กลัวสังคม1

5 สัญญาณบ่งบอก “โรคกลัวการเข้าสังคม” ของลูก

โรคกลัวการเข้าสังคม จะเกิดกับเด็กได้ตั้งแต่ยังอายุน้อย และจะมีอาการเด่นชัดขึ้นในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กต้องมีการเรียนรู้ทักษะทางสังคม หาประสบการณ์ในการพัฒนาตนเองและบุคลิกภาพ แต่เด็กที่มีอาการกลัวการเข้าสังคม คือ ความกลัวต่อการถูกมองหรือถูกประเมินจากคนอื่น เด็กจะวิตกกังวลว่าถ้าตัวเองทำอะไรไม่เข้าท่า หรือผิดพลาดออกไป จะทำให้ตัวเองต้องรู้สึกอาย และกลัวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งจะแตกต่างจากความ “ขี้อาย” เพราะหากเด็กที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคมจะแทบทำอะไรต่อหน้าคนอื่นไม่ได้เลย เกิดความประหม่า และอาจมีอาการทางร่างกายต่าง ๆ ตามมา เช่น เวียนหัว มึนงง ท้องไส้ปั่นป่วน อยากอาเจียน มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก หน้าแดงหรือเกร็งกล้ามเนื้อต่าง ๆ สถานการณ์ที่ทำให้เด็กต้องแสดงอาการของโรคกลัวการเข้าสังคม คือ การที่ต้องออกไปแสดงบนเวที การพูดหน้าชั้น หรือการตอบคำถามในห้องเรียน ซึ่งเด็กที่มีอาการดังกล่าวจะหาวิธีช่วยตัวเองโดยการหลีกหนี และจะทำให้พวกเขาพลาดโอกาสที่จะรู้จักสิ่งใหม่ ๆ รู้จักกับผู้คน หรือการคบเพื่อนในสังคมได้เลย โดยอาการเหล่านี้จะติดตัวไปจนโต และไม่สามารถบังคับตัวเองให้มีความกล้าในการเข้าสังคมได้ จนอาจทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์หรือมีภาวะโรคซึมเศร้าตามมา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าวิตกและน่ากลัว 5 สัญญาณบ่งบอกโรคกลัวการเข้าสังคมของลูก 1.มีความลังเล รู้สึกไม่สบายใจ หรือยอมเป็นผู้ตามเมื่อต้องเป็นจุดสนใจของคนอื่น 2.หลีกหนีการพูดคุย ไม่กล้าแสดงออก ไม่ชอบออกไปพบปะผู้คน หรือแม้แต่การเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ 3.ไม่ชอบสบตา และมักจะพูดพึมพำเสียงเบา ๆ 4.คุยเล่นกับเพื่อนน้อย ชอบแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนอยู่คนเดียว และชอบหาที่เก็บตัว เช่น เข้าห้องสมุด 5.อ่อนไหวกลับคำพูดหรือคำวิจารณ์ต่าง ๆ อย่างมากและกลัวตัวเองขายหน้า กลัวถูกล้อ ซึ่งผลกระทบที่ตามมาสำหรับเด็กที่เข้าข่ายเป็นโรคกลัวการเข้าสังคม อาจทำให้ลูกปฏิเสธการไปโรงเรียน หรือกลายเป็นเด็กที่ไม่ชอบพูดกับใครเลยยกเว้นคนที่คุ้นเคย แก้ปัญหาลูกเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมให้ถูกจุด – หาโอกาสให้ลูกได้เจอกับสังคมที่หลากหลาย เช่น การพาลูกไปงานวันเกิดลูกพี่ลูกน้อง พาไปเล่นกับเพื่อน ๆ กลุ่มต่าง ๆ ตามงานกิจกรรม การสนับสนุนให้ลูกได้ทำกิจกรรมในโรงเรียนแบบง่าย ๆ แต่ไม่ควรผลักดันให้ลูกเข้าไปทำในกิจกรรมที่ใหญ่หรือยาก เพราะหากลูกผิดพลาดอาจได้รับประสบการณ์ที่แย่และไม่กล้าขึ้นอีก – ไม่ควรพูดแทนลูก ในขณะที่ลูกทำท่าอึดอัดหรือตอบช้า เปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้ความกล้าและจังหวะในการพูด – หาวิธีจูงใจเช่นการให้รางวัล หรือให้คำพูดเสริมกำลังใจกับลูก เมื่อลูกกล้าที่จะแสดงออก -พ่อแม่คือตัวอย่างที่ดี ทำให้ลูกเห็นว่าควรวางตัวอย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ -ไม่ควรทำท่าเหนื่อยหน่ายหรือต่อว่าลูก เมื่อลูกไม่สามารถแสดงออกตามที่พ่อแม่ต้องการ แต่ควรแสดงความเข้าใจลูก ให้กำลังใจ และคอยส่งเสริมให้ลูกได้ลองทำในโอกาสหน้า แม้ดูเหมือนว่าโรคกลัวการเข้าสังคมจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็มีผลกระทบในหลาย ๆ ด้านต่อตัวเด็กทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน และสังคมที่จะตามมาเมื่อเขาเติบโตขึ้น ซึ่งหากพบว่าลูกมีลักษณะสุ่มเสี่ยงอาการดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่สามารถขอคำแนะนำจากจิตแพทย์เพื่อหาทางบำบัดหรือเยียวยารักษาอาการได้

กลัวสังคม

ผลกระทบของโรคกลัวการเข้าสังคม

ถ้าหากโรคกลัวการเข้าสังคมเป็นอาการผิดปกติทางสุขภาพจิตซึ่งหากใครเป็น ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องสงสัย แล้วมันจะส่งผลกระทบต่ออะไรกัยบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย… ผลกระทบกับชีวิตการงาน และการเรียน 1.ไม่กล้าไปสัมภาษณ์งาน ไม่กล้าแสดงออกในที่ประชุม หรือหน้าชั้นเรียน 2. มีปัญหากับการติดต่อประสานงานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน 3. ลังเลที่จะตัดสินใจรับตำแหน่ง หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4.ไม่มีความสุขและประสิทธิภาพในการทำงาน และการเรียนถดถอย ผลกระทบกับความสัมพันธ์ 1. มีปัญหาในการสานสัมพันธ์ รูปแบบเพื่อนหรือคนรัก คบไม่ได้นาน 2.ไม่กล้าเปิดใจรับใครเข้ามา 3.ไม่กล้าแชร์ความคิดเห็นร่วมกับบุคคลอื่น ผลกระทบกับชีวิตประจำวัน 1. เสียโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทำให้ไม่ได้พัฒนาตนเองอย่างที่ควร 2. พลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิต ขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว กลายเป็นคนโลกแคบได้

มั่นใจในตัวเอง

10 วิธีสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง

การสร้างความมั่นใจในตนเอง เป็นการผสมกันระหว่างความสามารถของตนเองและความภาคภูมิใจในตนเอง และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ ความสามารถของตนเองเป็นความรู้สึกจากภายใน หรือเป็นความเชื่อที่ว่าตลอดชีวิตของเรา ดังนั้นเราจึงได้นำ 10 วิธีสร้างความมั่นใจให้ตัวเองมาให้ได้ลองทำกัน จะทำอย่างไรบ้างนั้นไปดูกันเลย… 1. ขจัดทัศนคติที่ไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองออกไปซะก่อน ลองหาเหตุผลที่ทำให้ความคิดเหล่านั้นดูไม่น่าเชื่อถือ หรือดูไม่เป็นความจริง 2.จงอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงาน เรื่องเรียน หรือทักษะต่างๆ เพราะขาดหน้าตาคนเรายังเกิดมาไม่เหมือนกันเลย ทักษะ ความคิด สติปัญญา ก็คงจะยากที่จะเหมือนกัน ทำสิ่งที่คิดว่าทำแล้วดีที่สุดก็จงทำเลย อย่าลังเล 3. ลองพูดคุยถึงเรื่องเพื่อนๆหรือเรื่องความรักให้คนอื่นฟัง ฝึกฝนไปเรื่อยๆทุกๆวัน แบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องกลัวว่าไม่มีคนสนใจจะฟังเรื่องของเรา แค่คิดว่า เราเพียงต้องการแก้ไขปัญหาจากรากคือความไม่กล้าแสดงออก จงหัดที่จะแสดงออกออกมาบ้าง ไม่ช้ามันก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง แล้วประสบการณ์จะสอนให้เรารู้ว่า เวลาไหนควรพูดเรื่องอะไร 4. จำไว้ว่าไม่มีใครเหมาะสมหรือดีพร้อมไปซะทุกอย่าง แม้แต่คนที่มั่นใจมากที่สุดเชื่อเถอะว่าต้องมีบางสถานการณ์ในชีวิตที่รู้สึกลังเล แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า คนที่เคยมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมก็สามารถขาดความมั่นใจเอาได้ง่ายๆ คนที่ไม่มีความมั่นใจก็สามารถกลับมาเป้นคนที่มีความมั่นใจได้อีกครั้งเหมือนกัน 5 .ระบุความสามารถของเรา ในด้านที่คิดว่าเด่นกว่าคนอื่นๆ หรือลองพยายามที่จะค้นพบ สิ่งที่คุณเป็นหนึ่งในด้านใดด้านหนึ่ง หรืออาจเน้นที่พรสวรรค์ที่เรามีอยู่แล้ว จงเรียนรู้ที่ จะนำความภาคภูมิใจในตัวเองออกมา ให้เครดิตตัวเองเพื่อความสำเร็จ คุมสติอารมณ์ ทำในสิ่งที่เราสนใจ ศิลปะ ดนตรี หรือ เขียนเพื่อ แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง คนเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความสามารถเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป เราสามารถค้นหาความสามารถเหล่านั่นไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น 6. ขอบคุณสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว แม้ว่าบางครั้งมันอาจจะไม่มั่นคง และ ความไม่แน่นอนในตนเอง หรือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ลองคิดทบทวนความต้องการทางอารมณ์, โชค หรือ เงิน. โดยที่ยอมรับ สิ่งที่คุณมีอยู่สามารถต้องต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองได้ เช่น ความไม่เพอร์เฟก และ ไม่สบอารมณ์หรือไม่พอใจ ต้องมีจิตใจสงบมากกว่าทรัพย์สินทางโลก เพียงแค่เราสามารถควบคุมตัวเองได้ นั่นก็หมายความว่าคุณจะเหนือกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวแล้ว 7 .หัดมองโลกในแง่บอกเข้าไว้ แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะขัดใจหรือเข้าใจผิดกับคนอื่นแต่ให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง และ พูดในแง่บวกเกี่ยวกับความก้าวหน้าในอนาคตของเราและเมื่อทำเช่นนี้สภาพ จิตใจของเราจะสามารถมองแง่บวกได้ไม่ยาก 8. การยอมรับการคอมเม้นของคนอื่นก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เราปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ลองใช้หัวใจและสมองของเราคิดให้ดีๆว่าสิ่งที่เค้าคอมเม้นเรานั้นเป็นสิ่งที่ถูกหรือไม่ เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ตัว อย่าลืมกล่าวคำ”ขอบคุณ”คนที่วิจารณ์เรา และยิ้มอย่างภาคภูมิใจว่า อย่างน้อยเราก็เป็นคนที่มีคนสนใจ 9 .มองผ่านในกระจกและยิ้มให้กับตัวเองดูเพราะว่าตามทฤษฎีแล้วหน้าของเราเป็นสิ่งแรกที่จะแสดงอกว่าเรามีความมั่นใจในตัวเองแค่ไหน ทุกๆครั้งที่สีหน้าเราแสดงออกมันเป็นเหมือนข้อความที่ส่งมาจากสมอง และหากเราฝึกยิ้มอย่างมั่นใจบ่อยๆอาจช่วยให้ความมั่นใจในหัวสมองเราเพิ่มมากขึ้น กระจกสามารถช่วยเพิ่มทักษะในการสื่อสารของเราได้ ลองทำดูซิ 10. แกล้งทำเป็นว่าเรามั่นใจในตัวเองบ่อยๆ ทำให้คนอื่นที่มองมารู้สึกว่า คุณเป็นคนมั่นใจ แล้วตัวเราเองก็จะเชื่อมั่นในตัวเองได้

การเข้าสังคม1

18 เทคนิคการเข้าสังคมแบบง่ายๆ

ในยุคที่สื่อเทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อชีวิตเรานี้ อาจทำให้หลายคนมีปัญหาในการเข้าสังคมแล้วคุณรู้มั้ยว่าสาเหตุที่แท้จริงของปัญหานั้นคืออะไร และคุณควรจะแก้ยังไง? 1. สบตากับคู่สนทนา การสบตาผู้พูดหรือผู้ฟัง จะสร้างความมั่นใจกับคุณมากกว่าการแสดงออกทางพฤติกรรม ทั้งยังแสดงถึงความจริงใจที่คุณมีต่อคู่สนทนาด้วย 2. เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า Basil Chiasson แนะนำว่า เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าจนกว่าการสนทนาจะจบลง มองไปที่ผู้พูดและให้ความสนใจ หยุดทำเรื่องส่วนของคุณ และอย่าขัดจังหวะ 3. เรียกชื่อแทนสรรพนาม เมื่อคุณทักทายใครสักคนด้วยการเรียกชื่อ พวกเขาจะรู้สึกดีกว่าการใช้คำสรรพนามแทน แต่ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องการจำชื่อ ให้ลองใช้วิธีเขียนชื่อพวกเขากับใบหน้าที่ทำให้คุณจำง่าย ประมาณ 2-3 ครั้ง คุณจะจำชื่อพวกเขาได้อย่างขึ้นใจ 4. ยิ้ม คุณอาจไม่รู้ว่าการยิ้มนั้นมีพลังมาก เวลาที่มีคนพูดแล้วคุณยิ้ม หัวเราะ หรือแสดงสีหน้าตามเรื่องที่พวกเขาพูด มันเป็นการสะท้อนว่าคุณให้ความสนใจโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ เช่นเดียวกัน หากคุณอยากให้คนสนใจเรื่องที่คุณพูด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ลองใช้ภาษาท่าทางประกอบ มันจะทำให้คนฟังสนใจอย่างเป็นธรรมชาติไปเลย 5. การจับมือให้แน่นเวลาทักทาย เวลาที่คุณทักทายใครสักคนด้วยการจับมือ อย่าจับแน่นเกิน หลวมเกิน และอย่าทำเป็นเล่น แต่ควรจะกำแน่นแบบพอดี เพราะนั่นแสดงถึงความจริงใจ และทำให้อีกฝ่ายประทับใจคุณได้ง่ายๆ จากการจับมือนี่แหละ 6. เป็นผู้ฟังที่ดี เป็นคนรับฟังมากกว่าพูด สมาชิก Quora ที่ใช้ชื่อ Mark Bridgeman บอกว่า “เรามี 2 หู 1 ปาก ดังนั้นเราควรที่จะฟังมากกว่าพูด” 7. อย่าฟังอย่างเดียว ควรมีความกระตือรือร้นในการฟังด้วย คุณสมบัติของผู้ฟังที่ดีนั้น ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนต่อไปนี้คือ ฟัง ตีความ ประเมินค่า และตอบสนองกับสิ่งที่ได้ฟัง หมายความว่าคุณต้องตั้งใจฟัง แปลความหมายสิ่งที่ได้ยินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วประเมินค่าเพื่อหาข้อสรุป สุดท้ายให้การเสนอแนะ เพื่อให้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่คุณได้ยินมา 8. ให้ความสนใจคนอื่น เวลาที่คุณพูดพยายามถามคำถามปลายเปิด เพื่อให้เปิดให้คนอื่นได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งการทำแบบนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณให้ความสนใจผู้อื่น ที่สำคัญคือคุณจะได้สิ่งใหม่ๆ จากพวกเขาเหล่านี้ด้วย 9. รู้วิธีการยอมรับคำชม บางทีการยอมรับคำชมอาจเป็นเรื่องอึดอัดใจนิดหน่อย ในกรณีที่คุณไม่ชอบการยกยอ แต่อย่าเพิ่งรีบตอบว่า “ขอบคุณ คุณก็เช่นกัน” เพราะนั่นจะทำให้คุณดูเหมือนประหม่าและเข้าสังคมไม่เป็น สิ่งที่ควรจะพูดเมื่อมีคนชมคือ “คุณทำได้ดีกว่าฉันถึง 10 เท่าเลย” หรือ “ทุกอย่างต้องขอบคุณคุณนั่นแหละ” หรือ “ขอบคุณค่ะ/ครับ ฉันรู้สึกดีมากที่ได้ยินแบบนั้น” หรือ “ขอบคุณ มันเป็นอะไรที่ดีมาก” 10. ถ้ามีใครขัดจังหวะ บอกให้เขาทำต่อไปอย่างสุภาพ แน่นอนว่าเวลาที่คุณพูดอยู่ อาจจะมีใครสักคนเกิดความสงสัยและถามขึ้นมาทันที ในฐานะคนพูดอย่าปล่อยให้มันเลยผ่าน หรือรอจนกว่าจะถึงเวลาถาม แต่ให้คุณตอบคำถามนั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณใส่ใจคนฟัง 11. อย่าติคนอื่น การติชมเกิดขึ้นได้เสมอในสังคม หากใครก็ตามมาติจนทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจ อย่ารับมัันมาใส่ใจ แต่ให้ใช้ความอดทนและพูดในเรื่องของคุณต่อไป เช่นเดียวกัน หากคุณเป็นคนพูดก็อย่าไปติคนอื่นในทางที่ไม่ดี 12. พูดแต่เรื่องดีๆ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะพูดในสังคมได้ Joe Cassandra ได้แนะนำเทคนิคการพูด ดังนี้ ก่อนที่จะไปพูดให้ลองลิสหัวเรื่องสัก 20 เรื่อง แล้วเลือกเรื่องที่ดีที่สุด คือหมายถึงว่า เรื่องนั้นต้องทำให้คนฟังยิ้ม หัวเราะ หรือมีความสุข 13. ถามคำถามเฉพาะ การถามคำถามเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่าถามเพื่ออีกฝ่ายจนมุม แต่เป็นการถามเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้รู้ความคิดของอีกฝ่าย และมีโอกาสสูงมากที่คุณจะได้ความรู้ใหม่ๆ จากคำถามเหล่านี้ 14. ควรมีการถ่อมตัวเล็กน้อย อย่าทำตัวเหมือนเก่งหรือมั่นใจไปซะทุกอย่าง อะไรที่ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ หรืออะไรที่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัดก็พูดออกมาตามตรง เพื่อเป็นการแสดงถึงความจริงใจของคุณ 15. อย่าด่วนสรุป ทุกครั้งที่คุณคุยกับใครสักคน อย่าเพิ่งตัดไปที่ตอนจบของเรื่อง เพราะนั่นจะเป็นการปิดกั้นตัวเอง ที่สำคัญเป็นการไม่ให้เกียรติอีกฝ่ายด้วย ดังนั้นควรจะให้บทสนทนาค่อยๆ ไหลไปตามธรรมชาติ 16. ใช้ภาษากาย คำพูดเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ใช้ในการสื่อสาร แต่การใช้ภาษากายต่างหากที่จะทำให้การสื่อสารสมบูรณ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโทนเสียง การขยับร่างกาย สิ่งเหล่านี้มักจะส่งผลดีต่อการสนทนาเสมอ 17. ข้ามบทสนทนาที่ไม่สำคัญ เราอาจจะไม่มีประสบการณ์เหมือนกัน แต่เรามีความสุขเหมือนกัน ดังนั้นหากคุณอยากเป็นเพื่อนกับใครสักคน ควรเลือกคุยเรื่องคุณกับเขามีความสนใจเหมือนกัน หรือมีอารมณ์ร่วมกัน เรื่องไหนที่คิดว่าเป็นความสนใจเฉพาะก็ควรข้ามไป 18. ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม ทุกครั้งที่มีการพูดคุยเป็นกลุ่ม ดูให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้ละเลยใครคนใดคนหนึ่งและหาวิธีที่จะทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับการสนทนาของกลุ่ม

การเข้าสังคม

5 วิธีพัฒนาอารมณ์ให้เข้าสังคมได้

ถ้าหากรู้จักตัวเอง ยอมรับผู้อื่น ในทางจิตวิทยาเชื่อว่า อีคิวหรือความฉลาดทางอารมณ์เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ แดเนียล โกลแมน ผู้เขียนเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ เสนอแนะวิธีการพัฒนาอารมณ์ไว้ 5 ประการ ดังนี้ 1. รู้จักอารมณ์ตนเอง การรู้จักอารมณ์ตนเองจะเป็นพื้นฐานในการควบคุมอารมณ์เพื่อแสดงออกอย่างเหมาะสม การรู้จักอารมณ์ตนเองก็คือ การรู้ตัว หรือการมีสติในทรรศนะของพุทธศาสนานั่นเอง ปกติเมื่อเราเกิดอารมณ์ใด ๆ ขึ้นมา เราจะตกอยู่ในภาวะใดภาวะหนึ่งใน 3 ภาวะ ดังต่อไปนี้ – ถูกครอบงำ หมายถึง การที่เราไม่สามารถฝืนต่อสภาพอารมณ์นั้น ๆ ได้ จึงแสดงพฤติกรรมไปตามสภาพอารมณ์ดังกล่าว เช่น เมื่อโมโหก็อาจจะมีการขว้างปาข้าวของหรือส่งเสียงดังโดยไม่สนใจใคร – ไม่ยินดียินร้าย หมายถึง การไม่ยินดียินร้ายต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้น หรือทำเป็นละเลยไม่สนใจเพื่อบรรเทาการแสดงอารมณ์ เช่น ทำเป็นไม่ใส่ใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่จริง ๆ ก็รู้สึกโกรธ – รู้เท่าทัน หมายถึง การรู้เท่าทันต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้น มีสติรู้ว่าควรจะทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุดในขณะที่เกิดอารมณ์นั้น ๆ เช่น โกรธก็รู้ว่าโกรธ แต่ก็สามารถควบคุมความโกรธนั้นได้ ระงับอารมณ์โกรธได้ และหาวิธีจัดการแก้ไขได้อย่างเหมาะสม 2. จัดการกับอารมณ์ตนเองได้ การจัดการกับอารมณ์ตนเองได้ หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และสามารถแสดงออกไปได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ แต่การที่เราจะจัดการกับอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมหรือไม่เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมอารมณ์ เทคนิคการจัดการกับอารมณ์ตนเอง – ทบทวนว่ามีอะไรบ้างที่เราทำลงไป เพื่อตอบสนองอารมณ์ที่เกิดขึ้น และพิจารณาว่าผลที่ตามมาเป็นอย่างไร – เตรียมการในการแสดงอารมณ์ ฝึกสั่งตัวเองว่าจะทำอะไรและจะไม่ทำอะไร – ฝึกรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น หรือที่เราต้องเกี่ยวข้องในด้านดี ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่เศร้าหมอง – สร้างโอกาสจากอุปสรรค หรือหาประโยชน์จากปัญหา โดยการเปลี่ยนมุมมอง เช่น คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือความท้าทายที่จะทำให้เราพัฒนายิ่งขึ้น เป็นต้น – ฝึกผ่อนคลายความเครียด โดยเลือกวิธีที่เหมาะกับตนเอง เช่น ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ เดินจงกรม เล่นดนตรี ปลูกต้นไม้ เป็นต้น 3. สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง การมองหาแง่ดีของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราเกิดความเชื่อมั่นว่าสามารถเผชิญกับเหตุการณ์นั้นได้ และทำให้เกิดกำลังใจที่ก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เทคนิคการสร้างแรงจูงใจให้กับตนเอง – ทบทวนและจัดอันดับสิ่งสำคัญในชีวิต โดยให้จัดอันดับความต้องการ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นทั้งหลายทั้งปวง แล้วพิจารณาว่าการที่เราจะบรรลุสิ่งที่ต้องการนั้นเรื่องไหนที่พอเป็นได้ เรื่องไหนที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ – ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เมื่อได้ความต้องการที่มีความเป็นไปได้แล้ว ก็นำมาตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อวางขั้นตอนการปฏิบัติที่จะมุ่งไปสู่จุดหมายนั้นๆ – มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงความฝัน ความต้องการของตนเอง ต้องระวังอย่าให้มีเหตุการณ์ใดมาทำให้เราเกิดความไขว้เขวออกนอกทางที่ตั้งไว้ – ลดความสมบูรณ์แบบ ต้องทำใจยอมรับได้ว่าสิ่งที่เราตั้งใจไว้อาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ หรือไม่เป็นดังที่เราคาดหวัง 100 เปอร์เซ็นต์ การทำใจยอมรับความบกพร่องได้จะช่วยให้เราไม่เครียด ไม่ทุกข์ ไม่ผิดหวังมากจนเกินไป – ฝึกมองหาประโยชน์จากอุปสรรค เพื่อสร้างความรู้สึกดี ๆ ที่จะเป็นพลังให้เกิดสิ่งดี ๆ อื่น ๆ ต่อไป – ฝึกสร้างทัศนคติที่ดี หามุมมองที่ดีในเรื่องที่เราไม่พอใจ (แต่ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้) มองปัญหาให้เป็นความท้าทายที่เราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อสร้างพลังและแรงจูงใจให้ผ่านพ้นปัญหานั้น ๆ ไปได้ – หมั่นสร้างความหมายในชีวิต ด้วยการรู้สึกดีต่อตัวเอง นึกถึงสิ่งที่สร้างความภูมิใจและพยายามใช้ความสามารถที่มี ทำประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กำลังใจตนเอง คิดอยู่เสมอว่าเราทำได้ เราจะทำและลงมือทำ 4. รู้อารมณ์ผู้อื่น การรู้และเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น และสามารถแสดงอารมณ์ตนเองตอบสนองได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกับคนที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย จะช่วยให้เราสามารถอยู่ร่วมหรือทำงานด้วยกันได้อย่างดีและมีความสุขมากขึ้น เทคนิคการรู้อารมณ์ผู้อื่น – ให้ความสนใจในการแสดงออกของผู้อื่น โดยการสังเกตสีหน้า แววตา ท่าทาง การพูด น้ำเสียง ตลอดจนการแสดงออกอื่น ๆ – อ่านอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น จากสิ่งที่สังเกตเห็นว่าเขากำลังมีความรู้สึกใด โดยอาจตรวจสอบว่าเขารู้สึกอย่างนั้นจริงหรือไม่ด้วยการถาม แต่วิธีนี้ควรทำในสถานการณ์ที่เหมาะสม เพราะมิฉะนั้น อาจดูเป็นการวุ่นวาย ก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่นได้ – ทำความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของบุคคล เรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเราว่าถ้าเราเป็นเขา เราจะรู้สึกอย่างไรจากสภาพที่เขาเผชิญอยู่ 5. รักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน การมีความรู้สึกที่ดีต่อกันจะช่วยลดความขัดแย้ง และช่วยให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ เทคนิคในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน – ฝึกการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่น ด้วยการเข้าใจ เห็นใจความรู้สึกของผู้อื่น – ฝึกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ฝึกการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดี และไม่ลืมที่จะใส่ใจในความรู้สึกของผู้ฟังด้วย – ฝึกการแสดงน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการให้และรับ – ฝึกการให้เกียรติผู้อื่นอย่างจริงใจ รู้จักยอมรับในความสามารถของผู้อื่น – ฝึกการแสดงความชื่นชม ให้กำลังใจซึ่งกันและกันตามวาระที่เหมาะสม

inc-article-matichon-freeform101

ทักษะทางสังคม

สภาพครอบครัวไทยในปัจจุบัน มักเป็นครอบครัวเดี่ยวที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับบุตรหลานมากนัก เนื่องด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน อีกทั้ง สภาพความห่างเหินแปลกแยกระหว่างคนในสังคมที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่เคยแม้แต่จะพูดคุย และทำให้คนในชุมชนและสังคมมีปัญหาสายสัมพันธ์ที่อ่อนแอลง มีลักษณะต่างคนต่างอยู่และสภาพการมีน้ำใจต่อกันลดลง ซึ่งต่างจากสังคมไทยสมัยก่อน ที่ผู้คนมีค่านิยมยินดีช่วยเหลือเมื่อผู้อื่นเดือดร้อน มีน้ำใจให้แก่ผู้อื่นแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ค่านิยมนี้ได้เริ่มเปลี่ยนไปภายหลังจากที่ประเทศไทยพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย และการเปิดประเทศเพื่อการค้าการลงทุน การเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนในชุมชนและสังคมเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนจำนวนมากในปัจจุบัน ที่กลายเป็นผู้ที่ไม่สนใจปัญหาสังคม การเมือง มีชีวิตอยู่เพื่อตนเองเป็นหลัก ไม่สนใจสภาพสังคมส่วนรวมเท่าที่ควร และส่งผลให้เด็กส่วนใหญ่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว มีทีวี เกม เป็นเพื่อน รวมทั้งในโลกยุคไซเบอร์หรือยุคไร้สายในปัจจุบันที่สร้างโลกเสมือนให้เด็ก ๆ ได้เข้าไปหาเพื่อนคุยแก้เหงาในโลกเสมือนนี้แทนโลกแห่งความจริง สภาพการณ์เหล่านี้ ส่งผลให้เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเติบขึ้นมานั้นมีทักษะในการเข้าสังคมที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเกิดเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยทั้งต่อตัวเด็กเองและต่อสังคมในภาพรวม ทั้งนี้เนื่องจากทักษะสังคมเป็นทักษะที่นำมาซึ่งความสุขและเป็นใบเบิกทางแห่งความสำเร็จในชีวิต เปิดให้เกิดมิตรภาพ เปิดประตูสู่มิตรภาพและโอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของคนในสังคม ทักษะสังคมจึงเป็นทักษะสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญเพื่อเป็นรากฐานสำคัญอันนำมาซึ่งความสุขความสำเร็จในชีวิตเมื่อเติบโตขึ้นต่อไปในอนาคต จากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณชนของประเทศอังกฤษพบว่า การมีทักษะในการเข้าสังคมถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเหลือเด็กให้ประสบความสำเร็จในอนาคต แตกต่างความเชื่อที่ผ่านมาที่มองว่าความสามารถในการเรียนในชั้นเรียนเท่านั้นที่เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของเด็ก ทักษะสังคม (social skills)เป็นกลุ่มของทักษะต่าง ๆ ที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างกันในสังคม อันได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การพูด การฟัง การทำงานร่วมกันเป็นทีม ฯลฯ รวมทั้งความสามารถในการเข้าใจถึงสถานการณ์ที่หลากหลาย กฎกติกาต่าง ๆ ในสังคม ความสามารถในการรู้จักผู้อื่น และการคิดคำนึงถึงคนรอบข้างอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในทางบวกให้เกิดขึ้นเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย ทั้งวัยเด็กที่ต้องการการพึ่งพา การเรียนรู้สิ่งใหม่ในชีวิต วัยรุ่นที่ต้องการการยอมรับจากเพื่อนฝูงคนรอบข้าง วัยผู้ใหญ่ที่เริ่มสร้างครอบครัวและต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทักษะสังคมเป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับทักษะอื่น ๆ แนวทางสร้างและพัฒนาเด็กให้มีทักษะทางสังคม ต้องเริ่มตั้งแต่เยาว์วัย โดยมีแนวทางหลักดังนี้ สร้างมิตรภาพ โดยการริเริ่มผูกมิตรและหยิบยื่นไมตรีจิตให้กับผู้อื่นก่อนเสมอทั้งต่อเพื่อนฝูง ครูอาจารย์เช่น การยิ้มอย่างจริงใจเข้าไปแนะนำตัวแสดงความรู้จักกับผู้อื่นการเรียนรู้จักการเป็นผู้ให้มากกว่าที่จะเป็นผู้รับฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามหากเด็กค่อนข้างมีบุคลิกขี้อาย ควรช่วยเหลือเด็กโดยการเป็นผู้นำการสนทนาริเริ่มให้เด็กได้รู้จักกับเพื่อน ๆ หรือคุณครูก่อนจนคุ้นเคยและสามารถสานสัมพันธ์ต่อไปได้ รวมถึงให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องนี้อย่างเป็นระบบโดยผ่านเหตุการณ์จริงหรือเหตุการณ์สมมติ เช่น ผ่านการเล่าเรื่องจากนิทานสอนใจ การยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริง การสอนให้คิดถึงผู้อื่นโดยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วร่วมกันสรุปเป็นหลักการสอนเด็กในภาคปฏิบัติ ทั้งพฤติกรรมการแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำเพื่อพัฒนาทักษะสังคมด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิต เรียนรู้จักกิจกรรมและทำงานเป็นทีม กิจกรรมในการสอนเด็กให้มีทักษะทางสังคมมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย ครูต้องเลือกให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น กิจกรรมสำหรับเด็กวัยอนุบาล 3-5 ปี เป็นวัยที่ต้องเน้นกิจกรรมที่สนุกสนาน และน่าตื่นเต้น เช่น การเดินสำรวจธรรมชาติเป็นกลุ่ม การเล่นงูกินหาง การเต้นรำและร้องเพลงร่วมกัน ฯลฯ กิจกรรมสำหรับเด็กประถมศึกษา-12 ปี เช่น จับกลุ่มให้มาแสดงละคร จับกลุ่มให้เด็ก ๆ ค้นหาข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอหน้าชั้นเรียน การเล่นแชร์บอล ฯลฯ และกิจกรรมสำหรับวัยรุ่น(Teenage Challenge) ที่มีอายุ 13-17 ปี เป็นช่วงวัยที่เริ่มเข้าสังคมมากขึ้น ชอบทำกิจกรรมที่ความสนุกสนานและท้าทายความสามารถ เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล ตั้งค่ายพักแรม ฝึกถ่ายทำวีดีโอ ฯลฯ ที่มีอายุ 6ที่มีอายุ เรียนรู้เกี่ยวกับผู้อื่นและชุมชน ควรส่งเสริมให้เด็กได้ใช้เวลาว่างหรือทำกิจกรรมของโรงเรียน ผ่านการเข้าร่วมโครงงานพัฒนาชุมชนหรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกับกองทุนเวลาเพื่อสังคม ที่ผมเป็นประธาน โดยแนวคิดนี้คือ ทำดีได้ไม่ต้องใช้เงิน ด้วยการที่แต่ละคนบริจาคเวลาในการทำความดีเพียงเดือนละ 3 ชั่วโมง อันเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ปลูกฝังการเป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีส่วนหล่อหลอมการมีจิตสาธารณะ ไม่ไปข้องแวะกับการใช้เวลาไม่เหมาะสมที่ก่อเกิดปัญหา อีกทั้งส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคมโดยจัดระบบงานอาสาสมัคร เพื่อมีส่วนพัฒนาการเรียนรู้คนเมือง เช่น เยี่ยมเยียนสถานสงเคราะห์ ร่วมสอนและพัฒนาความรู้ให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส การช่วยงานในศูนย์บริการสาธารณสุข การร่วมรนณรงค์การประหยัดพลังงาน เป็นต้น ทักษะสังคม เป็นทักษะสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ และครู ควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทย ร่วมกับทักษะด้านอื่น ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อเป็นใบเบิกทางสำคัญสู่ความสุขความสำเร็จของเด็กต่อไปในอนาคต รวมทั้งเพื่อการปฏิบัติต่อกันในสังคมอย่างถูกต้องเหมาะสมอันเป็นเหตุที่นำมาซึ่งความสงบสุขของสังคมในภาพรวม

social-phobia_freeform101

โรคกังวลต่อการเข้าสังคม (Social Anxiety in Children & Adolescents)

“เมื่อความขี้อาย กลายเป็นความกลัว” กังวลต่อการเข้าสังคมหรือที่เคยเรียกว่าโรคกลัวสังคม (Social Phobia) พบเห็นได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งอาจทำให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองรู้สึกขัดอกขัดใจกับบุตรหลาน ของตนอย่างมากว่า “ไม่กล้าแสดงออก” หรือพ่อแม่อาจอับอายที่มีลูกขี้อายและยิ่งพยายามผลักดันให้เด็ก ๆ เหล่านี้ได้ “แสดงออก” มาก ๆ เช่น ส่งไปเต้นระบำขับร้องบนเวที ที่มีคนดูเยอะๆ อาจยิ่งจะทำให้เด็กรู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้นที่ไม่อาจทำให้พ่อแม่พอใจได้ อาการหลัก ๆ อาการหลักๆ ของโรคนี้คือ ความกลัวต่อการถูกเฝ้ามองหรือถูกประเมินจากคนอื่น เด็กเหล่านี้จะกลัวโดยคิดไป ว่าเขาอาจจะทำหรือพูดอะไรที่ดู “ เปิ่น ๆ เชย ๆ ผิด งี่เง่า ไม่เข้าท่า ” ออกไปทำให้ตัวเองได้อาย หรืออาจตกเป็นเป้า สายตาของการถูกการวิพากษ์วิจารณ์ ความแตกต่างของโรคนี้จากความ “ ขี้อาย ” ทั่วไปก็คือ เด็กเหล่านี้จะแทบทำอะไร ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้เลย และอาการเหล่านี้มักไม่ดีขึ้นเมื่อโตขึ้นแบบ “ หายไปเองตอนโต ” เหมือนเด็กขี้อาย คนอื่น ๆ เวลาที่เด็กเหล่านี้กลัว เด็กอาจมีอาการทางร่างกายต่าง ๆ ตามมา เช่น เวียนหัว มีนงง ท้องไส้ปั่นป่วน มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก หน้าแดงหรือเกร็งกล้ามเนื้อต่าง ๆ หรือบางคนอาจกลัวลนลาน วิ่งหนีเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ก็เป็นได้ สถานการณ์หลัก ๆ ที่มักทำให้เด็กเหล่านี้แสดงอาการออกมาคือ การต้องเป็นคนนำการสนทนาให้กับคนที่ไม่คุ้น การ ไปงานกิจกรรม ที่ไม่มีระเบียบแบบแผนดู “ มั่ว ๆ ” การต้องแสดงหรือพูดหน้าชั้น ถามคำถามในห้อง ซึ่งเด็กเหล่านี้ก็จะ “ ช่วยตนเอง ” โดยการ “ หลีกหนี ” การเข้าสู่สถานการณ์สังคมเหล่านั้นไป ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสที่จะได้รู้จัก ความสามารถของคน รู้จักคนเพิ่มหรือรักษามิตรภาพกับเพื่อน ๆ ไว้ โดยทั่วไปเด็กเหล่านี้มักมีอาการเหล่านี้มาตั้งแต่ยังอายุน้อย แต่มักจะเห็นอาการเด่นชัดในช่วง วัยรุ่นซึ่งเป็นจังหวะที่เด็กอาศัยการเข้าสังคม การคบหาเพื่อนเป็น “ห้องทดลอง” หาประสบการณ์ในการพัฒนาตนเองและบุคลิกภาพ ซึ่งหากเด็กที่มีอาการกลัวการเข้าสังคมอย่างมาก อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในด้านดังกล่าว ทำให้ เด็กรู้สึกอึดอัดกับตนเอง จนอาจเกิดปัญหาทางอารมณ์หรือโรคซึมเศร้าตามมา สิ่งที่น่ากลัวและเกิดอยู่เสมอ ก็คือ การหันไปใช้สุราเพื่อลดความกังวล “ตื่นเต้น” ในการเข้าสังคมเข้าทำนอง “เอาเหล้าย้อมใจ” หรือ “ถ้าเหล้าเข้าปากถึงจะคุยสนุก” ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ การเรียน และสังคมตามมาอีกมากมาย คำแนะนำในการช่วยเหลือ       สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง         • สร้างโอกาสให้บุตรหลานของท่านได้ “ทดลอง” กับสังคมที่หลากหลาย อย่างเล่นกับเพื่อน ๆ กลุ่ม ต่าง ๆ ไปงาน วันเกิด เพื่อน ๆ ญาติ ๆ เข้ากิจกรรมโรงเรียนแต่ไม่ควรผลักดันลูกไปเข้าสถานการณ์ใหญ่ ๆ ยาก ๆ ในทั้งที่ตั้งแต่เริ่มต้น อย่างประกวดร้องเพลง แข่งพูดโต้วาที เป็นต้น เพราะเด็กอาจล้มเหลวได้รับแต่ประสบการณ์ที่แย่แทนที่จะรู้สึกว่าทำได้ • เวลาเห็นลูกทำท่าอึดอัดหรือตอบคนอื่นช้า อย่า “พูดแทน” ลูก เช่น เวลาสั่งอาหารช้า ก็สั่งให้หรือแย่งตอบคำถาม ที่ผู้ใหญ่คนอื่น ถามให้แทน • จูงใจให้รางวัลหากลูกกล้าพูด • ทำตัวเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นในสถานการณ์สังคมต่าง ๆ ว่าควรวางตัวอย่างไร • กรุณาิิอย่าทำท่าทางเหนื่อยหน่าย “เบื่อ” หรือโมโห หากลูกไม่สามารถแสดงออกได้ดังใจของท่าน (จริง ๆ เขาก็ ผิดหวังตัวเองอยู่เยอะแล้ว) ควรแสดงความเข้าใจเขา และให้กำลังใจแนะนำให้ลองครั้งต่อไป       สำหรับคุณครู         • ลองเปลี่ยนบรรยากาศกฎเกณฑ์ให้ลูกศิษย์ที่กลัวการเข้าสังคมของคุณ ซึ่งอาจจะ “ช้า” หรือ “ลังเล” ให้มีโอกาส ได้แสดงออกบ้าง ไม่ใช่เน้นแต่ “ความเร็ว” หรือ “ความเด่น” • คุยกับเขาว่า เราพยายามสร้างโอกาสให้เขาได้แสดงออก ไม่ใช่ “แกล้ง” ทำให้เขาได้อาย • แนะนำเขาว่าการได้พูดตอบแค่ “เบาๆ” ในห้องก็เพียงพอแล้วสำหรับการมีส่วนร่วมในช่วงแรกๆเขาจะรู้สึกว่าการมี ส่วนร่วมนั้น “ง่าย” ขึ้นเรื่อยๆ ในครั้งถัดมา • อย่าระดมถามแต่เด็กที่กำลังฝึกคนนี้อยู่คนเดียว ควรกระจายถามเด็กคนอื่นๆ ให้เสมอๆ กันอย่างเป็นธรรมชาติ • พฤติกรรมบำบัด โดยมักให้เด็กได้ค่อยๆ เผชิญกับสถานการณ์ที่เด็กกลัวหรือตื่นเต้นอยู่ทีละน้อยให้เด็กได้พิสูจน์ “ว่าสิ่งที่เขาคิดกลัวอยู่นั้นเป็นจริงหรือ” อย่าง “ทุกคนต้องหัวเราะเยาะฉันแน่แค่ฉันพูดคำแรก” หรือ การฝึกสอนเด็กให้ รู้จักการเริ่มต้นการสนทนา หัดผ่อนคลายความเครียด ความกลัวของตนเองลง • การให้ยาที่ลดความกังวลและความตื่นกลัวของเด็ก ซึ่งมียาหลายชนิดที่ได้ผลดีโดยมิได้ทำให้เกิดการติดยา ง่วงซึมหรือทำลายสมองเด็กอย่างที่เคยเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ควรปรึกษาจิตแพทย์เด็กถึงทางเลือกของการรักษา

9 วิธีสร้างความมั่นใจในการทำงาน

9 วิธีสร้างความมั่นใจในการทำงาน ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง

ในชีวิตการทำงาน อาจจะมีบางช่วงที่คุณรู้สึกท้อแท้ ไม่แน่ใจว่า และตั้งคำถามว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ รวมถึงต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ยากจนดูเหมือนว่าเกินกำลัง ต้องพร้อมรับกับความกดดันระดับสูงที่อาจทำให้คุณรู้สึกพร้อมจะแตกออกเป็นเสี่ยง คุณอาจจะคิดถึงการถอยไปตั้งหลัก คุณอาจจะคิดถึงการล้มเลิกไม่เดินหน้าต่อ แต่ถ้าปัจจัยของความก้าวหน้า คือการฟันฝ่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นในรายทาง เราลองมาดูกับ 9 วิธีสร้างความมั่นใจในการทำงาน ที่คุณสามารถค่อยๆ ทำ ค่อยๆ บอกตัวเอง จนกว่าสิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็น ‘ตัวตน’ ใหม่ที่มั่นใจของคุณ ยืนตัวตรง เชิดหน้าด้วยความเชื่อมั่น ปลุกพลังในตัวคุณ ด้วยท่าทางที่สบายๆ ยืดอก ตัวตรง ภาษากายคือสิ่งที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันกับสภาพจิตใจและการใช้ชีวิตในภาพรวม แม้ว่าจิตใจจะเป็นตัวกำหนดท่าทางที่เราจะแสดงออกมา แต่ในทางกลับกัน การวางท่าทีให้มีความเชื่อมั่น เชิดหน้า และยืดตัวตรง แม้ว่าข้างในคุณจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นก็ตาม แต่วิธีตอกย้ำการกระทำ ก็จะค่อยๆ ปรับสภาพจิตใจให้มีความสัมพันธ์กันได้ในท้ายที่สุด คิดถึงความสำเร็จที่ผ่านมา อุปสรรคใดๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับ ‘ตัวของคุณเอง’ การทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้ประสบความสำเร็จอาจจะเป็นเรื่องยาก มีอุปสรรคอยู่มากมายที่รอคอยอยู่ข้างหน้า แต่กระนั้น ทุกสิ่งย่อมมีก้าวแรก ถ้าคุณรู้สึกอ่อนล้า ท้อแท้ ลองลิสท์รายชื่อสิ่งละอันพันละน้อยที่คุณทำได้สำเร็จเสร็จสิ้น อาจจะไม่จำเป็นต้องใหญ่โตหรือพลิกโลก แต่เป็นเรื่องที่คุณรู้สึกดี การได้เห็นความสำเร็จต่างๆ ที่ผ่านเข้ามานั้น จะช่วยตอกย้ำว่าคุณเองก็สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากเพียงใด และช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ ประสานสายตาเวลาพูดคุย ดวงตา คือหน้าต่างของหัวใจ จงประสานสายตาเวลาพูดคุยทุกครั้ง เมื่อดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ การประสานสายตาจึงเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความจริงใจ ที่เราแสดงให้อีกฝ่ายรับรู้ว่า เราไม่มีสิ่งใดปิดบัง และเป็นการแสดงถึงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม การหลบสายตา แม้คุณจะไม่ได้มีนัยอะไรที่สลักสำคัญหรือกระทำไปตามความเคยชิน แต่มันก็ทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัด และบั่นทอนความน่าเชื่อถือ รวมถึงความมั่นใจที่คุณมีให้กับตัวเองไปในทางหนึ่งด้วย มองในแง่ดีอยู่เสมอ ให้ความหวัง อยู่เหนือความสิ้นหวัง เพื่อยกระดับความมั่นใจให้สูงขึ้น คุณอาจจะได้ยินแนวคิดของเรื่อง ‘น้ำครึ่งแก้ว’ หรือ ‘น้ำเต็มแก้ว’ มาบ่อยๆ แต่คำตอบไหนล่ะที่ถูกต้องที่สุด? อันที่จริงแล้ว ชีวิตเป็นเรื่องของการผสมผสานกันระหว่างด้านดีและด้านลบอยู่เสมอ ซึ่งการมองโลกตามสภาพที่เป็นจริง มองด้วยใจเป็นกลาง อย่างเข้าใจ และเป็นไปในแง่ดี นอกจากจะช่วยให้คุณไม่เหนื่อยล้าจนเกินกว่าที่ควรจะเป็นแล้วนั้น ยังช่วยส่งผลต่อท่าทางที่คุณแสดงออกไปสู่บุคคลภายนอก ไม่ว่าจะด้วยน้ำเสียงหรือภาษากาย ก่อเกิดความรู้สึกที่ดีแก่ผู้พบเห็น ทำตัวให้แจ่มใส ทุกสิ่งมีด้านที่สวยงามอยู่เสมอ มองด้านเหล่านั้น เพื่อปลุกพลังใจให้สู้ต่อไป คุณอาจจะรู้สึกท้อแท้ เหน็ดเหนื่อย ห่อเหี่ยว แม้จะไม่ได้บอกใคร แต่ภาษากายที่แสดงออกมาก็สามารถรับรู้ได้โดยคนรอบข้าง ดังนั้นแล้ว ถ้าเริ่มรู้สึกลบกับตัวเอง ยืดอกเข้าไว้ ทำท่าให้เข้มแข็ง กระฉับกระเฉง หายใจเข้าปอดลึกๆ คุณจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเองอย่างน่าประหลาดใจ ฝึกการควบคุมน้ำเสียง เมื่อรู้สึกประหม่า อย่าปล่อยให้อาการคำพูดตายลอยค้างกลางอากาศ การพูดลิ้นพันกันหรือติดอ่าง คือสัญญาณของสภาพจิตใจที่ไม่คงที่ และเป็นสิ่งที่คนอื่นสามารถสัมผัสได้ง่ายที่สุด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว คุณอาจจะจำลองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นไว้ในหัว (เช่น การพูดในที่ชุมชน) แล้วลองฝึกซ้อมหน้ากระจก ทำซ้ำๆ จนกว่าความรู้สึกหวาดกลัวเหล่านั้นจะหายไป ปรับปรุงในท่าทีการวางตัว คนที่มีความมั่นใจ จะมีท่าทีที่พร้อมรับกับทุกสถานการณ์อย่างสุขุม คนที่มีความประหม่าในจิตใจ หลายครั้ง มักจะกลบด้วยอาการของความมั่นใจที่เกินพอดี เช่น พูดเยอะขึ้น หัวเราะเสียงดัง ร่าเริงผิดปกติ เหล่านี้ ไม่ใช่สัญญาณที่น่าพึงปรารถนาแต่ประการใด เพราะคนที่มีความมั่นใจอย่างจริงจัง จะมีความนิ่ง สงบ และมั่นคงแม้จะไม่ได้พูดสิ่งใดออกมาสักประโยคเดียว พยายามปรับปรุงท่าทีการวางตัวควบคู่กับความคิด และพึงระวังการแสดงออกในทางที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การเล่นมุขตลกหยาบโลน หรือล้อเลียนในท่าทางของผู้อื่น ใส่ใจเรื่องการแต่งตัวบ้าง แต่งตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง พร้อมความมั่นใจที่มากกว่าเดิมในสถานการณ์ต่างๆ การแต่งตัวดีช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับคุณในโอกาสต่างๆ ซึ่งคุณก็ควรจะให้ความพิถีพิถันในจุดนี้โดยถี่ถ้วน เช่น การใส่สูทที่ดูดีในยามที่ต้องออกไปพรีเซนต์งาน แต่งตัวให้ภูมิฐานตอนที่ต้องไปรับการสัมภาษณ์ หรือในยามสบายๆ ก็แต่งตัวที่เหมาะสมกับสถานที่และกาลเทศะ คุณจะมั่นใจมากขึ้นเมื่อทุกอย่างสอดรับกันได้อย่างลงตัว ยิ้มพิมพ์ใจ ยิ้มให้กับตัวเอง ยิ้มให้กับโลกรอบข้าง ช่วยสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น รอยยิ้มคือสิ่งที่จะตอบสนองต่อผู้พบเห็นในทางบวกอยู่เสมอ ทั้งยังช่วยเพิ่มพลังใจ และเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการยิ้ม จะช่วยสั่งการให้สมองนั้นได้หลั่งสารที่ส่งผลดีต่อจิตใจ ให้รู้สึกสดชื่น และเติมเต็มความมั่นใจ แม้ว่าลึกๆ คุณอาจจะไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นในตอนแรกก็ตาม วิธีการเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะใช้ได้ผลดีสำหรับชีวิตการทำงาน หากแต่ยังสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ที่จะส่งผลดีให้คุณกลายเป็นคนใหม่ ที่มีความมั่นใจ มีประสิทธิภาพ มีความสุขและประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว และถ้าคุณยังรู้สึกว่าทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ตัวเอง ต้องฝืนใจทำแล้วล่ะก็ ขอให้คิดถึงคำๆ หนึ่งที่ว่า ‘ทำไปจนกว่าจะกลายเป็นตัวตน (Fake it, Until you make it)’ แล้วคุณจะประหลาดใจว่ามันให้ผลดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ…  ที่มา : LinkedIn

7 วิธี สร้างความมั่นใจให้ตัวเองอย่างได้ผล

7 วิธี สร้างความมั่นใจให้ตัวเองอย่างได้ผล

บอกตัวเองว่าเราจะไม่ใช่สาวขี้อายคนเดิมที่นั่งอยู่หลังห้องตลอดเวลาอย่างเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นคนใหม่ที่บุคลิกดีและมั่นใจในทุกสถานการณ์ ผู้หญิงบางคนก็ช่างโชคดีซะเหลือเกินที่เกิดมาพร้อมความมั่นใจทะลุติดเพดานมาตั้งแต่เด็ก แต่เรานี่ซิ ทำอะไรก็ติดๆ ขัดๆ ไม่กล้าพูดไม่กล้าแสดงความคิดเห็นกับใครเขาหรอก จะคุยกับใครทำไมมันถึงได้ยากเย็นซะขนาดนี้ ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องงาน หรือต้องเข้าสังคมด้วยแล้ว อูยยยย เหงื่อแตกผลัก มือสั่นเป็นจ้าวเข้า ชาตินี้คงจะสำเร็จยากแล้วล่ะ แต่ก็นะ จะมัวแต่คอยหลบตาคนอื่นแบบนี้คงไม่ไหวแน่ งั้นมาดูสารพัดวิธีสร้างความมั่นใจขั้นเทพแล้วลองไปเปลี่ยนตัวเองดูกันดีกว่า 1. หยุดมองตัวเองว่าไม่ดี ไม่เก่ง ไม่เอาไหน ถ้าเรามัวแต่บอกตัวเองทุกวันว่าเราไม่เก่ง เราไม่สวย พูดแล้วคงไม่มีใครฟังแน่นอน แบบนี้มันจะไปเหลือความมั่นใจที่ไหนอีกล่ะ ก่อนอื่นเลยต้องเลิกคิดกับตัวเองในแง่ลบก่อน เพราะความคิดพวกนี้แหละที่จะทำให้เราเกิดอาการไม่มั่นใจ ไม่รักตัวเอง แล้วของแบบนี้บอกเลยว่าคนรอบข้างเขาก็รู้สึกได้นะว่าคุณไม่มั่นใจ คุณต้องหันมามองตัวเองและยอมรับในความเป็นตัวตนของคุณที่ไม่เหมือนใคร บอกตัวเองว่าเรามีค่า เราก็ทำได้ 2. ทำท่าทางให้ดูมั่นใจเข้าไว้ บุคลิกต้องดูดี อกผายไหล่ผึ่ง แต่งตัวเหมาะสมกับโอกาสและสถานที่ ยิ้มแย้ม มองตาคนฟังเวลาต้องพูด อย่าอ้อมแอ้มพูด ต้องพูดให้เสียงดังฟังชัด และมีการแสดงออกว่าเราเปิดรับความคิดเห็นของคนอื่น แค่นี้คนอื่นก็จะมองว่าคุณเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง แล้วตัวคุณเองจะรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ 3. ถามคำถามเยอะๆ เข้าไว้ ถ้าเราได้เตรียมความพร้อมมาก่อน เราก็จะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น วิธีสร้างความมั่นใจทางหนึ่งที่จะช่วยลดความประหม่าลงได้เมื่อต้องเข้าสังคมกับคนกลุ่มใหม่ๆ หรือเพื่อนใหม่ๆ ก็คือเตรียมคำถามปลายเปิดไว้สักสองสามข้อเพื่อชวนคุย (อะไร ที่ไหร่ เมื่อไหร่ อย่างไร ทำไม) โดยส่วนมากแล้วคนส่วนใหญ่มักจะกลัวเมื่อต้องเข้าสังคมใหม่ว่าไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร ไม่มีอะไรจะคุย แต่จริงๆ แล้วมันอยู่ที่การตั้งคำถามให้เหมาะสมเพื่อหาเรื่องคุยกับคนที่เราเพิ่งรู้จัก บางทีอาจพบว่าคุณมีความสนใจหรือมีอะไรที่คล้ายๆ กันก็ได้ เจอแบบนี้คุยถูกคอแน่นอน 4. แต่งตัวอย่างมีสไตล์ เสื้อผ้าทำให้คนดูดีขึ้น ซึ่งเป็นความจริงที่สุดสำหรับวิธีสร้างความมั่นใจ เพราะเสื้อผ้านั้นช่วยสร้างความประทับใจในตัวคุณได้ตั้งแต่แรกเห็น คุณลองสังเกตดูก็ได้นะ ว่าวันไหนที่คุณแต่งตัวดูดี ดูมีระดับ วันนั้นคุณจะรู้สึกได้ถึงความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นมา คุณจะเดินยืดและมีออร่าของความมั่นใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 5. พูดก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจ ถ้าต้องเข้าประชุมแล้วคุณไม่มีอะไรจะพูด ให้คุณพยายามพูดตั้งแต่เนิ่นๆ จะทักทายเพื่อนๆ ร่วมทีมหรือจะชวนคุยเรื่องงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ พอคุณได้พูดออกไปบ้าง แสดงความคิดเห็นออกไปบ้าง ทีนี้มันจะง่ายขึ้นเมื่อคุณต้องร่วมออกความเห็นในที่ประชุม หรือไม่ก็ลองดูวาระการประชุมก่อนเข้าห้อง แล้วเตรียมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณเข้าไปแชร์ ฝึกพูดมาก่อนก็จะช่วยได้เยอะ นี่ก็เป็นวิธีสร้างความมั่นใจก่อนเข้าห้องประชุมจริงนั่นเอง 6. ฝึกฝนตัวเอง ฝึกให้เก่ง ฝึกให้คุ้นเคยจนชำนาญ วิธีสร้างความมั่นใจอย่างง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณลดอาการประหม่า แล้วต้องฝึกยังไง ต้องทำยังไงล่ะ เอาง่ายๆ ถ้าคุณต้องพรีเซ็นต์งานหรือต้องพูดหน้าชั้น ให้คุณร่างประเด็นที่จะพูดออกมาคร่าวๆ เป็นข้อๆ ก่อนแล้วค่อยฝึกพูดหลายๆ ครั้งจนพูดได้โดยไม่ติดขัด คุณอาจจะฝึกพูดหน้ากระจกตอนอาบน้ำ ลากแฟนมานั่งฟัง หรือจะฝึกพรีเซ็นต์งานกับเจ้าหมาน้อยหรือเจ้าเหมียวที่บ้านก็ยังได้ การฝึกบ่อยๆ ว่าจะพูดอะไรบ้าง และพูดตามลำดับขั้นตอนจะช่วยให้คุณรู้จักเนื้อหาที่จะต้องพูดได้ดีขึ้น เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพูดจริงๆ ก็จะคล่องและมั่นใจไปเอง เพราะคุณฝึกมาเป็นร้อยๆ พันๆ รอบแล้วนั่นเอง 7. คิดถึงตอนจบเอาไว้ก่อนเลย มีมั้ยสักนิดที่อยากมีความมั่นใจอย่างพวกพิธีกรในรายการทีวีทั้งหลาย จริงๆ ก็ทำได้ไม่อยากเลยนะ แค่คุณต้องโฟกัสกับผลสำเร็จที่กำลังจะตามมาก็เท่านั้นเอง อย่างเช่นพวกพิธีกรรายการต่างๆ นั้นเขาจะมีสคริปต์ที่เตรียมมาก่อนแล้ว ว่าจะต้องพูดอะไรตอนไหนบ้าง เขาจะรู้ว่าเขาจะต้องสื่ออะไรให้กับคนดูและอยากให้คนดูมีอารมณ์ร่วมแบบไหน คุณก็แค่ลองเอาไปปรับใช้บ้าง ลองดูซิ คุณก็ทำอย่างนั้นได้เหมือนกันนะ

แนวทางการรักษา

แนวทางการรักษา

แนวทางการรักษาโรคกลัวการเข้าสังคมสามารถเลือกได้ 2 วิธี ได้แก่ 1. การรักษาด้วยวิธีจิตวิทยา จิตแพทย์จะเยียวยาอาการกลัวสังคมด้วยวิธี CBT (Cognitive behavior therapy) หรือการบำบัดด้วยการรับรู้และพฤติกรรม ซึ่งต้องถือว่าเป็นแนวทางการรักษาโรคกลัวการเข้าสังคมที่เหมาะสมมากอีกแนวทางหนึ่ง โดยจิตแพทย์จะพยายามโน้มน้าวผู้ป่วยให้เปลี่ยนความคิด ปรับพฤติกรรม และเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาอาการกลัวสังคมของตัวเอง เพื่อให้เขารู้สึกประหม่า และวิตกกังวลน้อยลง รวมทั้งเปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้การเข้าสังคมมากขึ้นด้วย หรือหากผู้ป่วยไม่พร้อมจะเข้ารับการรักษาแบบเดี่ยว ๆ จิตแพทย์ก็อาจจะแนะนำให้เข้ารับการบำบัดแบบกลุ่มฝึกฝนทักษะการเข้าสังคม เรียนรู้วิธีการตอบโต้บทสนทนา และทักษะการกล้าแสดงออกทุกชนิด โดยทำร่วมกันกับผู้ป่วยเคสอื่น ๆ 2. การรักษาด้วยยา โรคกลัวการเข้าสังคมมีแนวทางการรักษาด้วยตัวยาเช่นกัน โดยส่วนมากจิตแพทย์จะสั่งยาลดอาการซึมเศร้า (Antidepressants) และยาระงับความวิตกกังวล (Anti-Anxiety) ซึ่งระดับความรุนแรงของยาสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการผู้ป่วยด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ยาทั้ง 2 ตัวนี้ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากยาแต่ละตัวมีผลข้างเคียง เช่น อาการปวดหัว อาเจียน หรือทำให้นอนไม่หลับ ดังนั้นการใช้ยารักษาอาการกลัวการเข้าสังคม ควรอยู่ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์อย่างเข้มงวดนะคะ วิธีเยียวยาอาการผู้ป่วยแบบอื่น ๆ นอกจากการรักษาด้วยวิธีการทางการแพทย์ที่กล่าวไปแล้ว การใช้วิธีปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมบางอย่าง ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางบำบัดที่จะช่วยทำให้คนที่มีอาการหวาดกลัวสังคมได้มีชีวิตที่เป็นปกติสุขได้มากขึ้นเช่นกันค่ะ ลองไปดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง 1. ฝึกท้าทายความคิดในแง่ลบ ผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคมส่วนมากมักจะคาดเดาไปต่าง ๆ นานาเมื่อต้องตกเป็นเป้าสายตา หรืออยู่ในวงล้อมของคนอื่น ๆ โดยกลัวว่าจะแสดงพฤติกรรมเปิ่น ๆ ดูงี่เง่าออกไป และคนอื่นจะต้องวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างเสีย ๆ หาย ๆ แน่นอน ดังนั้นเราจึงเยียวยาเขาด้วยการให้เขาฝึกท้าทายความคิดในแง่ลบ พยายามเอาชนะความกลัว และการคาดเดาร้าย ๆ อย่างนั้นให้ได้ และผลักดันให้เขาคิดอยู่ในใจเสมอว่า “ฉันต้องทำได้ ไม่มีอะไรยากเลยสักนิด” นอกจากนี้ต้องพยายามให้เขาเลิกคาดเดาความคิดของคนอื่น เลิกกังวลสายตาของใครต่อใครให้ได้ด้วย 2. โฟกัสที่สิ่งรอบตัว หากไม่อยากจดจ่ออยู่กับความวิตกกังวล ผู้ป่วยควรหันเหความสนใจของตัวเองไปที่สิ่งแวดล้อมรอบตัว มองผู้คน และสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น รวมทั้งตั้งใจฟังในสิ่งที่ได้ยิน โดยไม่เอาความคิดด้านลบของตัวเองไปกลบเสียงรอบข้างนั้นจนหมด นอกจากนี้คุณไม่จำเป็นต้องแสดงปฏิกิริยาตอบโต้กับคู่สนทนาเพื่อรักษาบรรยากาศตลอดเวลาก็ได้ เงียบนิ่งในบางครั้ง ก็ไม่ทำให้บทสนทนาสะดุด แถมยังลดความเกร็งของคุณลงไปได้อีกด้วย 3. ฝึกกำหนดลมหายใจ –  อยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย (นั่งหรือยืนก็ได้) หลังตรง อกผาย –  ทาบมือไว้ที่บริเวณหน้าอก และหน้าท้อง –  สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ จากนั้นค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ โดยมือตรงหน้าท้องก็ขยับเลื่อนขึ้น ส่วนมือที่ทาบหน้าอกก็ลดต่ำลงอย่างช้า ๆ –  สูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้ง และกักลมไว้ประมาณ 2 วินาที –  ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้า ๆ ขยับมือได้อย่างอิสระ –  สูดลมหายใจให้ลึกที่สุด แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากอย่างช้า ๆ –  สูดลมหายใจเข้า 4 ครั้ง กักลมหายใจ 2 วินาที และปล่อยลมหายใจออกทางปากไปเรื่อย ๆ มีสมาธิกับการกำหนดลมหายใจให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ผู้ป่วยยังสามารถฝึกสมาธิด้วยโยคะ หรือการนั่งสมาธิ เพื่อปรับลดความวิตกกังวลต่อสถานการณ์อื่น ๆ ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วยนะคะ 4. เผชิญหน้ากับความกลัว ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง ดังนั้นหากต้องการเอาชนะความขลาดกลัวก็ต้องเผชิญหน้ากับมันให้ได้ โดยเริ่มแรกอาจให้ผู้ป่วยลองทดสอบกับสถานการณ์เล็ก ๆ ที่คิดว่าเขาน่าจะรับมือไหว เช่น กลัวการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ ก็ให้เขาลองออกงานสังคม โดยมีเพื่อนที่มนุษย์สัมพันธ์ดีเลิศเป็นบัดดี้ เปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้วิธีสานสัมพันธ์กับผู้อื่นไปเรื่อย ๆ และในที่สุดเขาก็จะเกิดความเคยชินกับการเริ่มต้นสานสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าได้ในที่สุด ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องจำไว้เสมอว่า การเริ่มต้นทุกอย่างไม่เคยง่าย ดังนั้นแรก ๆ อาจจะต้องใช้ความอดทนมากหน่อย และพยายามเริ่มทำความคุ้นชินกับสถานการณ์รอบตัวไปก่อน อย่าเพิ่งกระโดดข้ามขั้นตอนไปงานใหญ่นะคะ 5. สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี –  เข้าคอร์สเรียนการเข้าสังคม ซึ่งมักจะเปิดสอนเป็นหลักสูตรอบรมการพัฒนาบุคลิกภาพ ตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ –  เข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครที่คุณสนใจ ลองเข้ากลุ่มกิจกรรมที่ทำให้คุณรู้สึกสนุก และพัฒนาความกล้าแสดงออกของคุณมากขึ้น เป็นต้นว่า ชมรมคนรักสัตว์ ชมรมนักปั่นจักรยาน หรือเข้าร่วมกลุ่มสังคมเล็ก ๆ ที่ผู้ป่วยคุ้นเคยก่อนก็ได้ –  ฝึกฝนทักษะการเข้าสังคมด้วยตัวเอง หากคุณรู้สึกไม่กล้าพูดคุยกับคนแปลกหน้า ก็ต้องพยายามฝึกฝนทักษะจนกว่าจะกล้าเข้าไปพูดคุยกับคนแปลกหน้ามากขึ้น 6. เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ –  งด หรือหลีกเลี่ยงชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนทุกชนิด เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีส่วนกระตุ้นให้ร่างกายเกิดอาการวิตกกังวล หัวใจเต้นแรง –  จำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยอาจจะเลือกดื่มแอลกอฮอล์ย้อมใจเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ที่รู้สึกอึดอัด แต่ทั้งนี้ก็ควรต้องจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย เพราะแอลกอฮอล์ก็มีส่วนสร้างความประหม่าให้คุณได้เช่นกัน แม้โรคกลัวการเข้าสังคมจะดูไม่เป็นอันตรายกับสุขภาพของเราเท่าไร แต่ก็มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นหากคุณ หรือคนรอบข้างมีความสุ่มเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคนี้ (โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น) ก็ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อหาทางเยียวยาโดยด่วนค่ะ