สร้างความมั่นใจในการพูด

เคล็ดลับ 5 ข้อเพื่อสร้างความมั่นใจในการพูด

คนที่พูดมาก ไม่ได้แปลว่าพูดเก่งเสมอไป หรือแม้จะมีความหมายใกล้เคียงกันมาก แต่ก็ยังไม่เท่ากับการ “พูดดี” ผู้ที่อยู่ในขั้นพูดดีนั้นคือผู้ที่ใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม พูดถูกกาลเทศะ พูดจาไพเราะน่าฟัง และอาจถึงขั้นพูดได้อย่างมีชั้นเชิงแพรวพราว แต่จะทำ อย่างไรให้พูดได้ดี และขจัดความประหม่าเวลาที่จะต้องพูดในที่สาธารณะ เราจึงมีเคล็ดลับสำคัญ 5 ข้อมาฝากกันค่ะ เคล็ดลับข้อ 1 มั่นใจด้วยการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี ความไม่พร้อม หรือความไม่รู้ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจค่ะ ถ้าไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ไม่เข้าใจเรื่องที่พูด ก็จงทำการบ้านให้หนัก เตรียมข้อมูลให้มากที่สุด มากกว่าที่จะต้องใช้ และทำการบ้านด้วยว่างานที่จะต้องไปพูดนั้นเป็นงานอะไร ใครจัด ใครฟัง และคาดหวังอะไรจากเรา เพื่อจะได้เตรียมตัวให้ถูกกาลเทศะ ไม่ทำให้ผู้เชิญต้องผิดหวัง เคล็ดลับข้อที่ 2 มั่นใจด้วยสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง คงไม่ดีแน่ถ้าท่านใช้ร่างกายอย่างหักโหม อดหลับอดนอนมาก่อนถึงวันที่จะต้องพูดในที่สาธารณะ หน้าตาที่ทรุดโทรม เสียงที่แหบพร่า และพลังงานที่อ่อนล้าจะทำให้ คุณขาดความมั่นใจไปแทบหมด และสิ่งที่สุดวิสัยอย่างยิ่งคือการเจ็บป่วยกะทันหันก่อนถึงวันงาน ดังนั้น หากจะเอาดีด้านการพูด ก็จงดูแลสุขภาพร่างกายให้ดีอย่างสม่ำเสมอค่ะ เคล็ดลับข้อที่ 3 มั่นใจด้วยการแต่งกายดี เนื่องจากการพูดในที่สาธารณะ หรือไปออกรายการโทรทัศน์ เราจะต้องอยู่ท่ามกลางสายตาของคนหมู่มาก ดังนั้น จงให้ความใส่ใจในรายละเอียดของการแต่งกาย ตั้งแต่การแต่งกายแบบไหนที่เจ้าภาพระบุไว้ในบัตรเชิญ หรือผู้จัดงานต้องการให้แต่งกายตามสีหลักของงาน หรือเข้ากับฉากโทรทัศน์อย่างไรหรือไม่ การพูดของท่านต้องยืนหรือนั่ง(ควรรู้แม้กระทั่งนั่งเก้าอี้แบบไหนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะสุภาพสตรี ที่บางทีใส่กระโปรงคลุมเข่าแบบสุภาพแล้ว แต่ไปเจอโซฟาหรือเก้าอี้ที่นั่งแล้วกระโปรงเลิกขึ้นไปถึงขาอ่อน แบบนี้ก็เสียความมั่นใจ ต้องนั่งกระมิดกระเมี้ยนไปตลอดการพูด) ความสะอาดเรียบร้อยของเสื้อผ้าก็เช่นกัน เพราะเป็นตัวบ่งบอกว่าท่านดูแลตัวเองดีแค่ไหน ส่วนการแต่งหน้าทำผม ก็เป็นองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากๆเพราะ จะทำให้ท่านมั่นใจหรือสูญเสียความมั่นใจก็ได้ เคล็ดลับข้อที่ 4 มั่นใจจากจินตนาการ สู่ความมั่นใจในการพูด อยากให้ผู้พูดที่ประหม่า แข้งขาสั่น เหงื่อแตก มือเย็นไปหมด เวลาที่จะต้องพูดต่อหน้าคนหมู่มาก ใช้จินตนาการเป็นตัวช่วยค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้เพ้อเจ้อ แต่เป็นเคล็ดลับสำคัญของบรรดานักแสดงมืออาชีพ และนักพูดที่มีชื่อเสียงมากมาย หากเราเชื่อว่าเรามั่นใจ หรือแสดงท่าทางที่มั่นใจออกมา ร่างกายของเราจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง และสั่งการให้เรามั่นใจจริงๆ ดังนั้น หากเราเชื่อว่าเราทำได้ เราพูดต่อหน้าคนหมู่มากได้ดี และทุกคนต้องการฟังเราพูด เราก็จะเริ่มต้นพูดจากความรู้สึกเช่นนั้นได้เอง เคล็ดลับข้อที่ 5 มั่นใจจากการฝึกฝนจนชำนาญ เมื่อทำตามเคล็ดลับทั้ง 4 ข้อมาแล้วข้อสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งค่ะ นั่นก็คือการฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน จนเกิดความชำนาญ เพราะไม่มีทักษะความสามารถใดได้มาโดยไม่ฝึกฝน เหมือนคนที่จะฝึกว่ายน้ำให้เป็น มีหนทางเดียวก็คือต้องลงน้ำ จะพูดให้ได้ดี ก็เช่นกัน เราต้องฝึกพูด และหาโอกาสพูดต่อหน้าคนหมู่มากอยู่เสมอนั่นเองค่ะ

การสร้างความมั่นใจและแก้ไขความประหม่า

การสร้างความมั่นใจและแก้ไขความประหม่า

เมื่อผู้พูดขาดความมั่นใจ ก็มักจะมีอาการประหม่า หรือตื่นเวทีปรากฏออกมาให้เห็น เราไม่สามารถทำให้ความรู้สึกประหม่าหายไปได้โดยเด็ดขาด แต่เราอาจจะควบคุมไว้ ทำให้ ลดน้อยลงได้ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง โดยพิจารณาถึงเหตุผล การหาประสบการณ์ การสร้างความอดทน การเตรียมเรื่องมาอย่างดี และการหาอุปกรณ์ประกอบการพูด เป็นต้น สาเหตุของความประหม่า 1. มองเห็นจุดอ่อนของตนเองมากเกินควร ย่อมทำให้เกิดความวิตกกังวลมาก ไม่กล้าแสดงตนต่อหน้าคนอื่น เมื่อเกิดความไม่กล้า ความประหม่าก็เกิดตามมาทันที 2. เกิดความขัดแย้งภายในตนเอง มีผลทำให้เกิดความว้าวุ่นใจ หรือวิตกกังวล จนกลายเป็นความประหม่า เวลาที่จะไปพูดในโอกาสสำคัญ ๆ ก็ปรารถนาจะประสบความสำเร็จ ในการพูด ต้องการพูดให้ดี ให้คนฟังสนใจและพอใจ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความกลัวว่าการพูดนั้นจะล้มเหลว คนฟังจะเบื่อ ไม่ได้รับประโยชน์ หรือหัวเราะเยาะในใจเอาได้ เหล่านี้ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในตนเองขึ้น 3. วาดภาพในใจไว้อย่างผิด ๆ ผู้พูดบางคนวาดภาพไว้ว่า ผู้ฟังที่ตนจะไปพูดนั้นคงจะฟังอย่างเพ่งเล็ง คอยจับผิดทุกคำพูด หากตนพูดอะไรผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจะถูกนำไปวิพากวิจารณ์อย่างมาก ทำให้เกิดความหวาดกลัวจนกลายเป็นความประหม่าตื่นเต้นได้ วิธีการแก้ไขความประหม่าตื่นเต้นไม่ให้เป็นอุปสรรคแก่การพูด ข้อปฏิบัติเพื่อเอาชนะความประหม่าเวทีให้ได้ผล และสร้างความมั่นใจในตนเอง มีวิธีปฏิบัติดังนี้ 1. เตรียมซ้อมเรื่องที่จะพูดมาให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ใช่ท่องจำทุกคำพูด ทว่าเป็นการแม่นยำในเนื้อหาสาระ และมีความคล่องตัวพอที่จะพูดให้ได้เนื้อหาสาระดังกล่าว 2. ให้ความสนใจในเรื่องราวที่เราจะพูดให้มากพอ เพ่งความสนใจให้ออกไปจากตัวเรา อย่าเพ่งความสนใจมาที่ตัวเราเองให้มากนัก 3. หาข้อมูลเกี่ยวกับคนฟังให้มากพอ เพื่อจะได้ดัดแปลงเรื่องที่เราพูดให้เหมาะสม กับคนฟังให้มากที่สุด 4. ขณะที่พูด พยายามพูดกับคนฟังให้ทั่วถึง ยิ่งจับตาคนฟังให้ทั่วถึงมากเพียงไร ความกลัวก็จะหายไป 5. พยายามทรงตัวให้ดีขณะที่พูด การทรงตัวที่สมดุลย์ จะทำให้ผู้พูดรู้สึกมั่นใจขึ้น 6. ตั้งใจให้มั่นคงเสมอว่า เราจะพยายามพูดให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งที่สุด เท่าที่จะทำได้ เมื่อความตื่นเต้นหายไป ร่างกายของเราก็จะรู้สึกปลอดโปร่ง เกิดความมั่นใจที่จะช่วยเสริมสมรรถภาพในการพูดได้อย่างดียิ่ง

การสร้างความเชื่อมั่น

การสร้างความเชื่อมั่น

การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ทำงานทุกท่าน เพราะกล่าวได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งอิทธิพลให้คนผู้นั้น มีบุคลิกที่โดดเด่น และ แตกต่างจากคนอื่นๆ ในกลุ่ม ดังที่เราจะเคยเห็นว่า ทำไมคนบางคน ถึงดูมีความมั่นใจ และ ดูดี ทำให้ ทำอะไรๆ ก็ดูดี แต่เราพูดเฉพาะคนที่มีความเชื่อมั่น และ ความมั่นใจในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะ ยังมีหลายๆคนที่ดูเหมือนจะมีความมั่นใจมากเกินไป จนกลายเป็นโอ้อวด ในสายตาผู้อื่น แทนที่จะดูดี น่าเกรงขาม กลายเป็นดูแย่ และ ตลก ไปเสียได้ ดังนั้น การสร้างความเชื่อมั่น และ สร้างบุคลิกที่ดีแก่ตนเองนั่น เราเองเป็นผู้ที่สามารถฝึกและดูแลตนเองได้ดีมากกว่า สถาบันฝึกสอบบุคลิกภาพไหนๆเสียอีก เพราะว่า สถาบันหลายๆที่ มักจะสอนในแบบของหุ่นยนต์ หรือ ดูเกินจริงไปนิด ทำให้หลายๆคน ไม่กลายเป็นแข็ง ก็กลายเป็นระวังตัวมากจนเกินไป การสร้างความเชื่อมั่น และ บุคลิกที่ดีแก่ตนเอง พื้นฐานเราเองต้องมีความรักในตนเองเป็นพื้นฐานเสียก่อน รู้จักตนเองดี เพราะว่า จิตแพทย์ ชื่อดัง อย่าง อาจารย์ วิทยา นาควัชระ ได้กล่าวไว้ว่า นอกจากสาเหตุด้านกรรมพันธุ์แล้ว (พ่อ แม่ ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่เชื่อมั่น ก็ย่อมถ่ายทอดให้แก่ลูกได้) ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก หลายประการเช่น การขาดความภูมิใจในความเป็นมนุษย์ ตั่งแต่เด็กๆ อาจจะมาจากการอบรมเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องเช่น พ่อแม่ติชมลูกไม่ถูกกาลเทศะ ชมมากไปก็ไม่ดี เด็กไม่ภูมิใจ ตำหนิมากไปก็ลืมมองความดีของลูก พยายามหาแต่ข้อไม่ดีมาตำหนิ เกิดการหมดกำลังใจหมดความภูมิใจ เมื่อเติบโตก็จะทำให้กลายเป็นคนขาดความเชื่อมั่น ความรักในตนเอง ประการที่สอง การคิดดูถูกตนเองว่าเป็นคนไม่ดี ไม่เก่ง ซึ่งมาจากนิสัยที่ชอบโทษตัวเอง ประจานตัวเอง และ ลงโทษตัวเองตลอดเวลา เมื่อมีเหตุการณ์ผิดพลาด หรือ ไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิต ประการที่สาม มีลักษณะของการถูกข่มขู่มาตั่งแต่เด็กๆ ทำให้ไม่มีโอกาสได้แสดงออก หวาดกลัว การโดนว่า รังแก ทั้งทางตรง และ ทางอ้อม ย่อมส่งผลให้ผู้นั้น มีอาการไม่มั่นใจ และ ไม่เชื่อมั่นในตนเองได้ ประการที่สี่ คือ มีนิสัยชอบเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น คิดว่า คนอื่น เก่งกว่า สวยกว่า หล่อกว่า หรือ ดีกว่า มักจะมองหาปมด้อยแก่ตนเอง เพื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆอยู่เสมอ นานๆเข้ากลายเป็นคนชอบนินทาว่าร้ายคนอื่น และ ขี้อิจฉา ประการที่ห้า คือ การที่มีข้อ หรือ ปมด้อย ที่ตนเองคิดว่า คนอื่นจะรู้หรือสังเกตเห็นได้ ทำให้ไม่สบายใจ หรือไม่มั่นใจ เช่น คิดว่า ตัวเองผิวคล้ำดำ ไม่สวย คนอื่นจะต้องเห็นว่าตัวเองตัวดำ ดูตลก ทั้งๆที่คนอื่นไม่คิด ตัวเองก็จะคิดไปก่อน ทำให้หมดความมั่นใจในตนเองได้ สำหรับ การสร้างความเชื่อมั่น และ สร้างความมั่นใจให้แก่ตนเอง คุณไม่จำเป็นต้องไปฝึกอบรม พัฒนาบุคลิกภาพ มากกว่า การพัฒนาจิตใจภายในของตัวคุณเสียก่อน หรือ เรียกกันว่า จิตใต้สำนึกให้ได้เสียก่อน หลังจากนั้น เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะรักตนเอง และ รู้สึกดีกับตนเองแล้ว การที่คุณไปเข้าการฝึกอบรมต่างๆที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพย่อมส่งผล ประโยชน์สูงสุดให้คุณพัฒนาได้อย่างเป็นตัวคุณเอง มากกว่า เป็นรูปแบบของมนุษย์หุ่นยนต์หรือ แสแสร้ง รู้จักตนเอง คนเรานี้แปลก บางคนรักที่จะเรียนรู้คนอื่น อยากรู้อยากเห็นคนอื่นว่าเป็นยังไง บ้างคน ชื่นชอบดาราบางคนมากขนาดที่รู้จักดาราคนนั้นได้ดี ละเอียดยิบ ชนิดที่ว่า ดาราผู้นั้น ยังไม่รู้จักตนเองได้ดีเท่า ถ้าเราใช้นิสัยนั้นมาเรียนรู้ตนเองแทนที่จะไปสนใจคนอื่น รับรองได้ว่า เราจะรู้ว่า เรานั้น เป็นอย่างไร มีจุดดีจุดด้อยอย่างไรบ้าง เพื่อพยายามหาทางแก้ไขข้อบกพร่อง และ ส่งเสริมจุดเด่นของเรา การรู้จักตนเอง ไม่เพียงรู้จักแต่นิสัยที่แท้จริงของเรา แต่เราต้องรู้ให้ลึกขนาดที่ว่า อะไรที่ทำให้เรารู้สึกดี อะไรที่ทำให้เรารู้สึกแย่ และ อวัยวะส่วนไหนของเราที่ดูดี และ อวัยวะส่วนไหนที่เราไม่ค่อยมั่นใจ เพราะอะไร ถ้าเราเรียนรู้ตนเอง และ เข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ราจะรัก และ พยายามเป็นตัวของตนเอง ในรูปแบบที่เราชื่นชอบอย่างแท้จริง ความกล้าหาญ รู้จักกล้าที่จะรับผิดชอบในสิ่งต่างๆที่ทำ กล้าที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง และ กล้าที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ รวมถึง ความกล้าในสิ่งที่ถูกต้อง เช่น กล้าพูด กล้าทำ และ กล้าคิด เผอิญอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต กล้ารับผิดชอบหน้าที่การงาน และ ทำให้ดีที่สุด ถ้าฝึกได้ดังนี้ เราเองจะภูมิใจในตนเอง ที่ละนิด และ ในที่สุด เราจะเคารพตัวเราเอง และ เรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตนเอง เพิ่มพูนทักษะที่จำเป็น อันนี้เป็นผลพ่วงจากการรู้จักตนเอง ว่า อะไรที่เป็นจุดด้อยของเรา และ เราต้องเรียนรู้สิ่งใดเพิ่มเติม เพื่อแก้ไข และ สร้างความมั่นใจให้แก่ตนเอง ก็จะทำให้เราเรียนรู้ที่จะแก้ไข และ สุดท้าย เราก็จะมั่นใจในตนเอง และ ยังทำให้เราภูมิใจในตนเองมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เราจำเป็นต้องศึกษา หาความรู้ ฝึกฝน ให้รู้ และเชี่ยวชาญ เพราะการยิ่งเรียนรู้มากก็ยิ่งมีความรู้มาก เมื่อมีความรู้มากก็มีคนให้คำแนะนำปรึกษามากขึ้น มีคนนิยม เชื่อถือมากขึ้น นิยมความสำเร็จ ความเชื่อมั่นก็เหมือนกับไฟชีวิตที่ทำให้เรามีพลังในการทำสิ่งต่างๆ กระตือรือร้น และ มีทัศนคติที่ดีในการทำสิ่งต่างๆ อย่างไรก็ตาม ไฟก็อาจจะมอดได้เป็นบางครั้ง ดังนั้น การเพิ่มเชื้อไฟให้แก่ตนเองเป็นระยะจะทำให้เรามีพลังในชีวิตได้ตลอดเวลา การเป็นคนนิยมความสำเร็จ จะทำให้เราตั้งใจทำสิ่งต่างๆด้วยความตั้งใจ และ อยากทำให้ดีที่สุดนั่นเอง เชื้อไฟที่ดีที่สุดในการทำให้ไฟในชีวิตลุกโชนมากขึ้น ก็คือ การประสบความสำเร็จในการทำสิ่งต่างๆ แม้นกระทั่งคำชมเชยจากหัวหน้า เพื่อน หรือ คนในครอบครัว ก็สามารถทำให้เรามีความสุข และ มีพลังในการทำสิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การติดในคำชื่นชม ก็ไม่เป็นการดีต่อตนเอง ดังนั้น เราควรเป็นคนที่รู้จักเลือกในการได้รับคำชมจากคนที่ดีพอ หรือ คนที่ดีอย่างแท้จริง มากกว่า จะต้องการให้ทุกคนชื่นชม เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น แทนที่เราจะเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเอง จะกลายเป็นว่า ไม่มีความมั่นใจในตนเองมากกว่า ดังนั้น จงฉลาดเลือกการได้รับคำชมจากคนที่มีคุณค่า และ ดีพอเท่านั้น เพราะ ความจริงแล้ว ถ้าเราทำอะไรสำเร็จ แม้นจะเป็นเรื่องเล็กๆ เช่น การแก้นิสัยเกียจคร้านของตนเองได้ เราเองก็จะภูมิใจในตนเองได้โดยไม่ต้องให้คนอื่นชื่นชมก็ได้ และ เราก็สามารถมีกำลังใจ ทำการใหญ่ๆ ให้สำเร็จได้ง่ายมากขึ้น เป็นคนชอบการแก้ไขมากกว่าบ่น หรือ ท้อแท้ เรียนรู้ความจริงว่า ชีวิตย่อมมีอุปสรรค ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สิ่งที่จะทำให้สิ่งต่างๆแตกต่างกันออกไป ก็คือ ใครเรียนรู้ที่จะแก้ไขมากกว่าท้อแท้ รวมทั้งปัญหาบางอย่างก็เป็นเรื่องเล็กน้อย ก็ไม่ควรนำมาทำให้เป็นปัญหาใหญ่ของตนเอง…อ่านต่อ

สอนลูกให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม

สอนลูกให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม

โลกศตวรรษที่ 21 คือการเปลี่ยนแปลงสิ่งเดิมให้ดีขึ้นและแย่ลงเมื่อเกิดความผิดพลาด กลายเป็นดาบสองคมสำหรับคนที่ปรับตัวได้ช้า หรือไม่สามารถปรับตัวได้ เด็กที่เกิดในยุคนี้เป็นวัยที่เรียนรู้สิ่งใหม่ แตกต่างจากครอบครัว อาทิ สมัยคุณเป็นเด็ก การเล่นของคุณอาจเป็นขายข้าวแกง หรือเล่นพ่อแม่ลูก ปัจจุบันหลายครอบครัวเลี้ยงเด็ก ๆ ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น การปรับตัวและความคิดของพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญ อย่าตามน้ำกับกระแสสังคมมากไป การเกิดความเปลี่ยนแปลงมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ดังนั้นคุณควรดึงข้อดีมา และนำข้อดีในอดีตมาเช่นกัน ส่วนข้อเสียใช้เป็นบทเรียนให้เด็กได้รู้ แต่ไม่ควรปฏิบัติตาม สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยให้เด็กพัฒนาและก้าวทันโลก สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยให้เด็กพัฒนาและก้าวทันโลกคือ ทักษะชีวิต จิตสำนึก และรู้เท่าทันต่อเทคโนโลยีรอบกาย เพราะการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป สภาวะอารมณ์ที่เครียดง่ายขึ้น ความกดดันจากบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบ อาจทำให้เด็กที่เติบโตเป็นวัยรุ่นเกิดความสับสน และเลียนแบบในสิ่งที่ไม่เหมาะได้ ครอบครัวต้องเป็นหลักให้เขาได้ยึด ให้เขาเปิดใจคุยกับคุณได้ ดีกว่าปล่อยให้เด็กไปปรึกษาเพื่อนอย่างผิดพลาด เพราะเพื่อนของเขาเป็นคนดีก็มี คนไม่ดีก็มีเยอะ สังคมของคนไทยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งสภาพอากาศ ฐานะหน้าที่การงาน จิตใจของคนที่มองตนเป็นหลักแล้ว คุณทำให้เด็กแตกต่างจากคนอื่น ๆ ได้ด้วยการพร่ำสอนความเหมาะสม และไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม ไม่ทำให้ตนเดือดร้อนเช่นกัน ฝึกให้เขารู้จักเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งใด ก็ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นได้ ส่วนสำคัญคือเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวไกล หากเด็กตามทันได้แต่ไม่รู้ความเหมาะสมแล้ว จะกลายเป็นปัญหาที่ปวดใจแก่ครอบครัว ตัวอย่างเช่น กรณีเด็กติดเกม และมีพฤติกรรมเลียนแบบด้านความรุนแรงจากเกม หรือสูญหายจากการติดต่อคนแปลกหน้า และนัดเจอกันโดยที่คุณไม่ทราบ และการรับข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสมจากโลกโซเชียล ความใกล้ชิด สนิทสนม และพูดคุยแลกเปลี่ยนภายในครอบครัว เป็นหนทางที่ช่วยพัฒนาเด็กได้เต็มศักยภาพ และเป็นคนดีของสังคมได้ในยุคศตวรรษที่ 21 เริ่มตั้งแต่เนิน ๆ แล้ว คุณจะหมดห่วงได้ เพราะเขาสามารถต้านทานต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีได้นั่นเอง

ความมั่นใจของลูก1

9 วิธีช่วยทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเอง

เมื่อลูกเป็นเด็กไม่มีความมั่นใจหรืออายที่จะแสดงออก ไม่มีความนับถือในตัวเอง พ่อแม่หลายคนคงไม่อยากเห็นลูกเป็นเช่นนั้นแน่นอน เมื่อคุณเห็นว่าลูกขาดความเชื่อมั่น คุณต้องหาวิธีดึงความเชื่อมั่นในตัวเองของลูกออกมาให้ได้ โดยใช้วิธีการต่างๆเหล่านี้… 1. รับรู้ความรู้สึกของลูก หากลูกของคุณเหมือนมีปัญหาอะไรในใจ คุณควรพร้อมจะรับรู้และพร้อมแชร์ความรู้สึกนั้นๆกับลูกด้วยค่ะ 2. ช่วยเปิดความคิดความเชื่อมั่นให้กับลูก เด็กบางคนอาจจะมีความเชื่อมั่นบางอย่างที่เป็นสิ่งที่ไม่ควร หรือไม่สามารถทำให้เป็นไปตามนั้นได้ คุณควรเปิดความคิด หรือ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแบบใหม่ให้ลูกเดินไปในทางที่ดีขึ้นได้ค่ะ 3. ห้ามเปรียบเทียบเด็ดขาด การเปรียบเทียบความดีของเด็กแต่ละคนเป็นเรื่องเลวร้ายมาก เด็กจะขาดความเชื่อมั่นและการนับถือตัวเองทันที 4. สอนลูกคิดบวก พยายามสอนความคิดเชิงบวกให้ลูก ถ้าลูกเชื่อมั่นว่าลูกสามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างให้ดีขึ้นได้ หรือ เชื่อว่าตัวลูกสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ ก็จะทำให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตัวเองได้ค่ะ 5. กล่าวคำชื่นชม คุณควรกล่าวคำชื่นชมเมื่อลูกทำเรื่องที่ถูกต้องหรือทำเรื่องดีๆ ทั้งตอนที่อยู่ในบ้าน หรือตอนอยู่กันเยอะๆ ในเครือญาติหรือผู้ใหญ่คนอื่นๆ จะทำให้ลูกรู้สึกดี และมีความนับถือในตัวเองมากขึ้น 6. แสดงความรักให้ลูกเห็นเสมอ ทำให้ลูกเห็นว่าคุณรักลูกมากแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าลูกจะอยู่ในช่วงเวลาที่ดีหรือไม่ดี หรือ อาจทำเรื่องผิดพลาด พยายามทำให้ลูกรู้สึกว่าลูกยังมีคุณอยู่ด้วยเสมอค่ะ 7. สอนให้ลูกรู้จักช่วยงานในบ้าน ให้ลูกช่วยงานบ้านบางอย่าง เช่น เอาขยะไปทิ้ง ทำความสะอาดโต๊ะกินข้าว เด็กๆจะมีความรับผิดชอบมากขึ้น และรู้สึกว่าผู้ใหญ่ไว้ใจให้ทำหน้าที่สำคัญ เด็กๆจะทำได้ดีค่ะ 8. ร่วมดีใจในสิ่งที่ลูกทำได้ อย่างเช่น เมื่อลูกขี่จักยานได้ครั้งแรก เมื่อคุณแสดงความดีใจไปกับลูกด้วย ลูกจะรู้สึกมีความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ค่ะ 9. เป็นแบบอย่างที่ดีและถูกต้องให้กับลูก ไม่ว่าคุณจะสั่งสอนลูกมากแค่ไหน ก็ไม่เท่ากับการที่คุณปฏิบัติให้ลูกเห็น คุณควรเป็นตัวอย่าง เป็นแนวทางที่ดีให้กับลูกด้วยนะคะ

พัฒนาบุคลิกภาพ1

การพัฒนาบุคลิกภาพ เสริมสร้างความมั่นใจ

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันการพัฒนาบุคลิกภาพของตัวเราเองให้ดูดีและเป็นที่ยอมรับของสังคมนั้น เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเพราะหน้าที่การงาน ความรัก หรือแม้กระทั่งสังคมโดยทั่วไปก็ชอบคนที่ดูดี แต่ การพัฒนาบุคลิกภาพ ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แค่เพียงการแต่งตัวให้สวยงามเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจิตใจ และอุปนิสัยต่าง ๆ ที่ต้องทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพสังคม คำว่า “บุคลิกภาพ” หมายถึง คุณลักษณะต่าง ๆ ที่แสดงออกมาทางร่างกาย โดยสะท้อนซึ่งความนึกคิดของคนนั้น ๆ ออกมาโดยอาจจะสร้างความประทับใจหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการแสดงออกนั้นจะเหมาะสมกับสถานที่และช่วงเวลาหรือไม่ การพัฒนาบุคลิกภาพ การพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก คุณสามารถทำได้โดยง่ายเพียงแค่เข้าใจและรู้จักเลือกใช้สิ่งของเสื้อผ้าเครื่องประดับต่าง ๆ ให้เหมาะสม รู้ว่าสถานที่ใดใครใส่อะไร สถานที่ใดไม่ควรใส่อย่างไร รวมถึงการสำรวมคำพูดให้เหมาะสมอยู่เสมอ ด้านการแต่งกาย คุณไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าราคาแสนแพง แต่แต่งกายให้เหมาะสมกับโอกาสในชุดเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อยเพียงแค่นี้คุณก็ดูดีได้แล้ว ด้านกิริยาท่าทางการพูด คุณควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของสถานที่ สถานะ และคิดถึงคำพูดที่คุณกำลังพูดออกไป โดยให้นึกเสมอว่า คนที่คุณกำลังจะพูดอยู่นั้นคือตัวคุณอีกคน คุณจะได้พิจารณาได้ว่าคำพูดที่คุณจะพูดนั้นสมควรแก่การพูดหรือไม่ คำพูดจริงใจแต่ผ่านสำนวนแข็งกร้าวก็อาจจะกลายเป็นคำพูดดูถูกแทนการให้กำลังใจได้เช่นเดียวกัน อย่าสักแต่พูดออกไปแต่จงพิจารณาในคำพูดอย่างมีสติเสมอจะช่วยให้การเข้าสังคมของคุณจะมีมิตรมากกว่าศัตรู รูปร่างหน้าตา แม้เป็นส่วนที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่ก็สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ การเริ่มต้นดูแลตั้งแต่การกินอยู่บริโภคอาหารอย่างเหมาะสม พักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเพียงพอก็จะช่วยให้คุณดูดีขึ้นได้มากเลยทีเดียว ในกรณีที่คุณไม่มีปัญหาเรื่องการเงินคุณอาจจะเข้าสปาและให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลเรื่องผิวพรรณของคุณ ก็จะช่วยให้หน้าตาและผิวพรรณของคุณดูดีและสดใสอยู่ตลอดเวลาเลยทีเดียว บุคลิกภาพภายในจิตใจที่สะท้อนออกผ่านร่างกาย การพัฒนาบุคลิกภาพภายในนั้นทำได้ยากกว่าการพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก เพราะเป็นการสั่งสมของจิตใต้สำนึกที่อยู่ภายใน แต่การเปลี่ยนแปลงก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลาและความอดทนและความสม่ำเสมอทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับพฤติกรรมที่เราพิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม อีกวิธีที่ช่วยในการพัฒนาบุคลิกภาพภายในได้มากคือ สภาพแวดล้อม ถ้าเราอยู่ในกลุ่มของคนที่ชอบสูบบุหรี่กินเหล้าคงเป็นการยากที่เราจะไม่สูบบุหรี่หรือกินเหล้าได้ ดังนั้นการเปลี่ยนกลุ่มเพื่อน กลุ่มสังคมที่อยู่อาศัย หรือ สถานที่ทำงาน เป็นกลุ่มที่มีคุณภาพที่ดีขึ้นก็จะช่วยให้การปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพภายในของเราทำได้ง่ายยิ่งขึ้น แม้บุคลิกภาพภายนอกจะเป็นสิ่งที่คนเรามองเห็นเป็นอันดับแรกเสมอ แต่ก็จงอย่าตัดสินใครจากภายนอกเป็นอันขาด จงใช้เวลาของท่านซักนิดเพื่อดูความดีและจิตใจที่งดงามมากกว่าความสวยงามของร่างกาย และการปรับปรุงบุคลิกภาพแต่เพียงภายนอกนั้นเป็นเสมือนเพียงหน้ากาก เสื้อผ้า ของคนเรา หาใช่ตัวตนที่แท้จริงไม่ ดังนั้นการพัฒนาบุคลิกภาพที่แท้จริงคือการยกระดับจิตใจ และ ปัญญาของตัวเองให้สูงขึ้น

กลัวสังคม1

5 สัญญาณบ่งบอก “โรคกลัวการเข้าสังคม” ของลูก

โรคกลัวการเข้าสังคม จะเกิดกับเด็กได้ตั้งแต่ยังอายุน้อย และจะมีอาการเด่นชัดขึ้นในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กต้องมีการเรียนรู้ทักษะทางสังคม หาประสบการณ์ในการพัฒนาตนเองและบุคลิกภาพ แต่เด็กที่มีอาการกลัวการเข้าสังคม คือ ความกลัวต่อการถูกมองหรือถูกประเมินจากคนอื่น เด็กจะวิตกกังวลว่าถ้าตัวเองทำอะไรไม่เข้าท่า หรือผิดพลาดออกไป จะทำให้ตัวเองต้องรู้สึกอาย และกลัวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งจะแตกต่างจากความ “ขี้อาย” เพราะหากเด็กที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคมจะแทบทำอะไรต่อหน้าคนอื่นไม่ได้เลย เกิดความประหม่า และอาจมีอาการทางร่างกายต่าง ๆ ตามมา เช่น เวียนหัว มึนงง ท้องไส้ปั่นป่วน อยากอาเจียน มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก หน้าแดงหรือเกร็งกล้ามเนื้อต่าง ๆ สถานการณ์ที่ทำให้เด็กต้องแสดงอาการของโรคกลัวการเข้าสังคม คือ การที่ต้องออกไปแสดงบนเวที การพูดหน้าชั้น หรือการตอบคำถามในห้องเรียน ซึ่งเด็กที่มีอาการดังกล่าวจะหาวิธีช่วยตัวเองโดยการหลีกหนี และจะทำให้พวกเขาพลาดโอกาสที่จะรู้จักสิ่งใหม่ ๆ รู้จักกับผู้คน หรือการคบเพื่อนในสังคมได้เลย โดยอาการเหล่านี้จะติดตัวไปจนโต และไม่สามารถบังคับตัวเองให้มีความกล้าในการเข้าสังคมได้ จนอาจทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์หรือมีภาวะโรคซึมเศร้าตามมา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าวิตกและน่ากลัว 5 สัญญาณบ่งบอกโรคกลัวการเข้าสังคมของลูก 1.มีความลังเล รู้สึกไม่สบายใจ หรือยอมเป็นผู้ตามเมื่อต้องเป็นจุดสนใจของคนอื่น 2.หลีกหนีการพูดคุย ไม่กล้าแสดงออก ไม่ชอบออกไปพบปะผู้คน หรือแม้แต่การเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ 3.ไม่ชอบสบตา และมักจะพูดพึมพำเสียงเบา ๆ 4.คุยเล่นกับเพื่อนน้อย ชอบแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนอยู่คนเดียว และชอบหาที่เก็บตัว เช่น เข้าห้องสมุด 5.อ่อนไหวกลับคำพูดหรือคำวิจารณ์ต่าง ๆ อย่างมากและกลัวตัวเองขายหน้า กลัวถูกล้อ ซึ่งผลกระทบที่ตามมาสำหรับเด็กที่เข้าข่ายเป็นโรคกลัวการเข้าสังคม อาจทำให้ลูกปฏิเสธการไปโรงเรียน หรือกลายเป็นเด็กที่ไม่ชอบพูดกับใครเลยยกเว้นคนที่คุ้นเคย แก้ปัญหาลูกเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมให้ถูกจุด – หาโอกาสให้ลูกได้เจอกับสังคมที่หลากหลาย เช่น การพาลูกไปงานวันเกิดลูกพี่ลูกน้อง พาไปเล่นกับเพื่อน ๆ กลุ่มต่าง ๆ ตามงานกิจกรรม การสนับสนุนให้ลูกได้ทำกิจกรรมในโรงเรียนแบบง่าย ๆ แต่ไม่ควรผลักดันให้ลูกเข้าไปทำในกิจกรรมที่ใหญ่หรือยาก เพราะหากลูกผิดพลาดอาจได้รับประสบการณ์ที่แย่และไม่กล้าขึ้นอีก – ไม่ควรพูดแทนลูก ในขณะที่ลูกทำท่าอึดอัดหรือตอบช้า เปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้ความกล้าและจังหวะในการพูด – หาวิธีจูงใจเช่นการให้รางวัล หรือให้คำพูดเสริมกำลังใจกับลูก เมื่อลูกกล้าที่จะแสดงออก -พ่อแม่คือตัวอย่างที่ดี ทำให้ลูกเห็นว่าควรวางตัวอย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ -ไม่ควรทำท่าเหนื่อยหน่ายหรือต่อว่าลูก เมื่อลูกไม่สามารถแสดงออกตามที่พ่อแม่ต้องการ แต่ควรแสดงความเข้าใจลูก ให้กำลังใจ และคอยส่งเสริมให้ลูกได้ลองทำในโอกาสหน้า แม้ดูเหมือนว่าโรคกลัวการเข้าสังคมจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็มีผลกระทบในหลาย ๆ ด้านต่อตัวเด็กทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน และสังคมที่จะตามมาเมื่อเขาเติบโตขึ้น ซึ่งหากพบว่าลูกมีลักษณะสุ่มเสี่ยงอาการดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่สามารถขอคำแนะนำจากจิตแพทย์เพื่อหาทางบำบัดหรือเยียวยารักษาอาการได้

กลัวสังคม

ผลกระทบของโรคกลัวการเข้าสังคม

ถ้าหากโรคกลัวการเข้าสังคมเป็นอาการผิดปกติทางสุขภาพจิตซึ่งหากใครเป็น ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องสงสัย แล้วมันจะส่งผลกระทบต่ออะไรกัยบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย… ผลกระทบกับชีวิตการงาน และการเรียน 1.ไม่กล้าไปสัมภาษณ์งาน ไม่กล้าแสดงออกในที่ประชุม หรือหน้าชั้นเรียน 2. มีปัญหากับการติดต่อประสานงานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน 3. ลังเลที่จะตัดสินใจรับตำแหน่ง หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4.ไม่มีความสุขและประสิทธิภาพในการทำงาน และการเรียนถดถอย ผลกระทบกับความสัมพันธ์ 1. มีปัญหาในการสานสัมพันธ์ รูปแบบเพื่อนหรือคนรัก คบไม่ได้นาน 2.ไม่กล้าเปิดใจรับใครเข้ามา 3.ไม่กล้าแชร์ความคิดเห็นร่วมกับบุคคลอื่น ผลกระทบกับชีวิตประจำวัน 1. เสียโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทำให้ไม่ได้พัฒนาตนเองอย่างที่ควร 2. พลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิต ขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว กลายเป็นคนโลกแคบได้

มั่นใจในตัวเอง

10 วิธีสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง

การสร้างความมั่นใจในตนเอง เป็นการผสมกันระหว่างความสามารถของตนเองและความภาคภูมิใจในตนเอง และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ ความสามารถของตนเองเป็นความรู้สึกจากภายใน หรือเป็นความเชื่อที่ว่าตลอดชีวิตของเรา ดังนั้นเราจึงได้นำ 10 วิธีสร้างความมั่นใจให้ตัวเองมาให้ได้ลองทำกัน จะทำอย่างไรบ้างนั้นไปดูกันเลย… 1. ขจัดทัศนคติที่ไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองออกไปซะก่อน ลองหาเหตุผลที่ทำให้ความคิดเหล่านั้นดูไม่น่าเชื่อถือ หรือดูไม่เป็นความจริง 2.จงอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงาน เรื่องเรียน หรือทักษะต่างๆ เพราะขาดหน้าตาคนเรายังเกิดมาไม่เหมือนกันเลย ทักษะ ความคิด สติปัญญา ก็คงจะยากที่จะเหมือนกัน ทำสิ่งที่คิดว่าทำแล้วดีที่สุดก็จงทำเลย อย่าลังเล 3. ลองพูดคุยถึงเรื่องเพื่อนๆหรือเรื่องความรักให้คนอื่นฟัง ฝึกฝนไปเรื่อยๆทุกๆวัน แบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องกลัวว่าไม่มีคนสนใจจะฟังเรื่องของเรา แค่คิดว่า เราเพียงต้องการแก้ไขปัญหาจากรากคือความไม่กล้าแสดงออก จงหัดที่จะแสดงออกออกมาบ้าง ไม่ช้ามันก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง แล้วประสบการณ์จะสอนให้เรารู้ว่า เวลาไหนควรพูดเรื่องอะไร 4. จำไว้ว่าไม่มีใครเหมาะสมหรือดีพร้อมไปซะทุกอย่าง แม้แต่คนที่มั่นใจมากที่สุดเชื่อเถอะว่าต้องมีบางสถานการณ์ในชีวิตที่รู้สึกลังเล แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า คนที่เคยมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมก็สามารถขาดความมั่นใจเอาได้ง่ายๆ คนที่ไม่มีความมั่นใจก็สามารถกลับมาเป้นคนที่มีความมั่นใจได้อีกครั้งเหมือนกัน 5 .ระบุความสามารถของเรา ในด้านที่คิดว่าเด่นกว่าคนอื่นๆ หรือลองพยายามที่จะค้นพบ สิ่งที่คุณเป็นหนึ่งในด้านใดด้านหนึ่ง หรืออาจเน้นที่พรสวรรค์ที่เรามีอยู่แล้ว จงเรียนรู้ที่ จะนำความภาคภูมิใจในตัวเองออกมา ให้เครดิตตัวเองเพื่อความสำเร็จ คุมสติอารมณ์ ทำในสิ่งที่เราสนใจ ศิลปะ ดนตรี หรือ เขียนเพื่อ แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง คนเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความสามารถเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป เราสามารถค้นหาความสามารถเหล่านั่นไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น 6. ขอบคุณสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว แม้ว่าบางครั้งมันอาจจะไม่มั่นคง และ ความไม่แน่นอนในตนเอง หรือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ลองคิดทบทวนความต้องการทางอารมณ์, โชค หรือ เงิน. โดยที่ยอมรับ สิ่งที่คุณมีอยู่สามารถต้องต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองได้ เช่น ความไม่เพอร์เฟก และ ไม่สบอารมณ์หรือไม่พอใจ ต้องมีจิตใจสงบมากกว่าทรัพย์สินทางโลก เพียงแค่เราสามารถควบคุมตัวเองได้ นั่นก็หมายความว่าคุณจะเหนือกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวแล้ว 7 .หัดมองโลกในแง่บอกเข้าไว้ แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะขัดใจหรือเข้าใจผิดกับคนอื่นแต่ให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง และ พูดในแง่บวกเกี่ยวกับความก้าวหน้าในอนาคตของเราและเมื่อทำเช่นนี้สภาพ จิตใจของเราจะสามารถมองแง่บวกได้ไม่ยาก 8. การยอมรับการคอมเม้นของคนอื่นก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เราปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ลองใช้หัวใจและสมองของเราคิดให้ดีๆว่าสิ่งที่เค้าคอมเม้นเรานั้นเป็นสิ่งที่ถูกหรือไม่ เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ตัว อย่าลืมกล่าวคำ”ขอบคุณ”คนที่วิจารณ์เรา และยิ้มอย่างภาคภูมิใจว่า อย่างน้อยเราก็เป็นคนที่มีคนสนใจ 9 .มองผ่านในกระจกและยิ้มให้กับตัวเองดูเพราะว่าตามทฤษฎีแล้วหน้าของเราเป็นสิ่งแรกที่จะแสดงอกว่าเรามีความมั่นใจในตัวเองแค่ไหน ทุกๆครั้งที่สีหน้าเราแสดงออกมันเป็นเหมือนข้อความที่ส่งมาจากสมอง และหากเราฝึกยิ้มอย่างมั่นใจบ่อยๆอาจช่วยให้ความมั่นใจในหัวสมองเราเพิ่มมากขึ้น กระจกสามารถช่วยเพิ่มทักษะในการสื่อสารของเราได้ ลองทำดูซิ 10. แกล้งทำเป็นว่าเรามั่นใจในตัวเองบ่อยๆ ทำให้คนอื่นที่มองมารู้สึกว่า คุณเป็นคนมั่นใจ แล้วตัวเราเองก็จะเชื่อมั่นในตัวเองได้

การเข้าสังคม1

18 เทคนิคการเข้าสังคมแบบง่ายๆ

ในยุคที่สื่อเทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อชีวิตเรานี้ อาจทำให้หลายคนมีปัญหาในการเข้าสังคมแล้วคุณรู้มั้ยว่าสาเหตุที่แท้จริงของปัญหานั้นคืออะไร และคุณควรจะแก้ยังไง? 1. สบตากับคู่สนทนา การสบตาผู้พูดหรือผู้ฟัง จะสร้างความมั่นใจกับคุณมากกว่าการแสดงออกทางพฤติกรรม ทั้งยังแสดงถึงความจริงใจที่คุณมีต่อคู่สนทนาด้วย 2. เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า Basil Chiasson แนะนำว่า เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าจนกว่าการสนทนาจะจบลง มองไปที่ผู้พูดและให้ความสนใจ หยุดทำเรื่องส่วนของคุณ และอย่าขัดจังหวะ 3. เรียกชื่อแทนสรรพนาม เมื่อคุณทักทายใครสักคนด้วยการเรียกชื่อ พวกเขาจะรู้สึกดีกว่าการใช้คำสรรพนามแทน แต่ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องการจำชื่อ ให้ลองใช้วิธีเขียนชื่อพวกเขากับใบหน้าที่ทำให้คุณจำง่าย ประมาณ 2-3 ครั้ง คุณจะจำชื่อพวกเขาได้อย่างขึ้นใจ 4. ยิ้ม คุณอาจไม่รู้ว่าการยิ้มนั้นมีพลังมาก เวลาที่มีคนพูดแล้วคุณยิ้ม หัวเราะ หรือแสดงสีหน้าตามเรื่องที่พวกเขาพูด มันเป็นการสะท้อนว่าคุณให้ความสนใจโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ เช่นเดียวกัน หากคุณอยากให้คนสนใจเรื่องที่คุณพูด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ลองใช้ภาษาท่าทางประกอบ มันจะทำให้คนฟังสนใจอย่างเป็นธรรมชาติไปเลย 5. การจับมือให้แน่นเวลาทักทาย เวลาที่คุณทักทายใครสักคนด้วยการจับมือ อย่าจับแน่นเกิน หลวมเกิน และอย่าทำเป็นเล่น แต่ควรจะกำแน่นแบบพอดี เพราะนั่นแสดงถึงความจริงใจ และทำให้อีกฝ่ายประทับใจคุณได้ง่ายๆ จากการจับมือนี่แหละ 6. เป็นผู้ฟังที่ดี เป็นคนรับฟังมากกว่าพูด สมาชิก Quora ที่ใช้ชื่อ Mark Bridgeman บอกว่า “เรามี 2 หู 1 ปาก ดังนั้นเราควรที่จะฟังมากกว่าพูด” 7. อย่าฟังอย่างเดียว ควรมีความกระตือรือร้นในการฟังด้วย คุณสมบัติของผู้ฟังที่ดีนั้น ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนต่อไปนี้คือ ฟัง ตีความ ประเมินค่า และตอบสนองกับสิ่งที่ได้ฟัง หมายความว่าคุณต้องตั้งใจฟัง แปลความหมายสิ่งที่ได้ยินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วประเมินค่าเพื่อหาข้อสรุป สุดท้ายให้การเสนอแนะ เพื่อให้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่คุณได้ยินมา 8. ให้ความสนใจคนอื่น เวลาที่คุณพูดพยายามถามคำถามปลายเปิด เพื่อให้เปิดให้คนอื่นได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งการทำแบบนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณให้ความสนใจผู้อื่น ที่สำคัญคือคุณจะได้สิ่งใหม่ๆ จากพวกเขาเหล่านี้ด้วย 9. รู้วิธีการยอมรับคำชม บางทีการยอมรับคำชมอาจเป็นเรื่องอึดอัดใจนิดหน่อย ในกรณีที่คุณไม่ชอบการยกยอ แต่อย่าเพิ่งรีบตอบว่า “ขอบคุณ คุณก็เช่นกัน” เพราะนั่นจะทำให้คุณดูเหมือนประหม่าและเข้าสังคมไม่เป็น สิ่งที่ควรจะพูดเมื่อมีคนชมคือ “คุณทำได้ดีกว่าฉันถึง 10 เท่าเลย” หรือ “ทุกอย่างต้องขอบคุณคุณนั่นแหละ” หรือ “ขอบคุณค่ะ/ครับ ฉันรู้สึกดีมากที่ได้ยินแบบนั้น” หรือ “ขอบคุณ มันเป็นอะไรที่ดีมาก” 10. ถ้ามีใครขัดจังหวะ บอกให้เขาทำต่อไปอย่างสุภาพ แน่นอนว่าเวลาที่คุณพูดอยู่ อาจจะมีใครสักคนเกิดความสงสัยและถามขึ้นมาทันที ในฐานะคนพูดอย่าปล่อยให้มันเลยผ่าน หรือรอจนกว่าจะถึงเวลาถาม แต่ให้คุณตอบคำถามนั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณใส่ใจคนฟัง 11. อย่าติคนอื่น การติชมเกิดขึ้นได้เสมอในสังคม หากใครก็ตามมาติจนทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจ อย่ารับมัันมาใส่ใจ แต่ให้ใช้ความอดทนและพูดในเรื่องของคุณต่อไป เช่นเดียวกัน หากคุณเป็นคนพูดก็อย่าไปติคนอื่นในทางที่ไม่ดี 12. พูดแต่เรื่องดีๆ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะพูดในสังคมได้ Joe Cassandra ได้แนะนำเทคนิคการพูด ดังนี้ ก่อนที่จะไปพูดให้ลองลิสหัวเรื่องสัก 20 เรื่อง แล้วเลือกเรื่องที่ดีที่สุด คือหมายถึงว่า เรื่องนั้นต้องทำให้คนฟังยิ้ม หัวเราะ หรือมีความสุข 13. ถามคำถามเฉพาะ การถามคำถามเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่าถามเพื่ออีกฝ่ายจนมุม แต่เป็นการถามเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้รู้ความคิดของอีกฝ่าย และมีโอกาสสูงมากที่คุณจะได้ความรู้ใหม่ๆ จากคำถามเหล่านี้ 14. ควรมีการถ่อมตัวเล็กน้อย อย่าทำตัวเหมือนเก่งหรือมั่นใจไปซะทุกอย่าง อะไรที่ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ หรืออะไรที่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัดก็พูดออกมาตามตรง เพื่อเป็นการแสดงถึงความจริงใจของคุณ 15. อย่าด่วนสรุป ทุกครั้งที่คุณคุยกับใครสักคน อย่าเพิ่งตัดไปที่ตอนจบของเรื่อง เพราะนั่นจะเป็นการปิดกั้นตัวเอง ที่สำคัญเป็นการไม่ให้เกียรติอีกฝ่ายด้วย ดังนั้นควรจะให้บทสนทนาค่อยๆ ไหลไปตามธรรมชาติ 16. ใช้ภาษากาย คำพูดเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ใช้ในการสื่อสาร แต่การใช้ภาษากายต่างหากที่จะทำให้การสื่อสารสมบูรณ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโทนเสียง การขยับร่างกาย สิ่งเหล่านี้มักจะส่งผลดีต่อการสนทนาเสมอ 17. ข้ามบทสนทนาที่ไม่สำคัญ เราอาจจะไม่มีประสบการณ์เหมือนกัน แต่เรามีความสุขเหมือนกัน ดังนั้นหากคุณอยากเป็นเพื่อนกับใครสักคน ควรเลือกคุยเรื่องคุณกับเขามีความสนใจเหมือนกัน หรือมีอารมณ์ร่วมกัน เรื่องไหนที่คิดว่าเป็นความสนใจเฉพาะก็ควรข้ามไป 18. ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม ทุกครั้งที่มีการพูดคุยเป็นกลุ่ม ดูให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้ละเลยใครคนใดคนหนึ่งและหาวิธีที่จะทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับการสนทนาของกลุ่ม