ่อคุณแม่ให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก ทำให้เขารู้สึกว่าพ่อแม่รักเขาในแบบที่เขาเป็น รักโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ไม่ว่าลูกจะอยู่ในช่วงเวลาที่ดีหรือไม่ดี หรือ อาจทำเรื่องผิดพลาด พยายามทำให้ลูกรู้สึกว่ายังมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ข้าง ๆ เสมอ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กรู้สึกว่าเป็นที่ต้องการ เป็นที่ยอมรับ และรู้สึกมีค่าสำหรับพ่อแม่ เกิดเป็นความรู้สึกดีต่อตัวเอง รู้สึกมั่นใจในตัวเอง และพอใจตัวเองในแบบที่เป็น 4. สอนลูกให้คิดบวก ความมั่นใจในตัวเองเริ่มต้นได้จากความคิด หากคิดในแง่บวก มองโลกในแง่ดี คิดว่าเราต้องทำได้ ก็จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยคุณพ่อคุณแม่พยายามส่งเสริมให้ลูกเชื่อในตัวเองพร้อมกับให้กำลังใจด้วยการแสดงความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา ช่วยกระตุ้นความคิดในแง่บวกและสร้างความมั่นใจให้กับเขาว่า “ลูกทำได้” หรือ “ลูกทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” ซึ่งเป็นคำพูดที่ช่วยยืนยันว่าเขาทำได้ดี ทำให้เด็กรู้สึกอยากที่จะทำสิ่งนั้นต่อไป ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการวิจารณ์หรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะจะทำให้ลูกหมดกำลังใจและเสียความเชื่อมั่นในตนเองได้ค่ะ 5. ให้ลูกหัดทำอะไรด้วยตัวเอง คุณพ่อคุณแม่อาจหากิจกรรมให้เขาลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง โดยสังเกตจากความชอบและความถนัดของลูก เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ยากเกินความสามารถในช่วงวัยของเขา ไม่ว่าจะเป็นการติดกระดุมเสื้อ การผูกเชือกรองเท้า หรือการทานข้าวเอง เมื่อเขาทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองได้อย่างง่าย ๆ ถึงแม้ว่าการฝึกหัดในช่วงแรก ๆ อาจใช้เวลามากหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ออกมารับรองว่าคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอนค่ะ 6. ให้ลูกช่วยทำงานบ้าน ความมั่นใจในตัวเองของลูก จะถูกกระตุ้นและพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเขารู้ว่ามีคนให้ความเชื่อมั่นในตัวเขา โดยคุณพ่อคุณแม่อาจมอบหมายงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เขาทำ ซึ่งนับเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่เขาต้องทำให้ได้ ทั้งยังถือเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตัวเด็กเอง ทำให้เขารู้สึกภูมิใจและอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เมื่อลูกทำสำเร็จก็ควรชื่นชมลูกตามเหมาะสม ไม่มากจนเกินไป จะช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าเขาเป็นคนดีมีคุณค่า รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง และอยากทำดีอีกต่อไป แต่หากลูกทำงานพลาด คุณพ่อคุณแม่ก็ควรแนะนำให้เขารู้จักหาทางแก้ไขด้วยตัวเองดีกว่าการดุด่า ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองและเป็นการพัฒนาทักษะทางความคิดของลูกได้อย่างดีค่ะ 7. ให้ลูกเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง เมื่อลูกทำผิด หรือทำอะไรที่ไม่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ควรพูดกับเขาด้วยเหตุผล และถามสาเหตุว่าทำไมจึงทำแบบนั้น พร้อมแนะนำให้เขารู้จักแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้เขาได้รับบทเรียนจากการกระทำในครั้งนี้ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรตำหนิลูกด้วยถ้อยคำรุนแรงและบ่อยครั้ง เพราะจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับตัวเอง กลายเป็นคนไม่มั่นใจ ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าได้ 8. เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก การเป็นตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอนเสมอ ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะสั่งสอนลูกมากมายขนาดไหน ก็ไม่เท่ากับการที่คุณปฏิบัติให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่าง เพราะเมื่อลูกเห็นในสิ่งที่คุณทำ เขาก็จะเกิดการเลียนแบบและอยากทำตาม ดังนั้นถ้าอยากให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ก็ควรเป็นตัวอย่างและเป็นแนวทางที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับลูกด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ว่าทุกคำพูด และทุกการกระทำในแต่ละวิธีเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองของลูกที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ล้วนแต่เป็นแนวทางการสร้างคุณค่าในตนเองของลูกทั้งนั้น ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วยตัวเอง ให้เขาได้มีโอกาสลองผิด ลองถูก โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยให้คำแนะนำ และให้กำลังใจอยู่เสมอ เมื่อเขาเติบโตขึ้นก็จะเป็นคนที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มีความมั่นใจในตนเอง และสามารถช่วยเหลือตัวเองในสังคมได้อย่างปกติสุขนั่นเองค่ะ

สร้างความมั่นใจในการพูดสาธารณะ

เทคนิคในการสร้างความมั่นใจในการพูดสาธารณะ

ต้องยอมรับว่าการพูดในที่สาธารณะสำหรับใครหลายๆคนเป็นเรื่องที่ยาก ถึงขั้นกลัวการพูด ต้องมีการหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญสถานการณ์ดังกล่าวเลยทีเดียว ดังนั้นเราจะมาพูดถึงทักษะการพูดในที่สาธารณะ ที่จะช่วยให้เราพูดในที่สาธารณะได้ดีขึ้น ทั้งนี้จะแบ่งเทคนิคออกเป็นสองช่วงคือ ระยะสั้นและระยะยาว 1.ระยะสั้น – เตรียมพร้อมก่อนการนำเสนอ การพูดที่ดี เริ่มมาจากการรู้ในเรื่องที่เราจะพูด ทั้งนี้เมื่อเรามีความรู้ในเรื่องดังกล่าว เราก็จะมีความมั่นใจ ไม่ประหม่า ทำการการพูดเป็นไปได้อย่างง่าย ไม่ติดขัด – วิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง กลุ่มผู้ฟังนับเป็นเรื่องสำคัญ ลองมองภาพถ้าเรากำลังจะบรรยายความรู้ให้กับวัยรุ่น แต่พูดในเชิงเนื้อหาหรือศัพท์เฉพาะมากเกินไป ไม่มีการยกตัวอย่าง หรือ ไม่มีเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเข้าใจได้ง่าย อาจเกิดความน่าเบื่อได้ – สร้างความเป็นกันเองกับผู้ฟัง ดังที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อเราวิเคราะห์ผู้ฟังแล้ว การสร้างความคุ้นเคยกับผู้ฟัง อาทิ มีอารมณ์ขันหรือมุขตลกก็อาจช่วยให้เราลดความตื่นเต้นลงไปได้มาก – สร้างความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ หากสถานที่และบุคลากรเอื้ออำนวย ควรไปถึงสถานที่ก่อนเวลาเพื่อสร้างความคุ้นเคยหรือเตรียมอุปกรณ์ เมื่อถึงเวลาจริงจะได้ไม่ประหม่าหรือติดขัดเวลาที่ทำการพูด – สังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟัง คงเป็นเรื่องไม่ดีแน่ ถ้าหากขณะที่เรากำลังพูด มีผู้ฟังกำลังหลับ ดังนั้นควรสังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟังอยู่เสมอ เพื่อจะได้หาโอกาสแก้ไขสถานการณ์ต่อไป -อย่าท่องจำหรือใช้วิธีอ่านให้คนฟัง ควรทำการเตรียมเรื่องที่จะพูดมาก่อน ทั้งนี้ การที่อ่านหรือว่าท่องจำ เพราะกลัวหลุดเกี่ยวกับเรื่องที่จะพูดนั้นโดยที่ไม่สนใจใคร ไม่เปิดโอกาสให้ซักถาม คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ – ลืมความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หากในขณะที่ทำการพูด เกิดข้อผิดพลาด พยายามอย่าเก็บมาคิดมาใส่ใจ หากมีการกังวลเกี่ยวกับข้อผิดพลาดดังกล่าว อาจทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าที่คิด ให้พูดต่อให้จบ เมื่อพูดเสร็จแล้ว ค่อยมาทบทวนในสิ่งที่ทำพลาด และหาทางแก้ไขในโอกาสหน้า 2.ระยะยาว – การพัฒนาการพูดและการอ่านออกเสียง ก่อนที่จะพูดให้คนอื่นฟังนั้น เราควรพัฒนาการพูดและการอ่านของเราให้ถูกต้องเสียก่อน คนที่พูดออกเสียงได้ดี มีความมั่นใจ มักจะพูดในที่สาธารณะได้ดี เช่น การอ่านออกเสียง ควรหานิยาย นิทาน หรือหนังสือ มาลองอ่านออกเสียง ลองอ่านโดยเน้นจังหวะ เสียงสูง ต่ำ ให้ถูกต้อง การอ่านอย่างถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญ คำบางคำหรือแม้กระทั่งควบกล้ำ ร เรือ ล ลิงต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งนี้จงจำไว้ว่าการพูดในที่สาธารณะคือการพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก หลักภาษาจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก – ฝึกการพูดและท่าทางเวลาพูด เมื่อเราได้ลองพูดตามหลักอย่างถูกต้องแล้ว เรื่องต่อมาคือเรื่องของท่าทางทั้งนี้ ครอบคลุมถึงเรื่องของจังหวะและระดับน้ำเสียง ซึ่งวิธีการฝึกคือ การฝึกหน้ากระจก ทั้งนี้ในขณะที่เราพูด ก็สามารถที่จะสำรวจตัวเองได้ด้วยว่า ท่าทางในการพูดของเราเป็นอย่างไร สร้างความมั่นใจให้กับเราได้มากขึ้นด้วย รวมทั้งการอัดเสียงของตัวเองในขณะที่พูด เพื่อที่จะได้ทราบว่าน้ำเสียงของเราเป็นอย่างไร จังหวะการพูดเป็นอย่างไร ช้า หรือ เร็ว – ฝึกพูดกับคนในครอบครัวและเพื่อนๆ เนื่องจากว่าคนในครอบครัว หรือ เพื่อนๆเป็นคนที่เราคุ้นเคย เค้าสามารถที่จะวิจารณ์เราได้อย่างตรงไปตรงมา – ฝึกพูดในที่ชุมชน หรือ เริ่มจากสถานที่เล็กๆก่อน จะช่วยให้เราทราบถึงข้อดี ข้อเสีย และข้อควรปรับปรุงที่จะต้องแก้ไข เมื่อต้องพูดในสถานที่ ที่ใหญ่มากกว่านี้ได้