Tag: โรคกลัวการเข้าสังคม

กลัวสังคม1

5 สัญญาณบ่งบอก “โรคกลัวการเข้าสังคม” ของลูก

โรคกลัวการเข้าสังคม จะเกิดกับเด็กได้ตั้งแต่ยังอายุน้อย และจะมีอาการเด่นชัดขึ้นในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กต้องมีการเรียนรู้ทักษะทางสังคม หาประสบการณ์ในการพัฒนาตนเองและบุคลิกภาพ แต่เด็กที่มีอาการกลัวการเข้าสังคม คือ ความกลัวต่อการถูกมองหรือถูกประเมินจากคนอื่น เด็กจะวิตกกังวลว่าถ้าตัวเองทำอะไรไม่เข้าท่า หรือผิดพลาดออกไป จะทำให้ตัวเองต้องรู้สึกอาย และกลัวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งจะแตกต่างจากความ “ขี้อาย” เพราะหากเด็กที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคมจะแทบทำอะไรต่อหน้าคนอื่นไม่ได้เลย เกิดความประหม่า และอาจมีอาการทางร่างกายต่าง ๆ ตามมา เช่น เวียนหัว มึนงง ท้องไส้ปั่นป่วน อยากอาเจียน มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก หน้าแดงหรือเกร็งกล้ามเนื้อต่าง ๆ สถานการณ์ที่ทำให้เด็กต้องแสดงอาการของโรคกลัวการเข้าสังคม คือ การที่ต้องออกไปแสดงบนเวที การพูดหน้าชั้น หรือการตอบคำถามในห้องเรียน ซึ่งเด็กที่มีอาการดังกล่าวจะหาวิธีช่วยตัวเองโดยการหลีกหนี และจะทำให้พวกเขาพลาดโอกาสที่จะรู้จักสิ่งใหม่ ๆ รู้จักกับผู้คน หรือการคบเพื่อนในสังคมได้เลย โดยอาการเหล่านี้จะติดตัวไปจนโต และไม่สามารถบังคับตัวเองให้มีความกล้าในการเข้าสังคมได้ จนอาจทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์หรือมีภาวะโรคซึมเศร้าตามมา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าวิตกและน่ากลัว 5 สัญญาณบ่งบอกโรคกลัวการเข้าสังคมของลูก 1.มีความลังเล รู้สึกไม่สบายใจ หรือยอมเป็นผู้ตามเมื่อต้องเป็นจุดสนใจของคนอื่น 2.หลีกหนีการพูดคุย ไม่กล้าแสดงออก ไม่ชอบออกไปพบปะผู้คน หรือแม้แต่การเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ 3.ไม่ชอบสบตา และมักจะพูดพึมพำเสียงเบา ๆ 4.คุยเล่นกับเพื่อนน้อย ชอบแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนอยู่คนเดียว และชอบหาที่เก็บตัว เช่น เข้าห้องสมุด 5.อ่อนไหวกลับคำพูดหรือคำวิจารณ์ต่าง ๆ อย่างมากและกลัวตัวเองขายหน้า กลัวถูกล้อ ซึ่งผลกระทบที่ตามมาสำหรับเด็กที่เข้าข่ายเป็นโรคกลัวการเข้าสังคม อาจทำให้ลูกปฏิเสธการไปโรงเรียน หรือกลายเป็นเด็กที่ไม่ชอบพูดกับใครเลยยกเว้นคนที่คุ้นเคย แก้ปัญหาลูกเป็นโรคกลัวการเข้าสังคมให้ถูกจุด – หาโอกาสให้ลูกได้เจอกับสังคมที่หลากหลาย เช่น การพาลูกไปงานวันเกิดลูกพี่ลูกน้อง พาไปเล่นกับเพื่อน ๆ กลุ่มต่าง ๆ ตามงานกิจกรรม การสนับสนุนให้ลูกได้ทำกิจกรรมในโรงเรียนแบบง่าย ๆ แต่ไม่ควรผลักดันให้ลูกเข้าไปทำในกิจกรรมที่ใหญ่หรือยาก เพราะหากลูกผิดพลาดอาจได้รับประสบการณ์ที่แย่และไม่กล้าขึ้นอีก – ไม่ควรพูดแทนลูก ในขณะที่ลูกทำท่าอึดอัดหรือตอบช้า เปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้ความกล้าและจังหวะในการพูด – หาวิธีจูงใจเช่นการให้รางวัล หรือให้คำพูดเสริมกำลังใจกับลูก เมื่อลูกกล้าที่จะแสดงออก -พ่อแม่คือตัวอย่างที่ดี ทำให้ลูกเห็นว่าควรวางตัวอย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ -ไม่ควรทำท่าเหนื่อยหน่ายหรือต่อว่าลูก เมื่อลูกไม่สามารถแสดงออกตามที่พ่อแม่ต้องการ แต่ควรแสดงความเข้าใจลูก ให้กำลังใจ และคอยส่งเสริมให้ลูกได้ลองทำในโอกาสหน้า แม้ดูเหมือนว่าโรคกลัวการเข้าสังคมจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็มีผลกระทบในหลาย ๆ ด้านต่อตัวเด็กทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน และสังคมที่จะตามมาเมื่อเขาเติบโตขึ้น ซึ่งหากพบว่าลูกมีลักษณะสุ่มเสี่ยงอาการดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่สามารถขอคำแนะนำจากจิตแพทย์เพื่อหาทางบำบัดหรือเยียวยารักษาอาการได้

กลัวสังคม

ผลกระทบของโรคกลัวการเข้าสังคม

ถ้าหากโรคกลัวการเข้าสังคมเป็นอาการผิดปกติทางสุขภาพจิตซึ่งหากใครเป็น ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องสงสัย แล้วมันจะส่งผลกระทบต่ออะไรกัยบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย… ผลกระทบกับชีวิตการงาน และการเรียน 1.ไม่กล้าไปสัมภาษณ์งาน ไม่กล้าแสดงออกในที่ประชุม หรือหน้าชั้นเรียน 2. มีปัญหากับการติดต่อประสานงานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน 3. ลังเลที่จะตัดสินใจรับตำแหน่ง หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4.ไม่มีความสุขและประสิทธิภาพในการทำงาน และการเรียนถดถอย ผลกระทบกับความสัมพันธ์ 1. มีปัญหาในการสานสัมพันธ์ รูปแบบเพื่อนหรือคนรัก คบไม่ได้นาน 2.ไม่กล้าเปิดใจรับใครเข้ามา 3.ไม่กล้าแชร์ความคิดเห็นร่วมกับบุคคลอื่น ผลกระทบกับชีวิตประจำวัน 1. เสียโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทำให้ไม่ได้พัฒนาตนเองอย่างที่ควร 2. พลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิต ขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว กลายเป็นคนโลกแคบได้