Tag: ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา

‘เก็บภาษี ช่วยใครบ้าง’ คำถามใหญ่สังคมไทย

ระบบภาษีไทยช่วยลดความเหลื่อมล้ำหรือไม่ คนไทยเสียภาษีน้อยไปหรือมากไป แล้วเงินภาษีที่เก็บได้ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เกิดประสิทธิผลอย่างทั่วถึงหรือไม่ วงเสวนาเรื่อง ‘อัดฉีด เก็บภาษี ช่วยใคร?’ จัดโดยโครงการติดตามเศรษฐกิจไทย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมหาคำตอบ ดร.ธร ปีติดล อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดการเสวนา ด้วยการตั้งคำถาม 3 ข้อ คือ 1) ภาษีไทยอยู่ตรงไหนในโลก 2) ภาษีไทยทุกวันนี้ ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจอะไรบ้าง และ 3) ภาษีไทยควรจะไปทางไหน ซึ่งจากงานศึกษาของธนาคารโลก ทำให้พบว่า ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาของไทยไม่ได้มีสัดส่วนมากนักและไม่ใช่รายได้หลักในระบบภาษีไทย และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยขั้นสูงสุดที่ร้อยละ 35 ก็อยู่ระดับกลางๆ ถึงแม้จะสูงกว่าฟิลิปปินส์ (ร้อยละ 32) อินโดนีเซีย (ร้อยละ 30) มาเลเซีย (ร้อยละ 28) สิงคโปร์ (ร้อยละ 22) ฮ่องกง (ร้อยละ 15) แต่ก็ต่ำกว่า ญี่ปุ่น (ร้อยละ 50) จีน (ร้อยละ 45) และเกาหลีใต้ (ร้อยละ 39) ขณะที่ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลไทยสูงสุดที่ร้อยละ 20 ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคบางประเทศบ้าง แต่ก็มีสิทธิพิเศษทางภาษีในหลายด้าน โดยเฉพาะเพื่อการกระตุ้นการลงทุนผ่านการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก อย่างไรก็ตาม รายได้ภาษีหลักๆ ของประเทศไทยจึงมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT การปฏิรูปภาษีต้องอยู่บนฐานความโปร่งใส สร้างการยอมรับ เชื่อใจจากประชาชน ขณะที่ภาษีที่เก็บได้หลักๆ ของไทย มาจากฐานการบริโภค มาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ในสัดส่วนมากถึงร้อยละ 57 sbobet แต่ก็มีข้อจำกัดจากการกระจายรายได้ ขณะที่สัดส่วนภาษีที่มาจากฐานเงินได้ มีร้อยละ 42 และที่น่าสนใจคือ ภาษีจากฐานทรัพย์สินสัดส่วนร้อยละ 1 เท่านั้น ทั้งที่ในทางเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนทราบดีว่า ภาษี สามารถใช้เป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ หากมีการออกแบบที่ตอบโจทย์ดังกล่าว แต่ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ประเทศไทยกลับใช้ภาษีเพื่อตอบโจทย์สำหรับกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค ทั้งที่ในระยะหลังจะมีงานวิจัยระบุว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนมีประสิทธิภาพน้อยลง ในเวลาที่ประเทศอื่นๆ ก็ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีพอๆ กับประเทศไทยหรือดีกว่าไทยแล้ว ดังนั้น ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่สูญเสียไปผ่านสิทธิประโยชน์ที่บีโอไอให้ปีละประมาณ 1.2-1.4 แสนล้านบาท จะตอบโจทย์ในปัจจุบันหรือไม่ แนะใช้ ‘ภาษี’ ลดความเหลื่อมล้ำ ด้าน ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ให้ความเห็นว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ นโยบายการคลังจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างไร จะนำเงินออกจากกระเป๋าคนรวยให้ได้มากกว่ากระเป๋าคนจนได้อย่างไร เนื่องจากด้วยโครงสร้างภาษีปัจจุบัน คนที่รวยมีรายได้สูง เสียภาษีสูงสุดในอัตราร้อยละ 35 และกฎหมายยังให้แยกรายได้จากเงินปันผลได้ด้วย ดังนั้น การจ่ายภาษีของคนกลุ่มนี้จึงเสียน้อยกว่าร้อยละ 35 ดังนั้น ในภาพใหญ่ของระบบภาษีไทย คือ เงินยังออกจากกระเป๋าคนรวยได้อีก แต่เนื่องจากนโยบายการคลังที่นำรายได้รัฐไปใช้จ่ายในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับคนมีรายได้ เช่น สร้างทางด่วน สร้างรถไฟความเร็วสูง เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน มากกว่าจะให้เงินอุดหนุนการศึกษาเด็กยากจน ทำให้เงินไม่ลงไปถึงคนข้างล่าง สิ่งเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น เพราะถ้าดูกันจริงๆ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่มาจากการบริโภคใช้จ่ายนั้น ร้อยละ 80 ออกมาจากกระเป๋าคนมีเงิน คนมีกำลังใช้จ่าย และออกมาจากกระเป๋าคนจนเพียงร้อยละ 20 ดังนั้นการประวิงเวลาการขึ้นแวต ในอีกด้านหนึ่งจึงเป็นการช่วยคนมีเงินมากกว่าช่วยคนจน ดังนั้นข้อเสนอของ ดร.สมชัย คือ เมื่อมีการขึ้นแวต ร้อยละ 10 ตามกฎหมาย รัฐควรทำในแบบขั้นบันได หรือกำหนดว่า รายได้จากภาษีนี้ครึ่งหนึ่งจะนำไปช่วยคนจน หรือสร้างบริการสาธารณะแก่คนจน เป็นต้น   ว่าที่ ร.อ. จิตร์ ศิรธรานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถ้ารัฐจะเก็บภาษีแวตเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ตามกฎหมาย ก็คาดว่า คนทั่วไปจะยินดีจ่าย แต่พวกเขาต้องมั่นใจว่า เงินภาษีที่จ่ายไปถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่ถูกใช้ไปจำนำข้าวขาดทุน 7-8 แสนล้านบาท หรือถูกใช้ไปซื้อเรือดำน้ำ หรือทำอะไรที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์