Tag: ทักษะทางสังคม

ทักษะทางสังคม

ทักษะทางสังคม เพื่อความสำเร็จในชีวิต

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แม้ว่าแต่ละคนจะมีสังคมที่แตกต่างกันไป บางคนเติบโตมาในสังคมที่เพียบพร้อม อบอุ่น บางคนเกิดมาในสังคมที่มีบ้าง ไม่มีบ้าง หรือแม้แต่ บางคนอยู่ในสังคมที่ ไม่มีอะไรเลย แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นสังคม อาจจะเคยมีความคิดหรือได้ยินคำพูดที่ว่า “อยู่คนเดียวก็ได้ ไม่ตาย” ไม่จริงหรอกค่ะ แม้ว่าการกระทำจะอาจดูเป็นไปได้ แต่ในใจลึกๆ ก็ยังโหยหาอยู่ดีแหละค่ะ ยิ่งคำว่า “สังคม” มันก็บอกอยู่แล้วว่ามันต้องมีจำนวนคนมากกว่าหนึ่งคน แล้วการที่มีคนเยอะๆ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็จะยากขึ้น เพราะจะมีการแข่งขันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไหนๆ เราก็ต้องอยู่ในสังคม วันนี้เลยนำเรื่องของการใช้ทักษะต่างๆ เพื่อความอยู่รอดและประสบความสำเร็จในสังคมมาฝากใน ทักษะทางสังคม เพื่อความสำเร็จในชีวิตค่ะ 1. การมองโลกในแง่ดี หลายคนอาจบอกว่า การมองโลกแง่ดี ไม่ถือว่าเป็นทักษะทางสังคม แต่มันสามารถเป็นตัวปรับปรุงพื้นฐานที่สำคัญ ให้เราต่อยอดในทักษะต่างๆ ต่อไป โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์จะถูกดึงดูดจากอะไรก็ตามที่ดูแล้วเป็นด้านบวก ยิ่งถ้าเป็นคนมองโลกในแง่ดีด้วยแล้ว จะยิ่งดึงดูดให้คนรอบข้างเข้ามาหาอย่างมากมาย เพราะคนที่มองโลกในแง่ดีมักจะเป็นแรงบันดาลใจ และคอยผลักดันให้คุณทำเป้าหมายให้สำเร็จ แต่ก็อย่างว่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป มองบวกมากไปก็จะโดนมองว่า “โลกสวย” บางครั้งอาจลามไปถึงการถูกมองว่า “สร้างภาพ” ได้ ของแบบนี้ เราเป็น เรารู้ค่ะ ไม่ต้องไปป่าวประกาศ ยังไงก็ประสบความสำเร็จ 2. ความสุภาพอ่อนโยน ความสุภาพอ่อนโยนเป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญและสมควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก มันไม่ใช่เรื่องยากหรอกค่ะที่จะทำดีกับทุกคนรอบๆ ตัวคุณ พยายามให้มากขึ้นในการใช้ความสุภาพ รวมถึงกลั่นกรองคำพูดคำจาก่อนจะปล่อยมันออกมาจากปาก พยายามหลีกเลี่ยงกริยาและคำพูดเชิงลบ พูดคำว่าขอโทษและขอบคุณให้ติดปาก ไม่มีคนสุภาพคนไหนถูกรังเกียจนะคะ 3. ความเห็นอกเห็นใจ เป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญอีกทักษะหนึ่งที่สามารถทำให้คุณรู้สึกหรือคิดถึงจิตใจผู้อื่น และอยากจะช่วยเหลืออย่างเต็มใจ ทักษะนี้จะช่วยทำให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ฟังอย่างระมัดระวังเวลามีคนพูดคุยแล้วจะมีความพยายามในการที่จะแก้ปัญหามากขึ้นค่ะ การเห็นใจและช่วยเหลือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ดูกรณีและดูคนด้วยนะคะ จะได้ไม่เจ็บช้ำความรู้สึก 4. การฝึกวินัย โดยพื้นฐานแล้ว บุคคลที่มีระเบียบวินัยจะมีนิสัยที่เกี่ยวข้องกับพวกกฎระเบียบ กฎหมาย ขนบธรรมเนียม และเงื่นไขต่างๆ และเพื่อพัฒนาให้ตัวเรามีระเบียบวินัยและการควบคุมตัวเองให้มากขึ้น ลองให้รางวัลตัวเองเมื่อทำอะไรสำเร็จตามเป้าหมายดูสิคะ เช่น ให้ตัวเองพักเมื่อเป้าหมายสำเร็จ หรือไปทำอะไรตามใจตัวเองเพื่อชาร์จพลัง เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและเดินออกมาจาก comfort zone ดูค่ะ เพื่อความสำเร็จ 5. ความอดทน เป็นเรื่องที่สำคัญสุดๆ ที่จะต้องเรียนรู้การมีความอดทนในสมัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกอย่างรอบตัวเราผ่านไปเร็วมาก เมื่อมีบางอย่าง มาทำให้ต่อมความอดทนของราสั่นคลอน ให้หลับตา หายใจเข้าลึกๆ นึกภาพให้ออกว่าสถานการณ์แบบนี้ ควรวางตัวอย่างไร พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ยังไงนิ่งกว่าก็ชนะค่ะ 6. ทักษะการฟัง คนที่ประสบความสำเร็จนั้น ไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่มีวาทศิลป์ หากแต่ต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยเช่นกัน ทักษะในการตั้งใจฟังให้ดีในสิ่งที่คนอื่นๆ พูดจะช่วยให้คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะได้เข้าใจการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ เมื่อคุณกำลังสนทนากับใครสักคน อย่าข่มเขาเอาตัวเราใหญ่ ลองเงียบแล้วตั้งใจฟังถึงสิ่งที่เขากำลังจะบอกเรา ที่สำคัญ การฟังเป็นเรื่องสำคัญเพราะหลายครั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จหรือวินาศเป็นเพราะว่า ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียดนั่นเอง 7. การให้อภัย คนที่ประสบความสำเร็จเขาไม่ถือเอาความพยาบาทหรือหมางใจไว้นานๆ หรอกค่ะ มันหน่วง เขาเรียนรู้ที่จะให้อภัยและลืม และในที่สุดแล้ว พวกเขาจะได้เรียนรู้จากการกระทำเหล่านี้ พวกเขาไม่อยู่กับอดีตค่ะ เพราะเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรในอดีตได้ การแบกรับความกดดันจะยิ่งทวีความกดดัน แล้วมันจะกระทบกับการดำเนินชีวิตของคุณ ดังนั้น เรียนรู้การให้อภัยผู้อื่นให้มากๆ หรือแม้แต่การให้อภัยตัวเอง อยากสำเร็จต้องเดินหน้าต่อค่ะ อย่าให้อะไรมายึดใจเราให้ติดอยู่กับที่ ความสำเร็จ อยากได้มา ต้องคว้าเองนะคะ ไปหวังพึ่งดวง รอชะตา ไม่มีทางหรอกค่ะ ที่จะไปถึงฝัน “หากอยากเห็นผืนแผ่นดินสดใส แต่ไม่ยอมลอยเรือข้ามไป ปล่อยเรือไว้อย่างนั้น” พัฒนาทักษะเหล่านี้ ดูสิคะ ถึงสังคมจะกว้างขนาดไหน คนเยอะเท่าไหร่ เราก็ประสบความสำเร็จได้แน่นอนค่ะ

inc-article-matichon-freeform101

ทักษะทางสังคม

สภาพครอบครัวไทยในปัจจุบัน มักเป็นครอบครัวเดี่ยวที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับบุตรหลานมากนัก เนื่องด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน อีกทั้ง สภาพความห่างเหินแปลกแยกระหว่างคนในสังคมที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่เคยแม้แต่จะพูดคุย และทำให้คนในชุมชนและสังคมมีปัญหาสายสัมพันธ์ที่อ่อนแอลง มีลักษณะต่างคนต่างอยู่และสภาพการมีน้ำใจต่อกันลดลง ซึ่งต่างจากสังคมไทยสมัยก่อน ที่ผู้คนมีค่านิยมยินดีช่วยเหลือเมื่อผู้อื่นเดือดร้อน มีน้ำใจให้แก่ผู้อื่นแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ค่านิยมนี้ได้เริ่มเปลี่ยนไปภายหลังจากที่ประเทศไทยพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย และการเปิดประเทศเพื่อการค้าการลงทุน การเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนในชุมชนและสังคมเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนจำนวนมากในปัจจุบัน ที่กลายเป็นผู้ที่ไม่สนใจปัญหาสังคม การเมือง มีชีวิตอยู่เพื่อตนเองเป็นหลัก ไม่สนใจสภาพสังคมส่วนรวมเท่าที่ควร และส่งผลให้เด็กส่วนใหญ่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว มีทีวี เกม เป็นเพื่อน รวมทั้งในโลกยุคไซเบอร์หรือยุคไร้สายในปัจจุบันที่สร้างโลกเสมือนให้เด็ก ๆ ได้เข้าไปหาเพื่อนคุยแก้เหงาในโลกเสมือนนี้แทนโลกแห่งความจริง สภาพการณ์เหล่านี้ ส่งผลให้เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเติบขึ้นมานั้นมีทักษะในการเข้าสังคมที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเกิดเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยทั้งต่อตัวเด็กเองและต่อสังคมในภาพรวม ทั้งนี้เนื่องจากทักษะสังคมเป็นทักษะที่นำมาซึ่งความสุขและเป็นใบเบิกทางแห่งความสำเร็จในชีวิต เปิดให้เกิดมิตรภาพ เปิดประตูสู่มิตรภาพและโอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของคนในสังคม ทักษะสังคมจึงเป็นทักษะสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญเพื่อเป็นรากฐานสำคัญอันนำมาซึ่งความสุขความสำเร็จในชีวิตเมื่อเติบโตขึ้นต่อไปในอนาคต จากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณชนของประเทศอังกฤษพบว่า การมีทักษะในการเข้าสังคมถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเหลือเด็กให้ประสบความสำเร็จในอนาคต แตกต่างความเชื่อที่ผ่านมาที่มองว่าความสามารถในการเรียนในชั้นเรียนเท่านั้นที่เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของเด็ก ทักษะสังคม (social skills)เป็นกลุ่มของทักษะต่าง ๆ ที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างกันในสังคม อันได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การพูด การฟัง การทำงานร่วมกันเป็นทีม ฯลฯ รวมทั้งความสามารถในการเข้าใจถึงสถานการณ์ที่หลากหลาย กฎกติกาต่าง ๆ ในสังคม ความสามารถในการรู้จักผู้อื่น และการคิดคำนึงถึงคนรอบข้างอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในทางบวกให้เกิดขึ้นเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย ทั้งวัยเด็กที่ต้องการการพึ่งพา การเรียนรู้สิ่งใหม่ในชีวิต วัยรุ่นที่ต้องการการยอมรับจากเพื่อนฝูงคนรอบข้าง วัยผู้ใหญ่ที่เริ่มสร้างครอบครัวและต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงาน ทักษะสังคมเป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับทักษะอื่น ๆ แนวทางสร้างและพัฒนาเด็กให้มีทักษะทางสังคม ต้องเริ่มตั้งแต่เยาว์วัย โดยมีแนวทางหลักดังนี้ สร้างมิตรภาพ โดยการริเริ่มผูกมิตรและหยิบยื่นไมตรีจิตให้กับผู้อื่นก่อนเสมอทั้งต่อเพื่อนฝูง ครูอาจารย์เช่น การยิ้มอย่างจริงใจเข้าไปแนะนำตัวแสดงความรู้จักกับผู้อื่นการเรียนรู้จักการเป็นผู้ให้มากกว่าที่จะเป็นผู้รับฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามหากเด็กค่อนข้างมีบุคลิกขี้อาย ควรช่วยเหลือเด็กโดยการเป็นผู้นำการสนทนาริเริ่มให้เด็กได้รู้จักกับเพื่อน ๆ หรือคุณครูก่อนจนคุ้นเคยและสามารถสานสัมพันธ์ต่อไปได้ รวมถึงให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องนี้อย่างเป็นระบบโดยผ่านเหตุการณ์จริงหรือเหตุการณ์สมมติ เช่น ผ่านการเล่าเรื่องจากนิทานสอนใจ การยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริง การสอนให้คิดถึงผู้อื่นโดยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วร่วมกันสรุปเป็นหลักการสอนเด็กในภาคปฏิบัติ ทั้งพฤติกรรมการแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำเพื่อพัฒนาทักษะสังคมด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิต เรียนรู้จักกิจกรรมและทำงานเป็นทีม กิจกรรมในการสอนเด็กให้มีทักษะทางสังคมมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย ครูต้องเลือกให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น กิจกรรมสำหรับเด็กวัยอนุบาล 3-5 ปี เป็นวัยที่ต้องเน้นกิจกรรมที่สนุกสนาน และน่าตื่นเต้น เช่น การเดินสำรวจธรรมชาติเป็นกลุ่ม การเล่นงูกินหาง การเต้นรำและร้องเพลงร่วมกัน ฯลฯ กิจกรรมสำหรับเด็กประถมศึกษา-12 ปี เช่น จับกลุ่มให้มาแสดงละคร จับกลุ่มให้เด็ก ๆ ค้นหาข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอหน้าชั้นเรียน การเล่นแชร์บอล ฯลฯ และกิจกรรมสำหรับวัยรุ่น(Teenage Challenge) ที่มีอายุ 13-17 ปี เป็นช่วงวัยที่เริ่มเข้าสังคมมากขึ้น ชอบทำกิจกรรมที่ความสนุกสนานและท้าทายความสามารถ เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล ตั้งค่ายพักแรม ฝึกถ่ายทำวีดีโอ ฯลฯ ที่มีอายุ 6ที่มีอายุ เรียนรู้เกี่ยวกับผู้อื่นและชุมชน ควรส่งเสริมให้เด็กได้ใช้เวลาว่างหรือทำกิจกรรมของโรงเรียน ผ่านการเข้าร่วมโครงงานพัฒนาชุมชนหรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกับกองทุนเวลาเพื่อสังคม ที่ผมเป็นประธาน โดยแนวคิดนี้คือ ทำดีได้ไม่ต้องใช้เงิน ด้วยการที่แต่ละคนบริจาคเวลาในการทำความดีเพียงเดือนละ 3 ชั่วโมง อันเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ปลูกฝังการเป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีส่วนหล่อหลอมการมีจิตสาธารณะ ไม่ไปข้องแวะกับการใช้เวลาไม่เหมาะสมที่ก่อเกิดปัญหา อีกทั้งส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคมโดยจัดระบบงานอาสาสมัคร เพื่อมีส่วนพัฒนาการเรียนรู้คนเมือง เช่น เยี่ยมเยียนสถานสงเคราะห์ ร่วมสอนและพัฒนาความรู้ให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส การช่วยงานในศูนย์บริการสาธารณสุข การร่วมรนณรงค์การประหยัดพลังงาน เป็นต้น ทักษะสังคม เป็นทักษะสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ และครู ควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทย ร่วมกับทักษะด้านอื่น ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อเป็นใบเบิกทางสำคัญสู่ความสุขความสำเร็จของเด็กต่อไปในอนาคต รวมทั้งเพื่อการปฏิบัติต่อกันในสังคมอย่างถูกต้องเหมาะสมอันเป็นเหตุที่นำมาซึ่งความสงบสุขของสังคมในภาพรวม