Tag: ความมั่นใจ

เสริมสร้างความมั่นใจในการปรับตัวสู่วัยรุ่น

     การสร้างเสริมความมั่นใจของเด็กในแง่ของสังคมออนไลน์ เด็กจะเกิดความมั่นใจ พอใจ เมื่อมีคนมากดไลค์กดแชร์ หรือคอมเม้นต์นั่นคือรูปแบบที่เด็กคิดว่าคือการยอมรับจากสังคม ซึ่งสามารถสร้างได้จากการเลี้ยงดูในครอบครัว      ความมั่นใจในตัวเอง คือการที่วัยรุ่นสามารถตัดสินใจจะทำสิ่งใดได้ด้วยตัวเองเพื่อผลที่ได้รับคือความภูมิใจและพอใจกับสิ่งที่ตนเองได้ทำ ความมั่นใจนั้นจะแตกต่างจากความกล้าโดยที่ไม่ฟังใครหรือกล้าโดยที่ไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาเด็กวัยรุ่นจะมีความมั่นใจในตัวเองได้นั้น Self Esteem หรือการรับรู้ถึงคุณค่า ความสามารถของตนเองเป็นสิ่งที่เด็กควรได้รับการส่งเสริมไปในทางที่ดี      Self Esteem จะช่วยให้เด็กเกิดความมั่นใจและกล้าที่จะเผชิญกับอุปสรรคปัญหาที่อยู่ตรงหน้า และใช้ความพยายามแก้ปัญหานั้นอย่างไม่ท้อถอย นอกจากนี้ เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นความมั่นใจจะแสดงออกได้จากการมี Self-image หรือการสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองการหาเอกลักษณ์ของตนเองที่จะทำให้แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ทั้งจากการแต่งกาย บุคลิกท่าทาง การพูด ความสามารถ เป็นต้น และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้าง สังคมออนไลน์กับความมั่นใจของวัยรุ่น        ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์คมีผลต่อวัยรุ่นเป็นอย่างมาก วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการการยอมรับจากเพื่อนและผู้คนในสังคม สำหรับเด็กที่มีพื้นฐานของความมั่นใจในตนเอง หรือ Self Esteem ที่ดี เด็กจะรู้ว่าตนเองมีดีอย่างไร และสามารถทำให้คนในสังคมยอมรับในตัวของเขาได้ Self Esteem จึงเสมือนเป็นภูมิคุ้มกันที่ทำให้เด็กอยู่ในโลกโซเชียลได้โดยไม่สั่นคลอน แต่สำหรับเด็กที่มีปัญหาด้าน Self Esteemต้องการให้คนยอมรับเห็นคุณค่าในตัวเองหรือมีปัญหาการปรับตัวทางสังคม ในแง่ของสังคมออนไลน์ เด็กจะเกิดความมั่นใจ พอใจ เมื่อมีคนมากดไลค์ กดแชร์ หรือ คอมเมนท์นั่นคือรูปแบบที่เด็กคิดว่าคือการยอมรับจากสังคม หรือมีตัวตนในสังคม หรือบางครั้งเวลาที่เด็กมีปัญหา การได้แชร์ลงในสื่อออนไลน์แล้วมีคนให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจ เด็กก็รู้สึกดีได้ แต่ในแง่ลบนั้น เมื่อมีการคอมเมนต์ด้วยข้อความรุนแรง มีการต่อว่า ตำหนิ ติเตียนกันเป็นลูกโซ่ จะยิ่งทำให้เด็กเกิดความเครียด ความวิตกกังวล และยิ่งไม่มั่นใจในตัวเองมากขึ้นอีกด้วย พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมความมั่นใจที่ดีให้แก่ลูกได้       การสร้างเสริมความมั่นใจของเด็ก ซึ่งสามารถสร้างได้จากการเลี้ยงดูในครอบครัว และเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงชั้นอนุบาลตรงนี้หัวใจสำคัญของการเสริมความมั่นคือ “ครอบครัว” แบบอย่างที่พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมความมั่นใจให้กับลูกได้ 1. การแสดงออกให้เห็นถึงความรักและความอบอุ่นที่มีต่อลูก คำว่ารักอย่างเดียวอาจไม่พอ พ่อแม่สามารถแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำ พยายามหาโอกาสที่จะใช้เวลาร่วมกันกับลูก มองหาและชื่นชมความสามารถของลูก เป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เด็กเกิดความมั่นคงในตนเอง และได้รับการยอมรับจากครอบครัว 2. การชมเชยหรือชื่นชมเมื่อเด็กทำได้ดีจะเป็นกระจกที่สะท้อนให้มองเห็นถึงคุณค่าในตนเองได้เป็นอย่างมาก 3. การสั่งสอน เรียนรู้จากความผิดพลาด การเลี้ยงลูกที่จะทำให้เด็กรู้สึกมั่นใจในตนเองคือ พ่อแม่ควรสอนให้เด็กเรียนรู้จากความผิดพลาด สอนให้รู้จักแก้ปัญหาได้จากความผิดพลาดนั้น ซึ่งจะเป็นผลดีมากกว่าการตำหนิอย่างรุนแรงเมื่อลูกทำผิด 4. การสอนให้เด็กได้มีประสบการณ์ชีวิตที่ดี ส่งเสริมให้ลูกได้เข้าสังคมหรือทำกิจกรรมร่วมกัน กิจกรรมที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความสามารถในตัวลูก โดยพ่อแม่อาจมีส่วนร่วมหรือคอยสังเกตอยู่ห่างๆ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งเสริมได้จากประสบการณ์ในบ้าน เช่น ในครอบครัวที่มีลูก 2 คน ส่วนใหญ่เมื่อลูกทะเลาะกันพ่อแม่มักเข้าไปแก้ปัญหาโดยตัดสินว่าคนไหนถูกหรือผิด ซึ่งเป็นสิ่งไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งเพราะจะทำให้เด็กไม่เกิดการเรียนรู้จากการแก้ปัญหา ในทางกลับกัน หากพ่อแม่ตั้งกฎไว้กว้างๆ ปล่อยให้ลูกรู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง และจะเข้าไปช่วยต่อเมื่อลูกทะเลาะขั้นรุนแรงขึ้นกันตีกันเพราะถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไปได้ จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การแก้ปัญหามากขึ้น 5. สร้างปมเด่นให้กับลูกเพราะการสร้างปมเด่นง่ายกว่า ประสบผลสำเร็จกว่าการพัฒนาปมด้อย ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่จะไม่ค่อยมองเห็นปมเด่นของลูกเนื่องจากสังเกตลูกไม่พอ หรือกิจกรรมที่จะช่วยเสริมปมเด่นของลูกยังทำได้ยาก ข้อดีของลูกส่วนใหญ่พ่อแม่มักจะมุ่งไปที่เรื่องเรียนอย่างเดียว จากที่พบในเด็กสมาธิสั้น เด็กแอลดี ความสามารถของเด็กจะไม่ได้มีแค่เรื่องเรียนเรื่องเดียว แต่จะมีความสามารถหลากหลายทั้งเรื่องดนตรี ศิลปะ กีฬา หรือการช่วยเหลือผู้อื่น เพียงแต่ว่าพ่อแม่จะไปสนใจที่การเรียน ทำให้ด้านอื่นๆ ที่เป็นปมเด่นไม่ได้รับการพัฒนา อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน 1. พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ลักษณะของพ่อแม่ที่ทุกอย่างให้ลูกตั้งแต่เล็กจนโตมีการช่วยเหลือในชีวิตประจำวันมากจนเกินไป เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว ป้อนข้าว จนเป็นกระจกสะท้อนให้เด็กรู้สึกว่าฉันยังทำอะไรไม่เป็น 2. พ่อแม่ที่ตำหนิลูกมากเกินไป การตำหนิติเตียนเมื่อเด็กไม่สามารถทำได้อย่างที่พ่อแม่คาดหวัง จะเหมือนกับการสร้างภาพสะท้อนด้านลบให้กับลูก ความรู้สึกเวลาที่เค้ามองตัวเองในกระจกจะเห็นว่าตัวเองเล็กๆ ไม่มีคุณค่า 3. พ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นจะทำให้ความภาคภูมิใจในตัวเองของเด็กลดลง อาจรู้สึกว่าต่อให้ทำได้ดีเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเทียบกับคนอื่นๆ ได้ 4. พ่อแม่ที่แก้ปัญหาไม่เป็นบางครั้งพ่อแม่ก็เป็นแบบอย่างให้กับลูกในการแก้ปัญหา ดังนั้น การใช้วิธีหลีกหนีปัญหาหรืออุปสรรค จะเป็นแบบอย่างให้เด็กเลือกใช้วิธีที่ไม่เหมาะสมเป็นเยี่ยงอย่าง 5.พ่อแม่ที่ชื่นชมลูกไม่เป็น ไม่รู้จักการชมเชยหรือชื่นชมเมื่อลูกทำสิ่งที่ถูกต้อง จะทำให้เด็กไม่รู้สึกภาคภูมิใจและไม่สามารถแยกได้ว่าสิ่งไหนที่ควรปฏิบัติให้ถูกใจพ่อแม่ได้

การนึกถึงความมั่นใจในสถานการณ์ที่ลำบาก

การนึกถึงความมั่นใจในสถานการณ์ที่ลำบาก 1.รับมือกับการถูกปฏิเสธ. เข้าใจก่อนว่าการปฏิเสธเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถึงแม้ว่าจะเจ็บปวด แต่คุณยังสามารถที่จะใช้ชีวิตต่อไปได้ เรียนรู้ที่จะรับมือกับมันด้วยความมีมารยาท เช่น ตอบอย่างคนมีวัฒนธรรมและยอมรับว่าคุณถูกปฏิเสธ เคารพการตัดสินใจของผู้อื่นแล้วคุณก็จะพบความมั่นใจในตัวเอง *อย่าล้มเลิก เพราะคุณอาจจะพลาดโอกาสได้รับมิตรภาพ การเสนองาน หรือเลื่อนตำแหน่ง คุณไม่ควรหยุดพยายาม เรียนรู้จากการถูกปฏิเสธและใช้ชีวิตต่อไป[ 2.รับมือกับพวกระราน. ช่วยเหลือตัวคุณเอง พวกระรานจะตามติดไปกับคุณถ้าคุณปล่อยให้พวกเค้าทำอยู่ฝ่ายเดียวๆ ให้หยุดยืนสู้กับพวกเขาและหาการสนับสนุนหรือคนที่เราสามารถพึ่งพาได้จัดการกับพวกระรานด้วยความมั่นใจและความกล้าหาญ บอกพวกระรานอย่างชัดเจนว่าให้หยุด *อย่ายอมรับว่าพวกระรานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พวกระรานเป็นสิ่งผิดและคุณมีสิทธิที่จะอยู่ได้โดยไม่มีมัน ถึงแม้ว่าจะต้องพูดกับหัวหน้าของหัวหน้า หรือผู้อำนวยการโรงเรียนของคุณเพื่อที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ของคุณก็ตาม 3.รับมือกับการสัมภาษณ์งาน. ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญในการสัมภาษณ์งาน นายจ้างจะมองหาคนที่มีความสามารถและความมั่นใจเสมอ ขณะที่มันง่ายที่จะรู้สึกกระกระวายใจเวลาอยู่ในเหตุการณ์สำคัญ หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดคือคุณสามารถทำได้คือแกล้งมีความมั่นใจ ขณะที่คุณมีความมั่นใจ คุณจะรู้สึกว่าตัวคุณผ่อนคลายและมีความมั่นใจจริงๆ *ฟังและปรับตัวคุณเองระหว่างการสัมภาษณ์ อย่าเข้าไปนั่งและตอบคำถามแบบง่ายๆ คุณควรพยายามที่จะมีส่วนร่วมไปกับผู้สัมภาษณ์และทำให้เขารู้เป้าหมายของคุณ วิธีนี้จะทำให้คุณมีใจจดจ่อและความมั่นใจ 4.รับมือกับการพูดในที่สาธารณะ. มีหนังสือหลายเล่มที่เขียนเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมและส่งต่อคำพูดที่มีประสิทธิภาพ แต่ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ส่วนใหญ่ องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อให้การพูดในที่สาธารณะเกิดผลสำเร็จก็คือความมั่นใจ ลองทำตามคำแนะนำหลายๆ อย่างเพื่อที่จะสร้างความมั่นใจ: *ทำตัวตลก อารมณ์ขันสามารถทำให้คุณและผู้ฟังผ่อนคลายและคลายความตึงเครียด ผู้ฟังจะมีใจจดจ่อและเชื่อคุณในที่สุด *แสดงความมั่นใจ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่รู้สึกมั่นใจ แต่สามารถใช้น้ำเสียงและท่าทางที่มั่นใจได้ เสียงดัง ชัดเจน และใช้แขนของคุณเวลาจะกล่าวถึงประเด็นใหญ่ๆ หลีกเลี่ยงการนั่งหลังค่อม การพูดไม่ชัดถ้อยชัดคำ และการกอดอก *สบตากัน วิธีนี้จะช่วยดึงความสนใจของผู้ฟังและทำให้คุณมั่นใจ ลองหาสักสองสามคนที่ดูเหมือนจะมีใจจดจ่ออยู่กับการพูดของคุณ แล้วให้ใส่ใจไปที่พวกเขา อย่าไปสนใจกับคนที่ไม่ใส่ใจฟังคุณ

5 วิธีสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองที่ ง่ายและเร็ว

1) ระมัดระวังความคิดที่เราบอกกับตัวเอง ลองคิดดูว่าเราเจออะไรยากๆแล้วเนี่ย เราบอกกับตัวเองว่าอย่าง ความคิด A: มันยากมาเลย ชั้นทำไม่ได้หรอก คราวที่แล้วทำแล้ว Fail Failตลอด ชั้นคงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ความคิด B: เป็นไงเป็นกัน ชั้นจะทำให้ได้ ชั้นจะสำเร็จ ชั้นภูมิใจตัวเองจริงๆ มิน่าชั้นถึงมาได้ไกลขนาดนี้ ระหว่าง ความคิด A กับ B เห็นได้ชัดเจนเลยว่าความคิดแบบไหนที่จะพาให้เราไปถึงที่ตั้งไว้ การที่สร้างความคิดที่ Positive กับตัวเองมันก้อจะส่งผลให้เรามองเห็นโอกาสแทนปัญหา Action: หยุดการมองโลกในแง่ร้าย และแทนมันด้วย positive thinking และเป็นกำลังใจให้กับตัวเอง จำไว้ว่ายิ่งให้กำลังใจตัวเองมากเท่าไหร่ เราก้อจะเริ่มมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น 2) หยุดเปรียบเทียบตัวเอง บางทีเราก้อพยายามทำตัวให้เป็นเหมือนคนอื่นไป โดยไม่ได้ตระหนักถึงว่าคนเรามันไม่เหมือนกัน ความเป็นมาก้อต่างกัน ร่างกายก้อต่างกัน และก้อไม่มีอะไรเหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเสียเวลาเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นเลย มันจะทำให้เรารู้สึกไม่ดีและเสียเซลฟ์ป่าวๆ Action: หยุดสนใจคนอื่น แต่หันมาสนใจตัวเองและเป้าหมายของเราเองดีกว่า เมื่อเราใส่ใจในตัวเราแล้วความมั่นใจในตัวเองมันจะเพิ่มขึ้นเอง 3) กล้าออกไปนอก Comfort Zone ลองมาคิดดูซิว่าเราไม่กล้า หรือ พยายามหลีกเลี่ยงการทำอะไรนอก Comfort Zone เราบ้าง เช่น ถ้าเรารู้ว่าเราไม่มีความมั่นใจในการพูดต่อหน้าผู้อื่นในที่ประชุม เรายิ่งต้องเริ่มฝึกพูดต่อหน้าที่ประชุม และแทนที่เราจะพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าในที่ประชุมนั้น เราก้อสามารถเตรียมแพลนไว้ก่อนได้ พอได้โอกาสเราจะได้รู้ว่าจะพูดอะไร ยิ่งเราฝึกทำในสิ่งที่ไม่กล้าทำมากเท่าไหร่ เราจะมีโอกาสได้ฝึกเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองมากเท่านั้น Action: แต่ละอาทิตย์ ให้ฝึกทำสิ่งที่มันอยู่นอก Comfort Zone เราทั้งหมด 3 อย่าง ยิ่งเริ่มเร็ว ความมั่นใจก้อจะเพิ่มเร็วนะ แถมโอกาสดีๆในชีวิตอาจมาแบบไม่รู้ตัวด้วย 4) ออกกำลังกาย อยากมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นใช่มั๊ย งั้นต้อง “ออกกำลังกาย” เพราะว่าการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลังสาร Ensorphins ซึ่งเป็นสารในสมองที่ทำให้เรารู้สึกดี เมื่อเรารู้สึกดีจากภายในแล้ว ภายนอกเราก้อจะดูดีไปด้วย และความมั่นใจมันก้อมาจากตรงนี้แหละ 5) กินให้ถูกหลัก รู้จักสารที่ชื่อ Serotonin มั๊ย มันเป็นสารที่ผลิตจากไตของเราที่ทำให้เรามีความสุด เพราะฉะนั้นการทำงานของไตจึงขึ้นอยู่กับอาหารการกินของเรา ถ้าใคร Diet ไม่ดีก้ออาจทำให้เค้ารู้สึกหดหู่ ไม่สดใสได้ และไอความรู้สึกพวกนี้แหละตัวการที่จะทำให้ความมั่นใจของเราลดลงสุดๆเลย เพราะฉนะนั้นเราควรพยายามหลีกเลี่ยงอาหารแปรกระบวน อาหารที่น้ำตาลสูงและแป้งเยอะ จำไว้นะว่าถ้าเรากินอาหารเพื่อสุขภาพ มันก้อจะทำให้สุขภาพจิตดีไปด้วย

การตั้งเป้าหมาย

เขียนจุดแข็งของคุณ มันเป็นงานที่ง่ายที่จะช่วยให้คุณมีความคิดหรือมุมมองแง่บวกในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยรักษาความมั่นใจไว้ แน่นอนว่าคุณมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพัฒนา ทุกคนก็เช่นกัน แต่บ่อยครั้ง การขาดความมั่นใจก็มาจากการขาดการเคารพตัวเอง การจดจุดแข็งในชีวิตของคุณสามารถช่วยให้คุณผ่านจุดด้อยไปได้ 3 สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณควรมี ทักษะหรือพรสวรรค์: มันไม่จำเป็นต้องเป็นทักษะการแข่งขัน แค่หมายความว่าคุณรู้ทักษะหรือพรสวรรค์ของตัวคุณเองหรือยัง เช่น ด้านกีฬา ศิลปะ ธุรกิจ การสร้างสรรค์ บุคลิกลักษณะเฉพาะตัว: จดว่าคุณมีบุคลิกลักษณะอะไรที่ภูมิใจบ้าง เช่น คุณคิดว่าคุณเป็นคนชอบทำงานหนัก ห่วงใยผู้อื่น มีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ ผลสัมฤทธิ์: สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณทำสำเร็จและภูมิใจ บางทีอาจจะเป็นการแสดงคอนเสิร์ต พูดในที่สาธารณะ ทำเค้กวันเกิด หรือวิ่งแข่ง

9 วิธีสร้างความมั่นใจในการทำงาน

9 วิธีสร้างความมั่นใจในการทำงาน ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง

ในชีวิตการทำงาน อาจจะมีบางช่วงที่คุณรู้สึกท้อแท้ ไม่แน่ใจว่า และตั้งคำถามว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ รวมถึงต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ยากจนดูเหมือนว่าเกินกำลัง ต้องพร้อมรับกับความกดดันระดับสูงที่อาจทำให้คุณรู้สึกพร้อมจะแตกออกเป็นเสี่ยง คุณอาจจะคิดถึงการถอยไปตั้งหลัก คุณอาจจะคิดถึงการล้มเลิกไม่เดินหน้าต่อ แต่ถ้าปัจจัยของความก้าวหน้า คือการฟันฝ่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นในรายทาง เราลองมาดูกับ 9 วิธีสร้างความมั่นใจในการทำงาน ที่คุณสามารถค่อยๆ ทำ ค่อยๆ บอกตัวเอง จนกว่าสิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็น ‘ตัวตน’ ใหม่ที่มั่นใจของคุณ ยืนตัวตรง เชิดหน้าด้วยความเชื่อมั่น ปลุกพลังในตัวคุณ ด้วยท่าทางที่สบายๆ ยืดอก ตัวตรง ภาษากายคือสิ่งที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันกับสภาพจิตใจและการใช้ชีวิตในภาพรวม แม้ว่าจิตใจจะเป็นตัวกำหนดท่าทางที่เราจะแสดงออกมา แต่ในทางกลับกัน การวางท่าทีให้มีความเชื่อมั่น เชิดหน้า และยืดตัวตรง แม้ว่าข้างในคุณจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นก็ตาม แต่วิธีตอกย้ำการกระทำ ก็จะค่อยๆ ปรับสภาพจิตใจให้มีความสัมพันธ์กันได้ในท้ายที่สุด คิดถึงความสำเร็จที่ผ่านมา อุปสรรคใดๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับ ‘ตัวของคุณเอง’ การทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้ประสบความสำเร็จอาจจะเป็นเรื่องยาก มีอุปสรรคอยู่มากมายที่รอคอยอยู่ข้างหน้า แต่กระนั้น ทุกสิ่งย่อมมีก้าวแรก ถ้าคุณรู้สึกอ่อนล้า ท้อแท้ ลองลิสท์รายชื่อสิ่งละอันพันละน้อยที่คุณทำได้สำเร็จเสร็จสิ้น อาจจะไม่จำเป็นต้องใหญ่โตหรือพลิกโลก แต่เป็นเรื่องที่คุณรู้สึกดี การได้เห็นความสำเร็จต่างๆ ที่ผ่านเข้ามานั้น จะช่วยตอกย้ำว่าคุณเองก็สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากเพียงใด และช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ ประสานสายตาเวลาพูดคุย ดวงตา คือหน้าต่างของหัวใจ จงประสานสายตาเวลาพูดคุยทุกครั้ง เมื่อดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ การประสานสายตาจึงเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความจริงใจ ที่เราแสดงให้อีกฝ่ายรับรู้ว่า เราไม่มีสิ่งใดปิดบัง และเป็นการแสดงถึงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม การหลบสายตา แม้คุณจะไม่ได้มีนัยอะไรที่สลักสำคัญหรือกระทำไปตามความเคยชิน แต่มันก็ทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัด และบั่นทอนความน่าเชื่อถือ รวมถึงความมั่นใจที่คุณมีให้กับตัวเองไปในทางหนึ่งด้วย มองในแง่ดีอยู่เสมอ ให้ความหวัง อยู่เหนือความสิ้นหวัง เพื่อยกระดับความมั่นใจให้สูงขึ้น คุณอาจจะได้ยินแนวคิดของเรื่อง ‘น้ำครึ่งแก้ว’ หรือ ‘น้ำเต็มแก้ว’ มาบ่อยๆ แต่คำตอบไหนล่ะที่ถูกต้องที่สุด? อันที่จริงแล้ว ชีวิตเป็นเรื่องของการผสมผสานกันระหว่างด้านดีและด้านลบอยู่เสมอ ซึ่งการมองโลกตามสภาพที่เป็นจริง มองด้วยใจเป็นกลาง อย่างเข้าใจ และเป็นไปในแง่ดี นอกจากจะช่วยให้คุณไม่เหนื่อยล้าจนเกินกว่าที่ควรจะเป็นแล้วนั้น ยังช่วยส่งผลต่อท่าทางที่คุณแสดงออกไปสู่บุคคลภายนอก ไม่ว่าจะด้วยน้ำเสียงหรือภาษากาย ก่อเกิดความรู้สึกที่ดีแก่ผู้พบเห็น ทำตัวให้แจ่มใส ทุกสิ่งมีด้านที่สวยงามอยู่เสมอ มองด้านเหล่านั้น เพื่อปลุกพลังใจให้สู้ต่อไป คุณอาจจะรู้สึกท้อแท้ เหน็ดเหนื่อย ห่อเหี่ยว แม้จะไม่ได้บอกใคร แต่ภาษากายที่แสดงออกมาก็สามารถรับรู้ได้โดยคนรอบข้าง ดังนั้นแล้ว ถ้าเริ่มรู้สึกลบกับตัวเอง ยืดอกเข้าไว้ ทำท่าให้เข้มแข็ง กระฉับกระเฉง หายใจเข้าปอดลึกๆ คุณจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเองอย่างน่าประหลาดใจ ฝึกการควบคุมน้ำเสียง เมื่อรู้สึกประหม่า อย่าปล่อยให้อาการคำพูดตายลอยค้างกลางอากาศ การพูดลิ้นพันกันหรือติดอ่าง คือสัญญาณของสภาพจิตใจที่ไม่คงที่ และเป็นสิ่งที่คนอื่นสามารถสัมผัสได้ง่ายที่สุด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว คุณอาจจะจำลองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นไว้ในหัว (เช่น การพูดในที่ชุมชน) แล้วลองฝึกซ้อมหน้ากระจก ทำซ้ำๆ จนกว่าความรู้สึกหวาดกลัวเหล่านั้นจะหายไป ปรับปรุงในท่าทีการวางตัว คนที่มีความมั่นใจ จะมีท่าทีที่พร้อมรับกับทุกสถานการณ์อย่างสุขุม คนที่มีความประหม่าในจิตใจ หลายครั้ง มักจะกลบด้วยอาการของความมั่นใจที่เกินพอดี เช่น พูดเยอะขึ้น หัวเราะเสียงดัง ร่าเริงผิดปกติ เหล่านี้ ไม่ใช่สัญญาณที่น่าพึงปรารถนาแต่ประการใด เพราะคนที่มีความมั่นใจอย่างจริงจัง จะมีความนิ่ง สงบ และมั่นคงแม้จะไม่ได้พูดสิ่งใดออกมาสักประโยคเดียว พยายามปรับปรุงท่าทีการวางตัวควบคู่กับความคิด และพึงระวังการแสดงออกในทางที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การเล่นมุขตลกหยาบโลน หรือล้อเลียนในท่าทางของผู้อื่น ใส่ใจเรื่องการแต่งตัวบ้าง แต่งตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง พร้อมความมั่นใจที่มากกว่าเดิมในสถานการณ์ต่างๆ การแต่งตัวดีช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับคุณในโอกาสต่างๆ ซึ่งคุณก็ควรจะให้ความพิถีพิถันในจุดนี้โดยถี่ถ้วน เช่น การใส่สูทที่ดูดีในยามที่ต้องออกไปพรีเซนต์งาน แต่งตัวให้ภูมิฐานตอนที่ต้องไปรับการสัมภาษณ์ หรือในยามสบายๆ ก็แต่งตัวที่เหมาะสมกับสถานที่และกาลเทศะ คุณจะมั่นใจมากขึ้นเมื่อทุกอย่างสอดรับกันได้อย่างลงตัว ยิ้มพิมพ์ใจ ยิ้มให้กับตัวเอง ยิ้มให้กับโลกรอบข้าง ช่วยสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น รอยยิ้มคือสิ่งที่จะตอบสนองต่อผู้พบเห็นในทางบวกอยู่เสมอ ทั้งยังช่วยเพิ่มพลังใจ และเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการยิ้ม จะช่วยสั่งการให้สมองนั้นได้หลั่งสารที่ส่งผลดีต่อจิตใจ ให้รู้สึกสดชื่น และเติมเต็มความมั่นใจ แม้ว่าลึกๆ คุณอาจจะไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นในตอนแรกก็ตาม วิธีการเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะใช้ได้ผลดีสำหรับชีวิตการทำงาน หากแต่ยังสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ที่จะส่งผลดีให้คุณกลายเป็นคนใหม่ ที่มีความมั่นใจ มีประสิทธิภาพ มีความสุขและประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว และถ้าคุณยังรู้สึกว่าทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ตัวเอง ต้องฝืนใจทำแล้วล่ะก็ ขอให้คิดถึงคำๆ หนึ่งที่ว่า ‘ทำไปจนกว่าจะกลายเป็นตัวตน (Fake it, Until you make it)’ แล้วคุณจะประหลาดใจว่ามันให้ผลดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ…  ที่มา : LinkedIn

7 วิธี สร้างความมั่นใจให้ตัวเองอย่างได้ผล

7 วิธี สร้างความมั่นใจให้ตัวเองอย่างได้ผล

บอกตัวเองว่าเราจะไม่ใช่สาวขี้อายคนเดิมที่นั่งอยู่หลังห้องตลอดเวลาอย่างเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นคนใหม่ที่บุคลิกดีและมั่นใจในทุกสถานการณ์ ผู้หญิงบางคนก็ช่างโชคดีซะเหลือเกินที่เกิดมาพร้อมความมั่นใจทะลุติดเพดานมาตั้งแต่เด็ก แต่เรานี่ซิ ทำอะไรก็ติดๆ ขัดๆ ไม่กล้าพูดไม่กล้าแสดงความคิดเห็นกับใครเขาหรอก จะคุยกับใครทำไมมันถึงได้ยากเย็นซะขนาดนี้ ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องงาน หรือต้องเข้าสังคมด้วยแล้ว อูยยยย เหงื่อแตกผลัก มือสั่นเป็นจ้าวเข้า ชาตินี้คงจะสำเร็จยากแล้วล่ะ แต่ก็นะ จะมัวแต่คอยหลบตาคนอื่นแบบนี้คงไม่ไหวแน่ งั้นมาดูสารพัดวิธีสร้างความมั่นใจขั้นเทพแล้วลองไปเปลี่ยนตัวเองดูกันดีกว่า 1. หยุดมองตัวเองว่าไม่ดี ไม่เก่ง ไม่เอาไหน ถ้าเรามัวแต่บอกตัวเองทุกวันว่าเราไม่เก่ง เราไม่สวย พูดแล้วคงไม่มีใครฟังแน่นอน แบบนี้มันจะไปเหลือความมั่นใจที่ไหนอีกล่ะ ก่อนอื่นเลยต้องเลิกคิดกับตัวเองในแง่ลบก่อน เพราะความคิดพวกนี้แหละที่จะทำให้เราเกิดอาการไม่มั่นใจ ไม่รักตัวเอง แล้วของแบบนี้บอกเลยว่าคนรอบข้างเขาก็รู้สึกได้นะว่าคุณไม่มั่นใจ คุณต้องหันมามองตัวเองและยอมรับในความเป็นตัวตนของคุณที่ไม่เหมือนใคร บอกตัวเองว่าเรามีค่า เราก็ทำได้ 2. ทำท่าทางให้ดูมั่นใจเข้าไว้ บุคลิกต้องดูดี อกผายไหล่ผึ่ง แต่งตัวเหมาะสมกับโอกาสและสถานที่ ยิ้มแย้ม มองตาคนฟังเวลาต้องพูด อย่าอ้อมแอ้มพูด ต้องพูดให้เสียงดังฟังชัด และมีการแสดงออกว่าเราเปิดรับความคิดเห็นของคนอื่น แค่นี้คนอื่นก็จะมองว่าคุณเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง แล้วตัวคุณเองจะรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ 3. ถามคำถามเยอะๆ เข้าไว้ ถ้าเราได้เตรียมความพร้อมมาก่อน เราก็จะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น วิธีสร้างความมั่นใจทางหนึ่งที่จะช่วยลดความประหม่าลงได้เมื่อต้องเข้าสังคมกับคนกลุ่มใหม่ๆ หรือเพื่อนใหม่ๆ ก็คือเตรียมคำถามปลายเปิดไว้สักสองสามข้อเพื่อชวนคุย (อะไร ที่ไหร่ เมื่อไหร่ อย่างไร ทำไม) โดยส่วนมากแล้วคนส่วนใหญ่มักจะกลัวเมื่อต้องเข้าสังคมใหม่ว่าไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร ไม่มีอะไรจะคุย แต่จริงๆ แล้วมันอยู่ที่การตั้งคำถามให้เหมาะสมเพื่อหาเรื่องคุยกับคนที่เราเพิ่งรู้จัก บางทีอาจพบว่าคุณมีความสนใจหรือมีอะไรที่คล้ายๆ กันก็ได้ เจอแบบนี้คุยถูกคอแน่นอน 4. แต่งตัวอย่างมีสไตล์ เสื้อผ้าทำให้คนดูดีขึ้น ซึ่งเป็นความจริงที่สุดสำหรับวิธีสร้างความมั่นใจ เพราะเสื้อผ้านั้นช่วยสร้างความประทับใจในตัวคุณได้ตั้งแต่แรกเห็น คุณลองสังเกตดูก็ได้นะ ว่าวันไหนที่คุณแต่งตัวดูดี ดูมีระดับ วันนั้นคุณจะรู้สึกได้ถึงความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นมา คุณจะเดินยืดและมีออร่าของความมั่นใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 5. พูดก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจ ถ้าต้องเข้าประชุมแล้วคุณไม่มีอะไรจะพูด ให้คุณพยายามพูดตั้งแต่เนิ่นๆ จะทักทายเพื่อนๆ ร่วมทีมหรือจะชวนคุยเรื่องงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ พอคุณได้พูดออกไปบ้าง แสดงความคิดเห็นออกไปบ้าง ทีนี้มันจะง่ายขึ้นเมื่อคุณต้องร่วมออกความเห็นในที่ประชุม หรือไม่ก็ลองดูวาระการประชุมก่อนเข้าห้อง แล้วเตรียมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณเข้าไปแชร์ ฝึกพูดมาก่อนก็จะช่วยได้เยอะ นี่ก็เป็นวิธีสร้างความมั่นใจก่อนเข้าห้องประชุมจริงนั่นเอง 6. ฝึกฝนตัวเอง ฝึกให้เก่ง ฝึกให้คุ้นเคยจนชำนาญ วิธีสร้างความมั่นใจอย่างง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณลดอาการประหม่า แล้วต้องฝึกยังไง ต้องทำยังไงล่ะ เอาง่ายๆ ถ้าคุณต้องพรีเซ็นต์งานหรือต้องพูดหน้าชั้น ให้คุณร่างประเด็นที่จะพูดออกมาคร่าวๆ เป็นข้อๆ ก่อนแล้วค่อยฝึกพูดหลายๆ ครั้งจนพูดได้โดยไม่ติดขัด คุณอาจจะฝึกพูดหน้ากระจกตอนอาบน้ำ ลากแฟนมานั่งฟัง หรือจะฝึกพรีเซ็นต์งานกับเจ้าหมาน้อยหรือเจ้าเหมียวที่บ้านก็ยังได้ การฝึกบ่อยๆ ว่าจะพูดอะไรบ้าง และพูดตามลำดับขั้นตอนจะช่วยให้คุณรู้จักเนื้อหาที่จะต้องพูดได้ดีขึ้น เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพูดจริงๆ ก็จะคล่องและมั่นใจไปเอง เพราะคุณฝึกมาเป็นร้อยๆ พันๆ รอบแล้วนั่นเอง 7. คิดถึงตอนจบเอาไว้ก่อนเลย มีมั้ยสักนิดที่อยากมีความมั่นใจอย่างพวกพิธีกรในรายการทีวีทั้งหลาย จริงๆ ก็ทำได้ไม่อยากเลยนะ แค่คุณต้องโฟกัสกับผลสำเร็จที่กำลังจะตามมาก็เท่านั้นเอง อย่างเช่นพวกพิธีกรรายการต่างๆ นั้นเขาจะมีสคริปต์ที่เตรียมมาก่อนแล้ว ว่าจะต้องพูดอะไรตอนไหนบ้าง เขาจะรู้ว่าเขาจะต้องสื่ออะไรให้กับคนดูและอยากให้คนดูมีอารมณ์ร่วมแบบไหน คุณก็แค่ลองเอาไปปรับใช้บ้าง ลองดูซิ คุณก็ทำอย่างนั้นได้เหมือนกันนะ