Tag: สังคม

โรคกลัวการเข้าสังคม

โรคกลัวการเข้าสังคม

โรคกลัวการเข้าสังคม คือ อาการวิตกกังวลว่าตัวเองจะเผลอทำอะไรเปิ่น ๆ เชย ๆ หรือทำพลาดให้ต้องอับอาย กลัวถูกวิพากย์วิจารณ์จากคนรอบข้าง ซึ่งดูเหมือนอาการของคนตื่นเต้นกับบางอย่างแบบปกติทั่วไป แต่สำหรับผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia) จะประหม่ามาก และไม่สามารถบังคับตัวเองให้ไม่ขลาดกลัวการเข้าสังคมได้เลย สาเหตุของโรคกลัวการเข้าสังคม นักจิตวิทยากล่าวว่า สาเหตุของโรคกลัวการเข้าสังคมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูของครอบครัว แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดถึงสาเหตุที่แท้จริง เพราะบางกรณีโรคนี้ก็เกิดกับคนในครอบครัวเพียงแค่คนเดียว คนอื่น ๆ ไม่มีอาการของโรคเลย ทั้งนี้อาจจะอธิบายในทางชีววิทยาได้ว่า นอกจากการเลี้ยงดูของครอบครัวแล้ว บางทีสาเหตุของโรคยังอาจเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง พันธุกรรม การประมวลผลในการกระทำของตัวเองและการตอบสนองของบุคคลอื่น รวมไปถึงพฤติกรรมฝังใจตั้งแต่เด็ก ๆ ด้วย โรคกลัวการเข้าสังคมเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง ? จากสถิติพบว่า โรคกลัวการเข้าสังคมเกิดขึ้นกับคนได้ทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเพศหญิง หรือเพศชายก็มีโอกาสเป็นโรคนี้เท่า ๆ กัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า อาการของโรคจะเห็นเด่นชัดในช่วงวัยเด็ก จนไปถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่เริ่มต้องเข้าสังคมมากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ยังมีแนวโน้มอีกด้วยว่า ผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคมส่วนมากจะขาดความมั่นใจในตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และคิดว่าตัวเองมีปมด้อยที่น่าอับอาย ซึ่งเป็นความคิดที่ลดคุณค่าของตัวเองลงโดยไม่รู้ตัว จนเกิดความขลาดกลัวการเข้าสังคมในที่สุด อาการหวาดกลัวสังคมที่เกิดขึ้นกับเด็ก เด็กขี้อายเป็นเรื่องปกติของช่วงวัยของเขา แต่สำหรับเด็กที่เข้าข่ายเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมจะแตกต่างออกไป เด็กเหล่านี้จะไม่กล้าแม้แต่เล่นกับเด็กคนอื่น อายถึงขั้นหวาดกลัวการพูดกับผู้ใหญ่ ไม่สบตาใครขณะพูด และมักจะไม่ยอมไปโรงเรียน อาการหวาดกลัวสังคมที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ โดยปกติแล้วผู้ใหญ่ที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคม มักจะมีอาการสืบเนื่องมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หรือเป็นวัยรุ่น โดยที่ไม่ได้รับการรักษาเยียวยาให้หายหวาดกลัวการเข้าสังคม สัญญาณ และอาการของโรค อ่านมาถึงตรงนี้ก็ชักสงสัยแล้วสิว่า คนที่เรารู้จักหรือแม้แต่ตัวเราเองเป็นโรคหวาดกลัวสังคมด้วยหรือเปล่า งั้นมาเช็กสัญญาณอาการของโรคนี้กันก่อนเลย โดยอาการของโรคจะแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้ อาการแสดงออกทางอารมณ์ และความคิด –  รู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ต้องพูดคุยกับบุคคลอื่น หรือเผลอ ๆ อยู่ต่อหน้าคนอื่นก็พูดไม่ออก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าต้องพูดไปตามมารยาทก็ยังฝืนความวิตกกังวลของตัวเองไม่ได้ –  วิตกกังวลเป็นอย่างมากว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับเรา หวาดกลัวบุคคลอื่นจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองไปต่าง ๆ นานา –  เครียดล่วงหน้าเป็นวัน หรือเป็นสัปดาห์ เมื่อรู้ว่าต้องปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน หรือต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่เจอคนเยอะ ๆ –  กลัวว่าตัวเองจะแสดงอาการหน้าขายหน้าอะไรออกไปสักอย่าง –  กลัวคนอื่นจะจับสังเกตได้ว่ากำลังรู้สึกประหม่าอยู่ อาการแสดงออกทางร่างกาย –  อาย หน้าแดง เขินจนบิด ไม่กล้าสบตา –  หายใจหอบถี่กระชั้น –  ปั่นป่วนในท้อง บางรายถึงกับอาเจียน –  เสียงสั่น พูดตะกุกตะกัก –  ใจเต้นแรง แน่นหน้าอก –  เหงื่อแตก –  หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ พฤติกรรมบ่งชี้อาการ –  ชอบปลีกตัวไปหลบอยู่คนเดียวบ่อย ๆ เพราะกลัวการเผชิญหน้ากับบุคคลอื่น –  มนุษยสัมพันธ์ค่อนข้างต่ำ สานสัมพันธ์ไม่เก่ง และรักษาความเป็นเพื่อนไว้ได้ยาก –  ไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเองแบบเดี่ยว ๆ จำเป็นต้องมีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม –  ไม่กล้าแสดงออกขั้นรุนแรง –  ในผู้ใหญ่บางรายอาจดื่มแอลกอฮอล์ย้อมใจทุกครั้ง ก่อนออกไปเผชิญหน้ากับคนหมู่มาก   ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการหวาดกลัวสังคม หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ อาการโรคหวาดกลัวสังคมคงไม่แสดงออกมาให้เห็นได้ชัดเจนนัก แต่หากคน ๆ นั้นได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยภายนอกบางอย่าง ก็ทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นมาได้ เช่นปัจจัยต่อไปนี้ –  เมื่อต้องพบเพื่อน หรือต้องทำความรู้จักกับคนใหม่ ๆ –  กำลังตกเป็นเป้าสายตา –  ถูกจับจ้องเวลาที่ทำอะไรก็ตาม –  รู้สึกว่าโดนแอบมอง –  จำเป็นต้องพูดคุยกับใครเป็นบทสนทนาสั้น ๆ –  เมื่อต้องพูดในที่สาธารณะ –  เมื่อต้องทำการแสดงบนเวที หรือหน้าชั้นเรียน –  ถูกล้อ แซว หรือกล่าวถึง –  เมื่อต้องพูดคุยกับคนสำคัญ หรือบุคคลที่มีอิทธิพลเหนือกว่าตัวเอง –  เวลาไปออกเดท –  เมื่อเป็นฝ่ายโทรศัพท์ หรือติดต่อผู้อื่นก่อน –  ถูกเรียกอย่างเฉพาะเจาะจงท่ามกลางคนหมู่มาก –  ใช้ห้องน้ำสาธารณะ –  เมื่อต้องเข้าสอบ หรือถูกทดสอบ –  รับประทานอาหารในที่สาธารณะ –  เมื่อต้องลุกขึ้นพูดในที่ประชุม –  เวลาไปงานปาร์ตี้ หรือต้องเข้าร่วมงานที่มีคนเยอะ ๆ การวินิจฉัยโรค จิตแพทย์จะวินิจฉัยโรคเมื่อบุคคลนั้นมีอาการกลัวสังคมต่อเนื่องกันนานเกิน 6 เดือน (โดยเฉพาะวัยเด็กไปจนถึงวัยรุ่น) โดยจะมีแบบทดสอบให้ทำ และจับสังเกตอาการระหว่างที่พูดคุย รับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือแม้แต่เข้าห้องน้ำสาธารณะต่อหน้าบุคคลอื่น (คนนอกครอบครัว หรือคนแปลกหน้า) หากว่าผู้ทดสอบมีอาการวิตกกังวล และหวาดกลัวต่อบุคคลอื่นแม้จะใช้ชีวิตตามปกติของตัวเองก็ทำได้ลำบาก นั่นก็แสดงว่า เข้าข่ายป่วยเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมแล้วนั่นเองค่ะ โรคกลัวการเข้าสังคม มีผลกระทบกับชีวิตอย่างไรบ้าง ? โรคหวาดกลัวสังคมถือเป็นอาการผิดปกติทางสุขภาพจิต ซึ่งหากใครเป็น ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างเช่น ผลกระทบกับชีวิตการงาน และการเรียน –  ไม่กล้าไปสัมภาษณ์งาน –  มีปัญหากับการติดต่อประสานงานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน –  ไม่กล้าแสดงออกในที่ประชุม หรือหน้าชั้นเรียน –  ลังเลที่จะตัดสินใจรับตำแหน่ง หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย –  ประสิทธิภาพในการทำงาน และการเรียนถดถอย –  ไม่มีความสุขกับการเรียน และการทำงาน           ผลกระทบกับความสัมพันธ์ –  มีปัญหาในการสานสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเพื่อน หรือคนรักก็ตาม ทำให้คบกับใครไม่ได้นาน –  ไม่กล้าเปิดใจรับใครเข้ามา –  ไม่กล้าแชร์ความคิดเห็นร่วมกับบุคคลอื่น          ผลกระทบกับการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน –  เสียโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คนใหม่ ๆ ทำให้ไม่ได้พัฒนาตนเองอย่างที่ควรจะเป็น รวมทั้งพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิตอีกหลายสิ่งเลยทีเดียว อีกทั้งการกักขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว ยังทำให้คุณกลายเป็นคนโลกแคบได้ง่าย ๆ ด้วยค่ะ

เข้าสังคมใหม่อย่างมั่นใจ

เข้าสังคมใหม่อย่างมั่นใจ

เมื่อคุณเริ่มเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำก็คือ การเข้าสังคมและการสร้างเพื่อนใหม่  ซึ่งสองเรื่อนี้อาจเป็นเรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ง่ายสำหรับทุกคน  เพราะสำหรับบางคนมันก็อาจเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะจัดการได้  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนชอบเข้าสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนขี้อายหรือไม่มั่นใจในตัวเอง ถ้าคุณคิดว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องมีเพื่อนก็ได้นั้น ขอให้เลิกคิดเลยค่ะ เพราะว่าในการเรียนมหาวิทยาลัยนั้น เพื่อนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะพวกเขาอาจเป็นคนที่ช่วยคุณทั้งในเรื่องการเรียนและการทำกิจกรรม ดังนั้นแล้วอย่าเพิ่งท้อค่ะ ขอแค่คุณคิดและเริ่มเปลี่ยนแปลง ก้าวแรกของการเรียนในมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ยากเกินไป  ลองมาดูกันค่ะว่าคุณควรทำอย่างไรถึงจะดีทั้งกับตัวคุณและกับคนรอบข้าง อย่าพยายามเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คุณ หมายความว่า จงเป็นอย่างที่คุณเป็น เช่น ถ้าคุณอยากจะพูดกับเพื่อนร่วมห้องแต่คุณก็ไม่มีความมั่นใจพอที่จะทำก็จงอย่าฝืนจนเกินตัว  คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยการแสร้งทำเป็นคนชอบเข้าสังคมจัดและทักทายทุกคนที่เดินเข้ามา  ขอเพียงแค่คุณพยายามพูดด้วยเรื่องง่ายๆอย่างเช่น “วันนี้อากาศดี” หรือ “คุณสบายดีนะ” ก็เพียงพอแล้ว  และเชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะเห็นถึงความพยายามของคุณ และเข้ามาคุยกับคุณเองแน่นอน แสดงความสนใจ ไม่ว่าใครก็ชอบเป็นที่สนใจ (แม้แต่คนขี้อาย) ลองพยายามแสดงความสนใจกับผู้คนรอบตัว เช่น ถ้าคุณไม่กล้าพูดตอบในเรื่องที่เพื่อนร่วมห้องกำลังเล่า  ขอเพียงแค่คุณยิ้มและหัวเราะแสดงความสนใจไปกับเรื่องที่พวกเขาเล่า ก็เพียงพอ  จากนั้นพวกเขาจะสนใจตอบแทนคุณแน่นอน เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ ค่อยๆเริ่มพูดคุยกับผู้คนด้วยคำพูดง่ายๆ เช่น เริ่มต้นด้วยคำถามปลายเปิด อย่าง “เป็นอย่างไรบ้าง” และปล่อยให้คนอื่นสานต่อบทสนทนาต่อ ระหว่างนั้นก็พยายามตอบคำถามหรือแสดงความสนใจให้เท่าที่ทำได้ แล้วพวกเขาจะรู้เองว่าคุณพยายามอยู่ คนส่วนใหญ่ชอบกีฬา ลองเริ่มต้นบทสนทนาด้วยกีฬา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะคนส่วนมากชอบกีฬา  ลองเริ่มด้วยคำทักทายที่ว่า “เฮ้! แมตช์เมื่อคืนของทีม…เป็นยังไงบ้าง”  (แต่ก็ควรระวังด้วยถ้าเขาไม่ได้ชอบทีมนั้นขึ้นมาก็อาจจะพลาดได้) ระมัดระวังในคำพูด บางครั้งคนบางประเภทก็ไม่ชอบให้ลุกล้ำมากเกินไปสำหรับเพื่อนใหม่  ดังนั้นคุณควรจะสร้างความคุ้นเคยหรือพูดคุยเฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่องทั่วไปหรือพูดคุยถึงสิ่งที่คล้ายคลึงกันก่อน เช่น “คุณเป็นอย่างไรบ้างวันนี้” หรือ “คุณมาเรียนที่นี่ได้อย่างไร” หรือ “คุณชอบวิชาอะไร” เพื่อที่จะได้หาว่ามีความชอบหรืออะไรที่เหมือนกันหรือไม่ ก่อนที่จะขยับเข้าไปถามหรือพูดคุยอะไรที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้ ให้ความเคารพ คุณควรแสดงออกถึงความเคารพหรือเชื่อถือ ทั้งกับตัวคุณเองและกับคนรอบข้าง  เพราะการได้รับความเคารพ ทั้งในการกระทำและเรื่องความคิด จะทำให้คุณได้รับการยอมรับจากคนรอบตัวได้ดีกว่า การสร้างความโดดเด่นในเรื่องแย่ๆ หรือเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ อย่าเห็นแก่ตัว พยายามเป็นคนใจกว้างเพียงพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ แต่ก็อย่าใจกว้างคนเกินไป เพราะถ้าคุณใจกว้างจนเกินเหตุ คุณอาจจะถูกใช้ประโยชน์ได้ ไม่อคติ เลิกยึดติดกับคำว่าอายุ เพราะไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ คุณก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ทั้งนั้น  แม้แต่คนอายุ 20 กับ 70 ก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ถ้าคุณคิดจะทำ อย่ากลัวที่จะขอ Facebook ลองเอ่ยปากถามถึงชื่อ Facebook, MySpace, AIM Screen Name, email address หรือแม้แต่เบอร์โทรศัพท์   เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมากถ้าคุณมีสิ่งที่สามารถติดต่อกับพวกเขาได้ และอาจจะทำให้การพูดคุยหลังจากนี้เป็นเรื่องง่ายขึ้น พยายามอยู่กับคนที่ดี คุณควรทำความรู้จักและเป็นเพื่อนกับคนที่ดีหรือเข้ากับคุณได้  เหมือนกับสำนวนที่ว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” เพราะผู้คนมักจะตัดสินคนจากคนที่อยู่รอบตัว พวกเขาไม่มาสนใจทำความรู้จักกับตัวคุณโดยตรง แต่จะตัดสินคุณจากคนที่คุณอยู่ด้วย ดังนั้นแล้ว ถ้าคนที่อยู่รอบตัวคุณเป็นคนดี คุณก็จะถูกมองว่าดี หรือ ถ้าพวกเขาเป็นคนเจ๋ง คุณก็จะถูกมองว่าเจ๋ง เช่นเดียวกัน